วันที่ 19 มี.ค. 2569 ที่ศาลแขวงปทุมวัน พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของ ชลธิชา คุ้มจันอัด ล่ามภาษาจีนวัย 27 ปี ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากกรณีเข้าร่วมการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563
คดีนี้นับเป็นคดีที่สองที่ชลธิชาถูกสั่งฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง โดยก่อนหน้านี้อัยการได้สั่งฟ้องคดีแรกไปเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 จากกรณีเข้าร่วมการชุมนุม #ม็อบ20ตุลา63 ซึ่งศาลแขวงบางบอนได้มีคำพิพากษาปรับ 20,000 บาท ภายหลังชลธิชาเปลี่ยนไปให้การรับสารภาพ เนื่องจากภาระทางคดี
นอกจากนี้ชลธิชายังเคยถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีการชุมนุมอีก 1 คดี คือ การชุมนุม #21ตุลาไปอนุสาวรีย์ชัย ซึ่งคดีดังกล่าวอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีไปแล้ว
.
ย้อนเหตุการณ์ขณะถูกตำรวจควบคุมฝูงชนเข้าจับกุม ระหว่างสลายการชุมนุมด้วยน้ำผสมสารเคมีสีฟ้าและแก๊ซน้ำตา
สำหรับการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์การสลายชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 15 ต.ค. 2563 พร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
การชุมนุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกตำแหน่ง รวมทั้งให้มีการเปิดสภาสมัยวิสามัญรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากประชาชน ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และให้เจ้าหน้าที่ปล่อยแกนนำที่ถูกจับไปตั้งแต่วันที่ 13 – 15 ต.ค. 2563
เดิมผู้ชุมนุมมีนัดหมายที่แยกราชประสงค์ ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนมาเป็นบริเวณแยกปทุมวันแทน ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและนักเรียนที่ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมกันจนเต็มพื้นที่สี่แยก ต่อมาตำรวจควบคุมฝูงชนเริ่มเข้าปิดล้อมผู้ชุมนุม และใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำที่ผสมจากสารเคมีสีฟ้าและน้ำผสมแก๊ซน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุม ในขณะที่ผู้ชุมนุมมีเพียงร่ม เสื้อกันฝน และหมวกกันน็อค จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ยึดคืนพื้นที่สี่แยกปทุมวันได้ พร้อมกับปรากฏให้เห็นถึงมวลน้ำสีฟ้าที่ใช้สลายการชุมนุมของประชาชน
- ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุม >> #16ตุลาไปแยกปทุมวัน : Mob Data Thailand
ในระหว่างสลายการชุมนุมดังกล่าวมีผู้ชุมนุมจำนวน 9 รายถูกจับกุม และส่งไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภาค 1) เพื่อจัดทำบันทึกจับกุมตัว แจ้งข้อกล่าวหา และสอบปากคำ โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้สื่อข่าวประชาไท แต่ต่อมาตำรวจได้เปรียบเทียบปรับผู้สื่อข่าวข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและปล่อยตัวไป
ขณะที่อีก 8 คน ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง โดยดำเนินการแยกเป็น 2 คดี ได้แก่ คดีที่มีผู้ต้องหา 6 คน และ 2 คน
สำหรับคดีที่มีผู้ต้องหา 2 คน ชลธิชาและพรพสุธ ชูรอด ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกําหนดซึ่งออกตามความในมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทําการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และนํายานพาหนะซึ่งบรรทุกเครื่องขยายเสียงและเครื่องกําเนิดไฟฟ้า เคลื่อนที่เข้ามาใช้ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่ได้รับอนุญาต” ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถยนต์, เครื่องกําเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่, แท่นขยายเสียง, ลําโพง, ไมค์, แอมป์ขยายเสียง, ปลั๊กพ่วง และถังสี ไว้เป็นของกลาง พรพสุธให้การปฏิเสธ รับว่ารถยนต์ของกลางเป็นของตนเองและเป็นผู้ขับเข้าที่ชุมนุม แต่เครื่องเสียงไม่ใช่ของตน ส่วนชลธิชาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ต่อมาในเวลา 9.50 น. พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปยังศาลแขวงปทุมวัน เพื่อยื่นคำร้องขอผัดฟ้องและขอฝากขังผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวน โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้อง แต่ยกคำร้องขอฝากขัง เนื่องจากผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งหมดจึงได้รับการปล่อยตัวไป
แม้เหตุการณ์ชุมนุมจะล่วงเลยมานานกว่า 5 ปีแล้ว แต่การดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมก็ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ชุมนุมอีก 6 ราย ที่ถูกจับกุมพร้อมกับชลธิชาและพรพสุธ ซึ่งถูกอัยการสั่งฟ้องไปก่อนหน้านั้น ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรง และไม่พบอาวุธหรือสิ่งของผิดกฎหมายใด ๆ ทั้งโจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่าพบการระบาดของโควิด-19 จากการชุมนุม
อย่างไรก็ดี ในส่วนของคดีของผู้ชุมนุม 2 คนที่อัยการจะมีคำสั่งฟ้องในครั้งนี้ เดิมต้องมีชลธิชาและพรพสุธเป็นจำเลยร่วมกันทั้งสองราย แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าพรพสุธได้เสียชีวิตลงแล้ว ส่งผลให้คดีเหลือเพียงชลธิชาเป็นจำเลยเพียงคนเดียว
ทั้งนี้ เพิ่งทราบว่าในคดีนี้ ชลธิชาถูกออกหมายจับโดยศาลแขวงปทุมวันที่ 5/2564 ลงวันที่ 19 ม.ค. 2564 เนื่องจากไม่ได้ไปรายงานตัวในนัดส่งตัวอัยการ แต่แม้หมายจับออกมาแล้วกว่า 5 ปี และก่อนหน้านี้ชลธิชาได้ถูกจับกุมในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในอีกสองคดี ทั้งในช่วงปี 2566 และปี 2569 นี้ แต่ตำรวจก็ไม่เคยแสดงหมายจับของคดีนี้แต่อย่างใด จนเมื่อทราบว่ามีหมายจับ จึงได้นัดหมายเข้ารายงานตัว
.
โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยเข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป พร้อมนำรถติดตั้งเครื่องขยายเสียงเข้ามาในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ได้รับอนุญาต
วานนี้ (19 มี.ค. 2569) เวลาประมาณ 10.00 น. ที่ สน.ปทุมวัน ชลธิชาพร้อมด้วยทนายความ นัดหมายเข้าพบพนักงานสอบสวน หลังจากทำบันทึกจับกุม และบันทึกประจำวันเสร็จ พนักงานสอบสวนจึงส่งตัวชลธิชาพร้อมสำนวนคดีให้พนักงานอัยการ
ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ร้อยตำรวจโท สิทธิชัย เกลี้ยงเกลา พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6) มีคำสั่งฟ้องชลธิชาต่อศาลแขวงปทุมวัน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง โดยในคำบรรยายฟ้องระบุใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 จำเลยกับพวกคือ พรพสุ ชูรอด ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ได้ร่วมกันนำรถยนต์ ซึ่งเป็นยานพาหนะที่มีการดัดแปลงสภาพรถ ให้มีลักษณะเป็นหรือคล้ายเวที ติดตั้งเครื่องขยายเสียงพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ และบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ เข้ามาในบริเวณสี่แยกปทุมวัน ซึ่งมีกลุ่มมวลชนที่มารวมตัวกันจำนวนมาก เพื่อให้แกนนำการชุมนุมใช้เป็นเวทีปราศรัย และใช้เครื่องขยายเสียงที่ติดตั้งไว้พูดปราศรัยทำกิจกรรมชุมนุม
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้ยุติการชุมนุมก็ไม่ดำเนินการยุติการชุมนุม อันเป็นการเข้าร่วมชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันมีลักษณะกีดขวางการจราจรจนไม่อาจใช้สัญจรได้ตามปกติ ทั้งยังขัดขืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งการเกี่ยวกับการชุมนุมเพื่อให้เป็นไปโดยสงบและไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน และเป็นการใช้เครื่องขยายเสียงหรือใช้ยานพาหนะติดตั้งเครื่องขยายเสียง
ทั้งยังเป็นการร่วมกันนำยานพาหนะที่มีการดัดแปลงสภาพรถให้มีลักษณะเป็นหรือคล้ายเวที ติดตั้งเครื่องขยายเสียงพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ และบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ เข้ามาหรือใช้ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
นอกจากนี้ในคำฟ้องยังระบุว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่จับ พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องผัดฟ้องฝากขัง ต่อมาคดีขาดผัดฟ้อง และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดอนุญาตให้ฟ้องจำเลยแล้ว
ทั้งนี้ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการประกันตัว โดยระบุว่าขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล ในท้ายคำฟ้องอัยการระบุขอให้ริบของกลางทั้งหมดที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้
ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. ศาลแขวงปทุมวันมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวชลธิชาในระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางเงินประกัน 20,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ศาลกำหนดวันนัดคุ้มครองสิทธิ สอบคำให้การ และตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 21 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น.
.
สำหรับการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพฯ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่วันที่ 15 – 22 ต.ค. 2563 เพื่อจัดการกับการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชน ในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 72 คน รวม 35 คดี และพบต่อมาว่าในคดีที่ถูกสั่งฟ้องต่อศาล และจำเลยต่อสู้คดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วไม่ต่ำกว่า 21 คดี และยังมีคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไปอีก 1 คดี โดยพบว่ามีเพียงคดีเดียวที่ศาลเห็นว่ามีความผิด
