วันที่ 6 มี.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายสื่อสารความนึกคิดออกมาอย่างต่อเนื่อง ในฉบับนี้ เก็ทเลือกหยิบนวนิยายดิสโทเปียอย่าง 1984 มาเปิดอ่าน และพาผู้อ่านย้อนดูสายธารการเมืองไทยที่ยาวนานเกือบร้อยปี นับตั้งแต่คณะราษฎรโค่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 เพื่อตั้งคำถามกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
ประเด็นหลัก ๆ ของจดหมายฉบับนี้ กล่าวถึงขั้วอำนาจอภิสิทธิ์ชนที่ไม่ได้มีเพียงแค่ปราบปรามผู้เห็นต่าง แต่พยายามบั่นทอนความหวังของประชาชนอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการที่ดูปกติอย่างการเลือกตั้ง ศาล และกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสิ้นแรงขัดขืนโดยไม่ต้องใช้กำลัง
และสุดท้าย เก็ทพูดถึงจดหมายของตัวเองในฐานะ ‘สัญญา’ ที่ส่งออกมาจากเรือนจำ ไม่ใช่เพียงให้ทุกคนอ่านครบทุกฉบับ แต่เพื่อให้รู้ว่า ตราบใดที่ยังมีคนสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง “เราคือเพื่อนกัน”
______________________________
.
“เมื่อคนนอกรีตคนหนึ่งถูกเผา คนแบบเขาอีกนับพันจะลุกขึ้น” นี่คือคำพูดของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่กำลังทรมาน “วินสตัน สมิธ” ตัวเอกในหนังสือเรื่อง 1984 ซึ่งประพันธ์โดย จอร์จ ออร์เวลล์
วินสตัน ถูกจับในข้อหาอาชญากรทางความคิด ขณะถูกขัง เขาถูกซ้อมทรมานอย่างยาวนานจนสงสัยว่าทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ฆ่าเขาให้มันจบไปเสีย เจ้าหน้าที่ผู้ทรมานจึงอธิบายว่า หากฆ่าวินสตันในขณะที่เขายังมีอุดมการณ์อยู่ อุดมการณ์นั้นจะถูกส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง การคุมขังจึงไม่ได้มีไว้เพื่อฆ่าเขา แต่เพื่อเปลี่ยนเขาให้ยอมศิโรราบโดยไร้ผู้สืบทอดเจตนารมณ์นั่นเอง
เรื่องที่ผมเล่าไปเป็นตอนหนึ่งในนิยายเรื่องดังกล่าว เห็นว่าเหมาะดีที่จะหยิบมาเทียบเคียงกับสถานการณ์ไทยในขณะนี้ ที่เราเห็นความทุจริตซึ่งตรวจสอบไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ความโปร่งใสจากการเลือกตั้ง ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก เราเห็นเขาโกงอยู่ตำตา แต่เขาก็ยังลอยหน้าประกาศว่าทุกอย่างปกติ พอประชาชนพยายามตรวจสอบ ประชาชนเหล่านั้นกลับถูกตั้งข้อกล่าวหาแทน
ตอนนี้ กกต. ก็ยังเดินหน้าประกาศผลการเลือกตั้งที่ควรเป็นโมฆะต่อไป ไม่แปลกเลยหากใครจะเบื่อหน่ายและบอกว่า การเมืองไทยก็เป็นแบบนี้แหละ
หากมองย้อนกลับไปในสายธารประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะเห็นว่าตัวแสดงต่าง ๆ ล้วนมีการปรับ เคลื่อน และเปลี่ยนตำแหน่งไปมาเสมอ การเข้าถึงอำนาจในรัฐสภามีทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง การแต่งตั้ง และการรัฐประหาร
บางองค์กรที่ไม่ควรยุ่งเหยิงกับหลักการแบ่งแยกอำนาจก็กระโดดเข้ามาแทรกแซง บางสถาบันที่ตามทฤษฎีไม่ควรข้องแวะการเมืองก็มานั่งบังเหียนควบคุมซะอย่างนั้น ท่ามกลางกลไกความสัมพันธ์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งของโครงสร้างเหล่านี้ ก็จะพอมองเห็นแก่นของมหากาพย์การเมืองไทยที่ยึดโยงทุกอย่างไว้ด้วยกัน กล่าวคือ การชักเย่อระหว่างอำนาจของประชาชนกับอำนาจอุปถัมภ์ฝั่งอภิสิทธิ์ชน
94 ปีผ่านมาแล้ว นับตั้งแต่คณะราษฎรโค่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คำถามที่ยังค้างคาอยู่คือ ประเทศนี้มีประชาธิปไตยหรือยัง เมื่อใดที่ประชาธิปไตยเริ่มเฉไฉ ก็ไม่วายถูกองคาพยพของอภิสิทธิ์ชนคุมกำเนิดไว้เสมอ การจับกุม การยุบพรรค การยึดอำนาจ หรือแม้แต่การเขียนกติกาที่เอื้อประโยชน์ต่อการรักษาอำนาจของฝ่ายตน พวกเขามีทั้งอำนาจและทรัพยากรล้นเหลือ
