จดหมาย “เก็ท โสภณ” จากหนัง Star Wars ที่ถูกฉายในเรือนจำ ถึงความเข้าใจต่อศิลปะและการเมือง

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ฝากจดหมายที่เป็นข้อเขียนบอกเล่าทบทวนถึงเรื่องราวต่าง ๆ โดยฉบับนี้เขาเล่าถึงภาพยนตร์ Star Wars ที่ถูกนำมาฉายในเรือนจำ และการดูครั้งใหม่นี้ เก็ทได้หันไปพิจารณาฉากหลังของเนื้อเรื่อง อันว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละไตรภาคเป็นหลัก 

เก็ททบทวนถึงการดูงานศิลปะ การ์ตูน หรือวรรณกรรม ที่ผู้ดูแต่ละคนต่างให้ความหมายใหม่ ๆ ที่ต่างจากผู้สร้าง และสามารถเข้าใจอะไรใหม่ ๆ ได้ จากการดูในต่างช่วงเวลากัน เขายังยกตัวอย่างถึงภาพยนตร์อย่างเรื่อง “Don’t look up” หรือ “One Piece” พร้อมกลับมาพิจารณาถึงการเมืองในความเป็นจริง

ทั้งนี้ ในวันที่ 24 มี.ค. 2569 นี้ เก็ท พร้อมกับ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน จะถูกเบิกตัวจากเรือนจำไปยังศาลอาญา ในนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในคดีชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 กรณีการชุมนุมที่หน้าศาลอาญา เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรม ที่ถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112  โดยมีจำเลยในชั้นอุทธรณ์นี้ทั้งหมด 13 คน

—————————————

.

จาก Star Wars แล้วเสพติด สู่สารทุกข์การเมือง

ผมเว้นช่วงจากการเขียนจดหมายไปพักใหญ่ เพื่อไปตามหาแรงบันดาลใจและจินตนาการใหม่ ๆ ในบ้านการเมืองเราเห็นพ้องต้องกันว่า การเคลื่อนไหวต้องใช้พลังจากจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อย่างมหาศาลเพื่อสร้างการสื่อสารในวงกว้างแก่มวลชน ประจวบเหมาะพอดีที่ในนี้เค้าเอาหนัง Star Wars มาฉาย ผมจึงได้ไอเดียมาต่อยอดเคลื่อนไหวต่อ 

(เนื้อหาในจดหมายฉบับนี้มีการสปอยล์หนัง หากใครไม่ชอบ ก็ขอให้มองผ่านได้เลย)

เมื่อหลายปีก่อน ผมดูภาพยนตร์ชุดนี้โดยเพ่งไปยังเส้นทางอันรุ่งโรจน์และร่วงโรยของเจได การเข้าสู่ด้านมืดของอนาคิน ไปจนถึงการเติบโตของลูกสกายวอล์กเกอร์ แต่มาวันนี้ผมหันไปพิจารณาส่วนที่เป็นฉากหลังอย่างสนใจ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยในภาค 1 ถึงภาค 3 สู่การเข้าสู่ยุคจักรวรรดิเผด็จการในภาค 4 ถึงภาค 6

จุดเปลี่ยนเชิงประจักษ์ของสาธารณรัฐเกิดขึ้นในภาค 2 ที่เกิดสงครามข้อพิพาทเรื่องดินแดน สถานการณ์เข้าสู่วิกฤตจนสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ในที่สุดสภาจึงลงมติมอบอำนาจให้กับสมาชิกสภาที่ดูมีศักยภาพ มีบารมีในขณะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาสงคราม นั่นคือวุฒิสมาชิกพัลพาทีน พัลพาทีนได้สัญญาต่อสภาว่าเมื่อสถานการณ์สงบ จะขึ้นอำนาจให้แก่สาธารณรัฐ

