ในเดือนพฤศจิกายน 2568 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ยังเขียนจดหมายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผ่านทนายความ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันหนึ่งในเรือนจำ
เดือนนี้มีโอกาสพิเศษ เมื่อเป็นวันครบรอบวันเกิดอายุครบรอบ 27 ปี ของเก็ท และยังมีวันเกิดของพ่อของเขา ทำให้ทั้งสองคนไม่ได้ฉลองวันเกิดร่วมกันเป็นปีที่สามติดต่อกัน เก็ทยังบอกเล่าเรื่องราวการรักษาความหวังของตนเองในการเคลื่อนไหว การเรียนรู้จากความผิดพลาด และพยายามลุกขึ้นยืนใหม่ รวมถึงเรื่องราวความสัมพันธ์กับพ่อ ที่เขาเรียนรู้การพยายามใช้ชีวิตให้เต็มที่พร้อมกับดูแลคนที่รักไปด้วย
สุดท้าย เขาเขียนถึงเรื่องราวของเพื่อนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามคนหนึ่ง ที่ถูกย้ายตัวจากเรือนจำไปสถานกักกันของ ตม. และจะถูกส่งตัวกลับประเทศ แม้เพื่อนคนนี้จะออกนอกประเทศตนเองมาแสวงหาความปลอดภัยเนื่องจากมีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างไปจากประเทศที่เขาอยู่ ทำให้เขาระลึกถึงเพื่อนผู้ลี้ภัยชาวไทย ด้วยความหวังว่าโลกใบนี้จะมีประเทศที่ปลอดภัยสำหรับผู้ลี้ภัยเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งไม่ต้องมีผู้ลี้ภัยอีกต่อไป
———————————–
.
ความหวังยังไม่สิ้น
2 ปี 3 เดือนกว่าในเรือนจำ เป็นครั้งที่สามที่ผมฉลองวันเกิดตัวเองในนี้ ตลอดช่วงที่ผมอยู่ในคุก ผมเขียนจดหมายอยู่เสมอ มิตรสหายมักถามว่า “เขียนจดหมายอย่างนี้ทุกวันเลยหรอ” ผมตอบกลับไปว่า “ไม่ถึงกับทุกวันหรอก เขียนเรื่อย ๆ ส่งออกไปเรื่อย ๆ” ตราบเท่าที่ยังมีแรงมีลมหายใจ ทำได้ผมก็จะทำ
เนื่องด้วยเป็นวาระวันเกิดของผม ก็เลยอยากจะแชร์เรื่องราวของตัวเองสักหน่อย หวังว่าจะไม่น่ารำคาญเกินไปสำหรับผู้ที่ผ่านมาอ่าน
ครั้งหนึ่งตอนออกศาล อาจารย์ท่านนึงถามผมว่า “ยังมีความหวังกับการเคลื่อนไหวอยู่ไหม ยังมีความหวังกับประเทศนี้ไหม” ผมตอบกลับไปว่า “ผมไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเลย ที่ไม่สิ้นหวังก็เพราะเห็นช่องทางในการไปต่อ”
สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมไม่ได้เริ่มจากการเป็นนักเรียนที่ศึกษาเฉพาะในด้านสังคมศาสตร์ ผมเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ตั้งแต่ ม.ปลาย มหาวิทยาลัย แม้สนใจงานศิลป์ แต่ก็ไร้ความเป็นกวี ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง ก็เลยต้องศึกษาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะองค์ความรู้เหล่านั้นมีเยอะ ต้องเร่งเรียนรู้ให้เร็วทันสถานการณ์ พร้อมทั้งต้องเรียนด้านรังสีการแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพไปด้วย
ระหว่างการเดินทางก็ล้มลุกคลุกคลานพลาดมาก็มาก ไม่ว่าจะเป็นการสอบตกในชั้นเรียน การบริหารจัดการองค์กรผิดพลาด จนรักษาคนดี ๆ ไว้ไม่ได้ การตัดสินใจที่ไม่แหลมคมในการเคลื่อนไหว พลาดมาไม่รู้เท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่ทำพลาด ก็จะได้บทเรียนมาพัฒนา
