ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งและลงประชามติเห็นชอบต่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ยังคงพยายามเขียนบทความสองชิ้นที่ทบทวนความคิดของตัวเองและสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อสื่อสารออกมายังโลกภายนอก
บทความแรก มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทบทวนการเติบโตของตัวเองที่เกิดขึ้นระหว่างการเผชิญกับอำนาจควบคุมในเรือนจำตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมา พร้อมเปรียบเปรยความพยายามเป็นดั่ง “ดอกแดนดิไลออน” ที่เติบโตได้ในทุกสถานที่
ขณะที่อีกบทความหนึ่ง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ที่เก็ทยังกังวลเรื่องอำนาจนอกเหนือการเลือกตั้ง ที่คอยทำลายพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง หรือทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ รวมทั้งเขายังยืนยันเรื่องการต้องร่วมกันเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นเกิดขึ้นจากเผด็จการ คสช. ไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
ครั้งนี้ เก็ทยังทดลองเขียนบทกวีชื่อ “ถึงเธอ” ออกมาสื่อสารในอีกรูปแบบหนึ่งด้วย “เป็นไงบ้างอยากถามยังไหวไหม อยากบอกไว้ในวันที่มันหนักหนา ทางยาวไกลอาจทำให้ใจอ่อนล้า แต่ใช่ว่าเธอมาเดินโดยเดียวดาย”
.
———————————-
เราเติบโตได้จากความเจ็บปวด
ในครั้งแรกที่ผมเข้าคุกเมื่อ ปี 65 ผมมองลูกกรงแล้วถามตัวเองว่า “เค้าเอาผมมาขังทำไม” ถึงวันนี้ที่ผมเข้าคุกรอบที่สาม และอยู่มาแล้ว 2 ปี 5 เดือน ผมก็ยังมองลูกกรุงแล้วมีคำถามเดิมขึ้นมา
ที่ต่างกันก็คือตอนนี้ผมมีคำตอบแล้ว ธรรมชาติของทัณฑสถาน คือการทำให้ผู้ที่ก่ออาชญากรรมสำนึกผิดและกลับไปใช้ชีวิตเป็นพลเมืองในสังคมได้ แต่สำหรับนักโทษทางการเมืองแล้ว การทำให้เราเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ ผู้มีอำนาจมีวัตถุประสงค์สองประการ
ประการที่หนึ่ง คือ ทำลายเราจากภายใน ควบคุมการใช้ชีวิตไปจนถึงระดับพฤติกรรม ด้วยมาตรการของเรือนจำ และอีกด้านนึงก็คือ ทำให้การเคลื่อนไหวภายนอกยุติลง เพื่อความสถาพรในการครองอำนาจนำ แต่คำถามคือมันได้ผลหรือเปล่า?
ผมขอพูดถึงปัจจัยอย่างหลังก่อน คือ ความพยายามยุติการเคลื่อนไหวภายนอกเรือนจำ หากมองในระดับปัจเจก การสร้างตัวประกันทางการเมือง เป็นภาพของการเชือดไก่ให้ลิงดู การกระทำเช่นนี้ได้ผลในบางส่วน ผู้คนที่ถูกดำเนินคดีส่วนหนึ่งจำใจยอมรับสภาพ เพื่อให้ได้รับโทษต่ำที่สุด ส่วนคนที่สู้คดีนั้นก็ต้องสู้อย่างยืดเยื้อ เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยที่กินเวลา
แต่เมื่อมองภาพรวมของสังคมก็จะพบว่า ยิ่งมีการใช้อำนาจเถื่อนกดขี่มากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งเอือมระอา ประชาชนต่างแสวงหาการหลุดพ้นจากการเมืองแบบนี้ที่เป็นอยู่ เรื่องนี้สังเกตได้จากความกระตือรือร้นของผู้คนในการเรียกร้องการรัฐธรรมนูญใหม่ การนำเสนออภิปรายและตอบรับนโยบายสังคม หลายคนไม่อยากจมปลักอยู่กับสังคมแบบเก่าอีกต่อไปแล้ว