ใครจะเข้าถึงเบื้องหลังพัลพาทีน ซิธลอร์ด ผู้หวังยึดครองอำนาจ สงครามที่เกิดขึ้นนั้นก็เกิดจากการบงการของเขา การแก้ปัญหาสงครามโดยฝ่ายบริหารที่ประสบปัญหาก็เพราะคนของเค้าคอยแทรกแซงและเป็นไส้ศึก พัลพาทีนแฝงตัวอยู่เคียงข้างสามชิกวุฒิสภาอย่างแนบเนียนไปพร้อมกับโน้มน้าวสมาชิกเหล่านั้นให้กระทำตามแผนที่ตนวางไว้  

เขาชักจูงอนาคินเข้าสู่ด้านมืดเพื่อเป็นกำลังของตน และในที่สุดก็ไม่ได้คืนอำนาจสู่สภาตามที่สัญญาไว้ แต่กลับเปลี่ยนสาธารณรัฐให้กลายเป็นจักรวรรดิ 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้คงมีคนสงสัยว่าผมเอาหนังมาพูดทำไมมันก็แค่เรื่องแต่ง ผมอยากชวนนึกถึงบรรยากาศที่เราดูบางเรื่องแล้วซึ้งจนน้ำตาซึม บางเรื่องดูแล้วเกิดอารมณ์ฮึกเหิม บางเรื่องก็ขำจนหลังคดท้องคู้ ศิลปะบางชิ้นทำให้เราจมดิ่งลงไปในตัวงาน เพราะอะไร? ทั้งที่งานศิลป์ทั้งมวลก็ล้วนเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ช่วงหนึ่งของหนังเรื่อง “Don’t look up” เป็นที่นิยมในหมู่คนไทย ด้วยมุกตลกที่เสียดสีสังคมประจวบกับประโยคยอดฮิตที่เกิดขึ้นจากงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ที่ว่า “ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด” อารมณ์ร่วมของผู้ชมเกิดจากอะไร? หนังก็ไม่ได้เรื่องจริงแต่อย่างใด 

เมื่อปีที่แล้วขบวนการเคลื่อนไหวในอินโดนีเซีย ไทย และอีกหลายประเทศใช้ “ธงหมวกฟาง” เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ ในบ้านเรา ทราบว่ามีการนำธงหมวกฟางไปปักที่สนามหลวง ทำไมเรื่องแต่งอย่าง “One Piece” ถึงมีอิทธิพลต่อชีวิตจริง? 

หลายคนในช่วงวัยผม มีอารมณ์ความรู้สึกสะใจไปจนถึงมีไฟขึ้นมา จากฉากที่ลูฟี่ต่อยเผ่ามังกรฟ้าในงานประมูลทาส หมวกฟางประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลโลกโดยการเผาธงของรัฐบาล คณะปฏิวัติบุกไปยังแมรี่จัวส์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่พำนักของเผ่ามังกรฟ้าเพื่อประกาศสงคราม อะไรจะขนาดนั้น ก็แค่การ์ตูนที่ถูกแต่งขึ้น

ภาพยนตร์ การ์ตูน วรรณกรรม ไปจนถึงงานศิลปะรูปแบบอื่น ๆ แม้เป็นเพียงเรื่องแต่ง หรือแม้ไม่ได้หยิบเหตุการณ์เรื่องจริงมาพูด แต่ก็เป็นราวผ้าใบผืนใหญ่ที่เอาสัญลักษณ์อันเป็นตัวแทนของอะไรบางอย่างบนโลก เช่น เหตุการณ์ ปรัชญา แนวคิด มาเรียงร้อย ทั้งนี้ความหมายและคุณค่าของงาน ก็เป็นสิ่งที่ผู้สร้างควบคุมได้ แต่ความหมายและคุณค่านั้นยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างงานและผู้เสพงาน (หรือผู้บริโภค) 

กล่าวคือปรากฏการณ์ส่วนตัวไปจนถึงบริบทสังคม อาจทำให้ผู้สร้างงานและผู้เสพงานเข้าใจตัวงานในแบบที่เหมือนหรือต่างกันก็ได้ ผู้เสพงานที่มีประสบการณ์และอยู่ในบริบทของสังคมที่ต่างกัน ก็อาจเข้าใจตัวงานได้ต่างกัน จึงทำให้คนดู “Don’t look up” หรือ “One Piece” แม้ดูเรื่องเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจในทิศทางเดียวกัน หรือให้ความสนใจในประเด็นเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไปแล้วมาเสพงานเดิมซ้ำก็อาจได้อะไรกลับไปไม่เหมือนเดิม 