เล่าถึงตรงนี้ ผมก็นึก ๆ ถึงเพลง “พระเจ้าตาก” ที่ว่า “ทบทวนความพ่ายแพ้ แก้ไขยุทธวิธี รวมชุมนุมที่มี ก่อนโจมตีเจ้าฝาง พ่ายแพ้เป็นบทเรียน ทำจากเล็กไปใหญ่ เจ้าฝางชะล่าใจ ในไม่นานก็แตก” ถึงวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ แต่เมื่อเห็นแล้วว่าคนเราแม้ล้ม ก็ลุกขึ้นมาได้ “ความหวังในการเรียนรู้” จึงไม่สิ้นจากใจผมเลย
จากการเข้าร่วมชุมนุมในช่วงปี 2563 ต่อมาก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง โดยได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดสัจนิยม (Realism) พร้อมทั้งหาความรู้ที่จำเป็นต่อการเคลื่อนไหวไปด้วย มาถึงปี 2564 แกนนำหลายคนก็ถูกจับ นำมาสู่บทเรียน “เพื่อความหลุดพ้นจากการยึดติดตัวบุคคล”
ขณะนั้นเสียงส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเสนอให้รอแกนนำออกมาจากคุกก่อน แล้วค่อยเคลื่อนไหวต่อ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะหากไม่เคลื่อนไหว คนในคุกมีหรือจะได้ออกมา อุดมการณ์ที่ตั้งใจกันไว้ ก็คงไปไม่ถึงไหน ผมได้นำมุมมองนี้ไปหารือกับเพื่อนที่พร้อมจะไปต่อ เมื่อได้พบว่ามีเพื่อนที่เห็นตรงกัน เราก็พูดคุยกันอย่างจริงจังและไปกันต่อ แม้กระแสจะแผ่วลงเมื่อเทียบกับปี 2563 แต่การเคลื่อนไหวก็ยังไปต่อกันได้
ในช่วงปี 2565 หลังจากติดคุกอยู่หนึ่งเดือน ศาลก็สั่งขังผมไว้ในบ้านตัวเอง ช่วงนั้นเกิดบาดแผลทางใจจากการติดคุก ก็มีมิตรสหายท่านหนึ่งเสนอว่า “ลี้ภัยไหม” แม้สภาพใจในขณะนั้นจะไม่แข็งแรง แต่ก็พยายามไตร่ตรองข้อเสนอแนะของมิตรสหายท่านนั้นอย่างถี่ถ้วน แล้วผมก็มีคำถามในใจผุดขึ้นมาว่า แล้วถ้าแกนนำไม่อาจนำได้ตลอดล่ะ ทำไมเราถึงต้องเอาความคาดหวังทั้งหมดไปฝากไว้ที่คนอื่น ถ้าวันนึงแกนนำไปต่อไม่ไหวล่ะ
คิดแล้วคิดอีกก็ได้ข้อสรุปว่า ถึงที่สุดการเปลี่ยนแปลงประเทศไม่อาจทำได้ด้วยกำลังภายนอกประเทศเท่านั้น ในเมื่อสิ่งที่เราสู้ไม่ผิด ก็ต้องยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เราทำอะไรได้ก็จะทำ เราจะไม่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ใคร พอได้เผชิญกับช่วงที่มืดหม่น เงียบงัน แล้วผ่านมาได้ ก็ได้บทเรียนว่าแม้จังหวะสังคมจะซา จะเซา แต่การเคลื่อนไหวก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปได้
ตลอดช่วงที่เคลื่อนไหว ผมได้รับบทเรียนว่าคนเราแม้ไม่รู้ แต่ถ้าใจจะเรียนรู้ ก็รู้ได้ แม้ใครจะถอดใจ แต่ขบวนการประชาชนก็ยังไปต่อได้ เท่าที่เราไม่ฝากความหวังความรับผิดชอบไปให้คนอื่นเสียทั้งหมด
บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์นี้คงเกิดได้ ก็เพราะว่าผมเองไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่เมื่อล้มก็ลุกขึ้นมา เมื่อผิดพลาดก็เอาความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน ที่เล่ามาเสียยาวก็เพื่ออยากบอกเหตุผลนั่นแหละว่าทำไม… “ความหวังยังไม่สิ้น”
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
วันเกิดปีนี้
12 พฤศจิกายน 2568
—————————-
.