และทั้งที่มีอำนาจมากมายขนาดนั้น อภิสิทธิ์ชนยังต้องลดตนลงมาทำสิ่งหยุมหยิมอย่างการสกัดกั้นอุดมการณ์ของผู้เห็นต่าง
เรื่องนี้น่าสนใจและชวนพิจารณา เพราะอาวุธของสามัญชนที่แม้แต่ผู้มีกำลังพลล้นฟ้ายังต้องยำเกรง หาใช่ยุทโธปกรณ์ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่คือความคิดที่เสมือนไวรัสแพร่ระบาดและวิวัฒน์ได้อย่างว่องไว และจะยิ่งขจรกว้างไกลและรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เหล่าขั้วอำนาจอภิสิทธิ์ชนเองก็เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เช่นกันว่า ยิ่งปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้เห็นต่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลยุทธ์จึงเปลี่ยนจากการมุ่งกำจัดมาเป็นการบั่นทอนความหวัง ซึ่งกลายมาเป็นเครื่องมือหลัก
เมื่อการเลือกตั้งที่ควรเป็นวันสำคัญของประชาชนถูก กกต. ย่ำยีศักดิ์ศรี ใครจะยังคาดหวังกับกระบวนการรัฐสภา หากไปฟ้องศาลก็คงมีคำถามว่าผู้พิพากษาได้อำนาจมาจากใคร ใครจะยังเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม และในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใครจะยังอยากไปเลือกตั้ง นี่คือเป้าหมายของขั้วอำนาจอุปถัมภ์ ทำให้เราสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง
เมื่อพวกเขาทำได้เช่นนั้น เราก็จะถูกควบคุมได้โดยง่าย ป่วยไข้ ไร้แรงคัดค้าน ขณะที่เขาค่อย ๆ สูบทรัพยากรและสถาปนาอำนาจของตัวเองให้มั่นคงถาวร ท้ายที่สุด ชัยชนะของการชักเย่อที่ยาวนานเกือบร้อยปีก็จะตกเป็นของขั้วอภิสิทธิ์ชน
วันใดที่ความหวังต่อประชาธิปไตยหมดสิ้น วันนั้นคือวันที่ประชาชนพ่ายแพ้ จริงอยู่ที่ประกายไฟดวงเล็กถูกเหยียบย่ำให้ดับได้ไม่ยาก แต่หากประกายไฟมีจำนวนมากพอ ไฟก็ยังจะลุกโชน
เจตจำนงของผู้คนก็เป็นเช่นนั้น เมื่อพยายามทำความเข้าใจผู้มีอำนาจแล้ว ผมอยากชวนตั้งคำถามว่า เราจะยอมถูกเปลี่ยน หรือจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสภาพสังคมที่ย่ำแย่นี้ด้วยตัวเอง
ชวนคุยท้ายจดหมาย หากใครได้อ่านจดหมายของผมมาเรื่อย ๆ ก็สังเกตได้ว่าบางฉบับเหมือนผมพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ไม่แปลกหรอกครับ เพราะจดหมายแทบทุกฉบับ ล้วนยึดโยงกับอุดมการณ์ที่ผมตั้งใจขับเคลื่อนอยู่ ถ้าใครได้อ่านต่อเนื่องสักพักก็จะเดาได้ว่าผมคิดอะไรและจะทำอะไร
แม้ยังอ่านไม่จบด้วยซ้ำ สำหรับใครที่ผ่านมาเห็นจดหมายของผมแล้วยังไม่ว่างอ่าน ก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ เพียงอย่างน้อยขอให้จดหมายเหล่านั้น ทำหน้าที่เป็นสัญญาคอยย้ำว่า หากคุณยังสู้อยู่เพื่อความเปลี่ยนแปลง ขอให้รู้ว่าเราคือเพื่อนกัน
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
_____________________________________________
.
ย้อนอ่านข้อเขียนของ “เก็ท”
“เก็ท โสภณ” เขียนวิจารณ์การทำงาน กกต. ทำให้การเลือกตั้งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย
“เก็ท โสภณ”: แด่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และการเลือกตั้งที่กำลังจะถึง
——————————
| ถึงปัจจุบัน (7 มี.ค. 2569) เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 6 เดือนเศษ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
