ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม 2568 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ยังคงสื่อสารเรื่องราวและบันทึกความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นจดหมาย ทั้งสามฉบับสะท้อนมุมมองทางการเมืองและสังคมผ่านประสบการณ์ตรงจากภายในกำแพงเรือนจำ
เก็ทเล่าถึงโครงสร้างอำนาจที่เอาเปรียบสามัญชนอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ของโจฮัน กัลตุง นักวิชาการด้านสันติภาพชาวนอร์เวย์ โดยชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม “TOP DOG” สร้างอุปสรรคและความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเพื่อรักษาอำนาจ ไม่ว่าฝั่งประชาธิปไตยจะเดินทางไหนก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงกับดักที่วางไว้
ขณะที่ฉบับที่สองเขาเล่าถึงประสบการณ์ในคดี “Redem” ปี 2564 ซึ่งเป็นคดีแรกที่ถูกออกหมายจับและถูกลงโทษจำคุก 3 ปี แต่รอลงอาญา ทั้งที่เชื่อว่ตนเองาไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเข้าใจว่า “แม้ไม่ได้ทำผิด ก็โดนลงโทษได้” โดยคดีนี้มีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 นี้
ฉบับสุดท้ายเขาบอกถึงเรื่องราวของ Mathew (อี ควิน เบดั้บ) เพื่อนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่ถูกส่งตัวกลับประเทศอย่างลับ ๆ โดยไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเพิกเฉยต่อหลักประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่ข้ามรัฐบาลหลายสมัย
———————————–
การเอาเปรียบโดย TOP DOG
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเกิดข้อถกเถียงว่า พรรคประชาชนควรจับมือร่วมกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง ทั้งฝั่งที่สนับสนุนให้จับมือกับพรรคเพื่อไทยและฝั่งที่สนับสนุนให้จับมือกับพรรคภูมิใจไทย ต่างก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นทั้งนั้นและในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึง หลายคนก็คงจับตามองว่าจะเกิดการยุบสภาจริงไหม? แล้วรัฐธรรมมนูญได้ร่างใหม่หรือไม่? ไม่ว่าอนาคตอันใกล้จะเป็นอย่างไร ผมว่าเป็นเรื่องไร้สาระหากฝั่งประชาธิปไตยจะมาทับถมหรือบลัฟกันว่าใครประเมินถูก
หากพูดในภาษาเกม การต่อสู้ทางการเมืองของสามัญชนก็เหมือนผู้เล่น (player) ไปสู้กับประมุขของเกม (Game Master) เขาสามารถเขียนกติกามาแก้ทางเราได้เสมอ ไม่ว่าประชาชนจะเดินไปทางไหนก็ไม่อาจเลี่ยงอุปสรรคได้ เมื่อจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็เป็นอันว่าบางหมวดบางมาตราจะถูกห้ามแตะต้อง การยุบสภาก็เริ่มมีข้ออ้างผุดขึ้นมาเป็นเค้าลางให้เห็นว่าอาจเลื่อน ศาลรัฐธรรมนูญยังทรงอภิมหาสิทธิ์ มีประกาศิตในการยุบพรรค ตัดสินพรรคการเมืองของผู้คน แม้ต้นทางจะไม่ได้มาจากประชาชนก็ตาม
หลายคนอาจคิดว่าหากพรรคประชาชนลดเพดานเรื่อง มาตรา 112 พรรคจะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลสมัยหน้าแต่จะง่ายตามฝันจริงหรือ? ในเมื่อแนวทางของพรรคคือการทำงานการเมืองแบบก้าวหน้า อันเป็นชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงในการประทะกับกลุ่มข้าราชการฉ้อฉล นายทุนผูกขาด ศักดินาเหนือรัฐ องคาพยพของชนชั้นนำไทยจะหลบทางให้หรือ?