วันเกิดพ่อ
ในสองปีกว่าที่อยู่ในเรือนจำ ก็มีเรื่องที่เสียดายอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือการไม่ได้ไปฉลองวันเกิดพ่อ นอกจากผมจะไม่ได้ฉลองวันเกิดตัวเองข้างนอกคุกมาแล้วสามครั้ง ผมก็ไม่ได้ฉลองวันเกิดพ่อตัวเองมาแล้วสามครั้งเช่นกัน
พ่อผมเกิดวันที่ 16 พฤศจิกายน ผมมีความสุขกับการใช้ชีวิต และหวังให้คนที่ผมรักได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการ ผมก็หวังให้พ่อได้ใช้ชีวิตเช่นนั้นเช่นกัน ตลอด 27 ปีที่อยู่กับพ่อมา ผมเห็นว่าพ่อเต็มที่กับครอบครัวมาก มีเท่าไหร่ก็ให้ที่บ้าน แล้วเจียดทรัพยากร ทรัพย์สิน เวลาเพียงเล็กน้อยให้ตัวเอง
พ่อมักส่งความสุขให้ครอบครัว แต่ผมก็พอสังเกตได้ว่า พ่อเก็บความลำบากหลายอย่างไว้กับตนเอง เหตุที่ผมอยากไปฉลองวันเกิดพ่อ ก็เพราะอยากให้มีอีกหนึ่งวันที่ทำให้พ่อได้ให้ความสำคัญกับตนเอง ให้พ่อได้ใช้ชีวิต
พ่ออาจไม่ได้ยินสำนวนไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี” เราคุยกันด้วยเหตุผล เรียนรู้ร่วมกัน พ่อวิจารณ์ผมได้ผมก็วิจารณ์พ่อได้ เราคุยกันตรง ๆ ถ้าใครผิด ก็ขอโทษ พ่อคิดอะไรก็มาพูดออกมาตรง ๆ บางมุมก็มีมุมหัวข้อแบบสวนกระแสชาวบ้าน เช่น ตอนประชุมผู้ปกครองชั้น ป.6 ครูขอความยินยอมในการตีนักเรียน พ่อเป็นคนเดียวที่ไม่ยินยอม พ่อลุกขึ้นยืนและบอกว่า “ตลอดชีวิตผมไม่เคยตีลูกผมเลยสักครั้ง แล้วทำไมต้องให้คนอื่นมาตี”
ตอน ม.4 ที่เด็กสายวิทย์สอบตกวิชาฟิสิกส์เกือบทั้งชั้น สอบผ่านเพียงแค่สองคน พ่อยืนขึ้นในวันประชุมผู้ปกครอง (เช่นเคย) แล้วถามครูว่า “การที่เด็กสอบตกเกือบทั้งชั้น จะโยนความผิดว่านักเรียนไม่ตั้งใจเรียนและละเลยความรับผิดชอบของครูผู้สอนได้หรอ”
ตอนเด็ก ๆ พอเห็นพ่อทำแบบนั้น ผมก็จะไปบ่นพ่อว่า “ทำไปทำไม” พอโตมา ได้เข้าใจภาพจากหลายมุมมากขึ้น
แต่ไหนแต่ไร ผมพยายามหาสมดุลในการใช้ชีวิตว่า จะทำยังไงให้ได้ใช้ชีวิตตามที่ตนตั้งใจ โดยให้เวลากับคนรักไปด้วยได้ ซึ่งก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัว ก่อนเข้าคุกได้ไม่นานตั้งใจจะทำประกันชีวิตให้พ่อและแม่ แต่ก็ล้มเหลวเพราะเข้าคุกมาเสียก่อน กำลังจะเริ่มส่งเงินประกันงวดแรกด้วยซ้ำ ถึงวันนี้ก็ยังพยายามอยู่ พยายามใช้ชีวิตให้เต็มที่พร้อมกับดูแลคนที่รักไปด้วย
พ่อเป็นคนชอบร้องเพลงมาก วันเกิดพ่อปีนี้ก็หวังอย่างยิ่งให้พ่อได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ได้ร้องเพลงตามที่ตนต้องการ ได้มีความสุขมาก ๆ ทั้งในวันเกิดและทุก ๆ วัน
ผมเองก็หวังจะไปปาร์ตี้วันเกิดกับพ่อในเร็ววัน
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
วันเกิดพ่อ
16 พฤศจิกายน 2568
————————————
.