ถึงจุดนี้ก็ขอแวะวิจารณ์คำที่กล่าวว่า “อ่านหนังสือเล่มเดิม ตอนจบก็เหมือนเดิม” คำถามคือ ส่วนสำคัญ มันอยู่ที่แค่ตอนจบหรือเปล่า? เราจะมองข้ามรายละเอียดส่วนอื่นที่ถูกร้อยเรียงเชียวหรือ? แล้วตอนจบมันเป็นไปอย่างที่เราเข้าใจจากการอ่านครั้งที่แล้ว จริงหรือเปล่า?

ได้กลับมาดู Star Wars ครั้งนี้ ผมก็รู้ว่าตอนจบมันเป็นยังไง แต่ส่วนที่ผมให้ความใส่ใจในการดูรอบนี้ คือส่วนของฉากหลังดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น ที่ไม่ได้มองแค่ว่าผู้สร้างต้องการอะไร แต่ยังมองไปที่ตัวหนังว่า รูปสัญลักษณ์เหล่านั้น กระตุ้นตัวผมในฐานะผู้ชมให้เห็นอะไร สร้างความหมายอะไรต่อไป

หากใช้เพียงกำลังแล้วครองอำนาจนำได้ พัลพาทีนก็ควรมุ่งมั่นไปที่การขยายกองทัพซิธเพียงอย่างเดียว ที่เขาต้องแต่งตัวเข้าไปในสภาเป็นข้อบ่งชี้ว่า เพียงกำลังยังไม่เพียงพอต่อการเป็นใหญ่ ต้องแก้ไขกติกาในระดับโครงสร้าง เพื่อหาทางขจัดอุปสรรคและเอื้อประโยชน์ต่อการเข้าสู่อำนาจด้วย

การเมืองในความเป็นจริง ยิ่งซับซ้อนยิ่งกว่า Star Wars ในกรณีที่เรายึดหลักประชาธิปไตย เราไม่อาจมองอย่างหยาบกระด้างได้ เช่น เสียงข้างมากชนะก็ใส่ใจแต่เสียงข้างมาก, กฎต้องเป็นกฎ, การเลือกตั้ง จบก็จบกันไป เราจำเป็นต้องใส่ใจ เข้าใจ และให้ความสำคัญต่อรายละเอียดเชิงหลักการด้วย แม้เสียงข้างมากชนะก็ต้องเคารพและให้เกียรติเสียงข้างน้อย กฎที่ใช้อยู่นั้นสอดคล้องกับฐานคิดการให้คุณค่าต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ ยุติธรรมพอจะเป็นมาตรฐานการอยู่ร่วมกันในสังคมไหม กระบวนการการเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจใดหรือไม่ ละเมิดสิทธิของประชาชนหรือเปล่า

เงินทอง กองทัพ และเครือข่าย ยังไม่มากพอให้สิ่งแปลกปลอมนอกระบบประชาธิปไตยแทรกซึมครองอำนาจได้ โครงสร้างสังคมต้องเอื้อด้วย เราจึงได้เห็นความพยายามแทรกแซงสารพัดโดยสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น เพื่อให้โครงสร้างเข้าทางตันเสมอมา

ใน Star Wars จักรวรรดิเถลิงอำนาจ ฝ่ายสาธารณรัฐที่ล่มสลายก็กลายเป็นพวกกบฏ แม้พ่ายแพ้ ถูกปราบปราม แต่กบฏเหล่านั้น ยังคงยืนหยัดต่อต้านการกดขี่ เดินหน้าเคลื่อนไหวต่อ 

ในชีวิตจริง ผมก็หวังว่า เหล่ากบฎจะชนะในสักวัน

โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

.

เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 7 เดือน เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี  ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน 

สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”

หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

X