โจฮัน กัลตุง (Johan Galtung) นักวิชาการด้านสันติภาพนำเสนอแนวคิด ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ไว้อย่างน่าสนใจ แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นภาพการเอาเปรียบ (exploitation) ทางสังคม อันส่งผลให้คนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นชนชั้นนำเหนือคนส่วนใหญ่ กัลตุง เรียกคนพวกนี้ว่า “TOP DOG”
การเอาเปรียบทางสังคมเป็นการเอาเปรียบอย่างมีระบบเพื่อรักษาสถาพร ในทางของอำนาจแก่พวก “TOP DOG” ในขณะเดียวกันก็กดขี่คนส่วนใหญ่ให้ทนทุกข์ไม่อาจเงยหน้า ลืมตาอ้าปากปากได้ ทั้งที่ทรัพยากรในสังคมมีมากพอสำหรับการใช้แก้ปัญหา
เมื่อนำความคิดของกัลตุงมาเป็นแว่นเพื่อมองสังคมไทยก็จะเห็นภาพการเอาเปรียบทางสังคมโดย “TOP DOG” ได้ชัดขึ้น ผู้คนถูกทำลายโอกาสในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลอย่างรอบด้านตรงไปตรงมา บางเรื่องเมื่อพูดแล้วผิดกฎหมาย บางเรื่องเมื่อนำเสนอแล้วกลายเป็นภัยความมั่นคง ประชาชนที่ควรเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยกลับถูกผลักไสให้กลายเป็นผู้มีสถานะรองต้องร้องขอความเมตตาจากรัฐอย่างเกรงใจทั้งที่พวกเราทั้งหลายคือผู้ทรงสิทธิ์ โครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบทำให้ผู้คนรู้สึกเราเป็นดินโคลนที่อ่อนแอไร้ค่าไร้ความหมาย
เมื่อประชาชนพยายามสร้างภราดรภาพเพื่อปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ชนชั้นนำเอารัดเอาเปรียบ ระบบที่ไม่เป็นธรรมจะทำงานโดยสร้างความขัดแย้งในหมู่ขบวนการประชาชน เรื่องนี้เห็นภาพชัดมากในการขับเคลื่อนทั้งข้อจำกัดในรัฐสภาและในสังคมนอกสภา ดังที่เราได้เห็นการแตกแยกระหว่างพรรคส้มและพรรคแดง
การแตกแยกในฝั่งประชาธิปไตยในแง่วิถีที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย บ้างเข้าใจว่าที่ฝั่งประชาธิปไตยไม่ชนะเพราะพูดถึงมาตรา 112 มากเกินไป บ้างบอกว่าเพราะขบวนการเคลื่อนไหวแตะต้องอภิสิทธิ์ชนมากเกินไป ความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้สร้าง ‘ตัวประกันทางการเมือง’ ขึ้น ไม่ว่าจะในรูปแบบของพรรคการเมือง สมาชิกพรรคหรือแม้แต่ประชาชน เมื่อประชาชนแตกแยกได้ ประชาชนก็ไร้กำลังในการสร้างอำนาจต่อรอง ผู้ครองอำนาจนำได้วางโครงสร้างที่แทรกแซงการใช้ชีวิตของผู้เป็นรองไว้อย่างมีระบบระเบียบ
อย่างที่ผมกล่าวในตอนต้นว่าไม่ว่าอนาคตอันใกล้จะจะเป็นอย่างไร ใครจะประเมินผิดประเมินถูก การมาทับถมหรือบลัฟกันนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะไม่ว่าเป็นไปทางไหนก็เจ็บทั้งนั้น แต่เราจำเป็นต้องทำไปเพื่อแสดงให้เห็นว่า อุปสรรคจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่การจินตนาการจากการมองโลกในแง่ร้าย
เมื่อเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ผู้คนเห็นชัดว่าการเอาเปรียบทางสังคมเกิดขึ้นโดยกลุ่มใด ใครคือ “TOP DOG” เมื่อเห็นชัดว่าใครคือศัตรู การรวมกลุ่มสร้างฉันทามติร่วมกันก็จะเกิดขึ้น เมื่อนั้นเราจะมีอำนาจมากพอในการต่อสู้เพื่อกลายเป็นผู้ครองอำนาจนำ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
27 พฤศจิกายน 2568
————————————
“Redem”