SAVE ZONE
เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว “เจสัน” นักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามที่หนีภัยเข้ามาพร้อมกับครอบครัว แล้วถูกจับเข้าในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เดินมาอำลาผม เค้าบอกว่าเค้าไปศาลมา ศาลบอกว่าส่งตัวเค้ากลับเวียดนาม โดยเจสันบอกว่าคืนนี้เวลาสองทุ่ม IDC (สถานกักตัวของ ตม.) จะมารับตัวเค้าไป
ผมได้แต่บอกเขาว่าให้ยืนยันเรื่องสิทธิมนุษยชนของตัวเองให้ดีเมื่อไปถึงแล้ว คุณมีสิทธิที่จะเรียกทนาย มีสิทธิที่จะไม่ให้การอะไร จนกว่าทนายหรือผู้ไว้วางใจจะมา ผมอดเป็นห่วงเจสันไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจภาษาไทย เราพูดคุยกันเรื่องกันและกันอยู่พักใหญ่ เจสันพูดว่า “อย่างน้อยก็ยังดีผมจะได้เจอพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ผมก็ถูกขังอยู่ที่นั่นเช่นกัน” คืนนั้นเวลาสองทุ่ม ตม. ก็มาพาตัวเจสันไปจริง ๆ
ระหว่างที่เราอยู่ในคุกด้วยกัน เจสันเล่าถึงเหตุการณ์ที่ว่า ทำไมเขาและครอบครัวถึงได้ต้องลี้ภัยมาประเทศไทย เค้าบอกว่าเค้านับถือศาสนาคริสต์ แต่นิกายที่เขานับถือนั้น ไม่ใช่นิกายที่รัฐบาลเวียดนามยอมรับ การนับถือศาสนาของเขาและครอบครัวจึงเป็นเรื่องผิด
เขาและครอบครัวมาที่ประเทศไทยเมื่อแปดปีก่อน โดยหวังว่าจะได้หนีร้อนมาพึ่งเย็น เค้าบอกว่าเค้าเคยดูรายการนำเที่ยวของประเทศไทย เค้าคิดว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ จนกระทั่งเขาถูกตำรวจจับ ผมบอกเขาว่า “เรื่องที่ว่าเมืองไทยสวยน่ะจริง แต่มันก็มีหลายแง่มุม”
จากสถิติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปริมาณผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นทุกปี น่าคิดว่าประเทศที่ปลอดภัยต่อผู้ลี้ภัยนั้นจะรองรับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นได้อีกนานแค่ไหน สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่พลเมืองโลกกำลังผลักดัน แต่จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย
เมื่อนึกถึงเพื่อนผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามคนนี้แล้ว ผมก็อดนึกถึงเพื่อนผู้ลี้ภัยชาวไทยไม่ได้ ถ้าหากเกิดว่าเพื่อน ๆ ได้ผ่านมาอ่านจดหมายฉบับนี้ ก็อยากบอกว่าผมเข้าใจการตัดสินใจของพวกเขา หลายคนที่ต้องลี้ภัยไปก็เพราะว่าถูกดำเนินคดีด้วยกฏหมายมาตรา 112 การนิรโทษกรรมก็ไม่ได้รวมมาตรา 112 เข้าด้วย การต่อสู้คดีก็มีหลายขั้นตอนที่ไม่ยุติธรรม ในการสืบพยานการเบิกหลักฐานต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องยาก สิทธิในการประกันตัวก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าทุกครั้งที่มีคำตัดสินในชั้นต้นหรือในชั้นอุทธรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับสิทธิในการประกันตัว
บรรยากาศที่กำลังเกิดขึ้นนี้ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหา บ้านเกิดของเรากลับไม่ใช่บ้านที่ปลอดภัยจนเหมาะสมที่จะอยู่ ไม่เพียงเป็นประเทศที่เราส่งผู้ลี้ภัยกลับ แต่ประเทศไทยยังไม่อาจรักษาประชาชนคนไทยในประเทศตนไว้ได้เลย ปีหน้าผู้ต้องขังคดีทางการเมืองอาจแตะถึงหลักร้อย การดำเนินคดีทางการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 112 ยังคงดำเนินต่อไป ผู้ลี้ภัยไทยคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น
ผมยังคาดหวังว่าในขณะที่อัตราผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้น จะมีประเทศที่ปลอดภัยและรองรับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ทางที่ดีผมคาดหวังว่า ประเทศที่ปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ต้องมีประชาชนในประเทศนั้นต้องลี้ภัยออกไป
ผมหวังว่าวันนึงประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปลอดภัย
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
20 พฤศจิกายน 2568
—————————
.
| ถึงปัจจุบัน (26 พ.ย. 2568) เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี กับ 3 เดือนเศษ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี เขาถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมกันเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 33 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