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผมต้องออกศาลไปฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในคดี “Redem” การชุมนุมครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 เป้าหมายของการชุมนุมคือเรียกร้องให้ศาลคืนสิทธิในการประกันตัวแก่ผู้ต้องขังในคดีการเมือง ส่วนตัวผมได้ร่วมชุมนุมในครั้งนั้นและมีการวิพากษ์วิจารณ์การใช้กฎหมายมาตรา 112 นั่นเป็นคดีแรกที่ผมถูกหมายจับและเป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าใจว่า แม้ไม่ได้ทำผิดก็โดนลงโทษได้
ตอนที่ทราบว่ามีหมายจับคือตอนที่ผมเรียนออนไลน์ น่าจะอยู่ช่วงปี 3-4 ก็ตกใจอยู่เหมือนกัน เมื่อรายงานตัวที่ สน.พหลโยธิน ได้อ่านข้อกล่าวหาก็ยังประหลาดใจ เพราะมีการกล่าวหาหลายข้อหา เช่น ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำลายรถฉีดน้ำแรงดันสูง หมิ่นศาล เป็นต้น
จริงอยู่ที่ผมไปชุมนุม แต่ผมและเพื่อนที่ไปด้วยกันก็รู้อยู่แก่ใจว่า พวกเราไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา หลังจากที่ได้ประกันตัวก็ยังคุยกันว่ายังไงคดีก็ยกฟ้องเพราะพวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เมื่อฟังคำพิพากษา ผมจึงรับรู้ถึงความอยุติธรรมของศาลไทย เพราะศาลลงโทษจำคุก 3 ปีแต่รอลงอาญา เรารู้กันอยู่แก่ใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ทำลายรถหรือสิ่งของ ศาลลงโทษพวกเราได้ยังไง?
เป็นเรื่องน่า “เจ็บใจ” ผ่านไป 4 ปีแล้ว ประชาชนยังคงต้องเรียกร้องสิทธิการประกันตัวอยู่ ภายใน 4 ปี มาตรา 112 ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ผมก็หวังว่าผ่านมาสี่ปี ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นในศาลยุติธรรมไทย เรื่องจริงจะเป็นอย่างไร จะเป็นอย่างที่ผมบอกไหมก็ต้องมาดูกัน…
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
8 ธันวาคม 2568
————————————
“Mathew”
ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Mathew ชื่อจริงคือ ‘อี ควิน เบดั้บ’ ( Y Quinn Bidap) ผมเจอแมทธิวที่ แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เขาเป็นคนเวียดนาม ชาติพันธุ์มองตานญาด ที่เรียกร้องให้บ้านเกิดของตนมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่กลับถูกตราหน้าจากรัฐบาลเวียดนามในฐานะภัยความมั่นคงจนต้องลี้ภัยมาไทย และถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
ในคุกไทยมีวัฒนธรรมการอยู่แบบกลุ่ม และเรียกกลุ่มเหล่านั้นว่า “บ้าน” แบ่งกลุ่มตามบ้านเกิด เช่น บ้านใต้ (กลุ่มคนที่อยู่ภาคใต้) บ้านคลองเตย บ้านบางซื่อ บ้านพม่า มีการแบ่งกลุ่มตามคดี เช่น บ้านการเมือง บ้านเว็บพนัน และมีการแบ่งกลุ่มตามความสนิทใจ ซึ่งใครจะเลือกอยู่บ้านนั้น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความตกลงตามความสมัครใจ Mathew เป็นหัวหน้าบ้านเวียดนาม ถ้าผู้ต้องขังชาวเวียดนามเข้ามา Mathew ก็จะรีบรับไปดูแล
ระหว่างที่เราอยู่ด้วยกัน เราได้แลกเปลี่ยนอุดมการณ์และการเคลื่อนไหว บางครั้งก็ไปออกกำลังกายด้วยกัน แมทธิวมักมาเล่าความเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนในเวียดนาม เช่น การชุมนุม การยื่นจดหมาย การโต้ตอบของกลุ่มอิทธิพลที่เข้าทำร้ายประชาชน เขาเล่าถึงสถานการณ์การขอลี้ภัยของตนเป็นระยะ จากที่เล่าดูเหมือนรัฐบาลเวียดนามจะต้องการเอาตัวเขากลับไป ในขณะที่ศาลไทย และรัฐบาลไทยมักสงวนท่าที
เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 แมทธิวมีนัดออกไปฟังคำพิพากษาช่วงบ่าย ประโยคสุดท้ายที่ผมบอกเขาก็คือ “May the god bless you” แล้ววันนั้นก็เกิดสิ่งผิดปกติ ปกติผู้ต้องขังที่ออกไปฟังคำพิพากษาไม่ว่าจะเป็นแบบที่ศาล หรือแบบวิดีโอ conference มีโทษยกฟ้อง ก็ต้องกลับเข้าแดน แต่แมทธิวไม่ได้กลับมาที่แดน
ผมพยายามตามข่าวในวันถัดมาถึงทราบว่า รัฐไทยกำลังจะส่งเขากลับไปที่เวียดนาม ทั้งนี้ไม่ได้มีหน่วยงานของรัฐไทยหน่วยไหนออกมารับผิดชอบแต่อย่างใด ทางการทำเหมือนแมทธิวระเหือดหายไปอย่างดื้อ ๆ
ผมนำข่าวคราวที่ได้ทราบแล้วไปเล่าให้ผู้ต้องขังบ้านเวียดนามฟัง เมื่อเขาได้รับรู้พวกเขาก็เป็นห่วงปนหดหู่กับสิ่งที่แมทธิวต้องเผชิญต่อจากนี้ สมาชิกบ้านเวียดนามคนหนึ่งเล่าว่า “หากบ้านเกิดเมืองนอนเป็นที่ปลอดภัยใครล่ะจะหนีออกมา”
การส่งผู้ลี้ภัยกลับไปไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลขัดตาทัพจากรัฐบาลภูมิใจไทยเท่านั้น ยิ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้มีการส่งชาวอุยกูร์กลับจีน หลังจากที่พวกเขาถูกกักขังอยู่ในสถานที่กักกันนานกว่าหนึ่งทศวรรษ
แต่ย้อนไปเมื่อครั้งปี 2558 มีการส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับจีนในสมัยคณะรัฐประหาร แม้มีการคัดค้านจากการกระทำดังกล่าวจากประชาคมโลกอยู่หลายครั้ง อีกทั้งยังมีการเรียกร้องให้รัฐไทยเคารพสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ดังที่ได้เห็นจากแถลงการณ์ของสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา เมื่อไม่นานมานี้ แต่ทางการไทยหาได้สนใจไม่
การที่เปลี่ยนรัฐบาลหลายสมัย แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการที่หลักประชาธิปไตยยังคงถูกละเลยอยู่ร่ำไป สะท้อนให้เห็นถึงความฝังรากลึกของความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง รัฐบาลที่ขึ้นมาใหม่ดูเหมือนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญพอที่จะนำมาซึ่งความยุติธรรม
เหตุที่เกิดกับแมทธิวทำให้ผมกังวลต่อสวัสดิภาพของคนไทยไปจนถึงความปลอดภัยของผู้ลี้ภัยทางการเมืองในไทย ไม่รู้ว่าจะมีผู้ที่ทำให้ถูกระเหิดหายโดยไร้ความรับผิดชอบจากรัฐไทยแบบนี้อีกกี่คน อย่างไรก็ตามผมยังหวังว่าแมทธิวจะปลอดภัย ตราบเท่าที่แสงจากการสอดส่องของสาธารณชนยังคงไปถึงเขา
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
9 ธันวาคม 2568
—————————
ถึงปัจจุบัน (13 ธ.ค. 2568) เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 3 เดือน 23 วัน เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี เขาถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมกันเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน
สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”
หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านจดหมายเก็ทย้อนหลัง