สำหรับวัตถุประสงค์ที่เขาต้องการทำลายเราจากภายในนั้น ผมก็ต้องพูดให้เข้าใจก่อนว่า คุกไม่ได้ทำให้เราตาย แต่มันคอยบั่นทอนเรา พูดแล้วก็นึกถึงหนัง Interstellar แต่ละวันของคนข้างนอกผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบทำกันไม่ทัน หากแต่ละวันของคนข้างในนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ภาครัฐภายใต้อำนาจอภิสิทธิ์ชนคงคิดว่าจะทำร้ายเราได้ด้วยกระบวนการบั่นทอนภายในคุก แต่ในความเป็นจริง พออยู่คุกไปเรื่อย ๆ ผมกลับมองเห็นโอกาส เพราะเวลาแต่ละวันในนี้เดินอย่างเชื่องช้า ทำให้เราได้สำรวจทบทวนตัวเอง ถอดบทเรียนการเคลื่อนไหวจากหลายมุม จนนำไปสู่การบูรณาการการทำงานทางความคิดและสังคม ผู้มีอำนาจเค้าคิดว่าการขังเรานั้นจะเป็นการทำลายเรา แต่ผลกลับก่อเกิดการหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้น ผมและเพื่อน ๆ ได้เรียนรู้และเข้าใจและเติบโตผ่านการมองสภาพการใช้อำนาจของรัฐ
ไฮยีนเคยบอกผมว่า ขอให้ผมเป็นดังดอกแดนดิไลออน (Dandelion) ที่เติบโตได้ในทุกสถานที่ ถึงวันนี้ผมคิดว่าผมก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่
สองปีเกือบครึ่งมานี้คงมีบ้างบางช่วง สารที่ผมส่งออกไปนั้นประเด็นมันซ้ำเดิม ก็พยายามขยายเนื้อหาที่พูดให้กว้างขึ้น ทำให้มีความเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้ว แก่นแกนของสารทั้งหมดที่ผมส่งไป มันก็คือหลักการสามัญของความเป็นประชาธิปไตยและความเสมอภาคเท่านั้นแหละครับ
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
22 มกราคม 2569
———————————-
.
โค้งสุดท้ายของการหาเสียง
โดยทั่วไป คนที่ไปเลือกตั้งเค้าก็หวังการเปลี่ยนแปลง คนที่เลิกไปเลือกตั้งก็อาจเพราะความสิ้นหวัง เพราะเขาเห็นว่าเค้าคูหากี่ครั้งปัญหาสังคมก็ยังอยู่ นับวันการสืบทอดอำนาจยิ่งยั่งรากลึก ใครจะรู้ว่าพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง จะสามารถตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ พรรคที่เลือกมาจะถูกยุบอีกหรือเปล่า เราได้เห็นเหตุการณ์นั้นมาแล้วทั้งในกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 63 และกรณีพรรคก้าวไกลเมื่อปี 67
ความเจ็บปวดของประชาชน ไม่ได้เกิดเพียงเพราะการที่ความฝันไปไม่ถึงฝั่ง แต่คือการถูกทำลายความหวังครั้งแล้วครั้งเล่า จนหลายคน burn out เลิกสนใจการเมือง เมื่อมองในเชิงโครงสร้างเราจะพบว่าเหตุที่กระบวนการทางรัฐสภายังกระท่อนกระแท่น ไม่อาจเป็นเสียงแทนราษฎรได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะมีขั้วอำนาจหนึ่งที่สถิตเหนือรัฐเข้าแทรกแซงการเมืองอยู่
การเดินทางหาเสียงใกล้เข้าโค้งสุดท้ายเต็มที แต่ละพรรคก็งัดไม้เด็ดมาสู้อย่างเต็มที่ ประชาธิปไตยคงบานมากกว่านี้หากพรรคที่อ้างว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตยรักษาหลักการให้มั่นคง ผมยังพูดกับเพื่อนแบบขำขันว่า หากวันนั้นเมื่อปี 66 เพื่อไทยจับมือกับก้าวไกลให้มั่น วันนี้หลายอย่างคงดีกว่านี้
เมื่อสังเกตความสลับซับซ้อนทางการเมืองจากหลายด้านหลายมุมเราจะพบสัญญะ อันเป็นเหตุให้ก่อการกระทำหรือไม่กระทำการใด ๆ บนเวทีปราศรัย หลายคนพูดได้อย่างแหลมคม แต่ถึงจุดนึงก็ต้องไปชนกับเพดานอำนาจ ไม่อาจพูดถึงบางประเด็นได้ ต้องเกรงใจ ระวังเพื่อรักษาสถานะทางการเมืองทั้งของตนและของพรรคเอาไว้
เป็นเรื่องตลกร้ายที่พรรคประชาชนถูกสบประมาทว่าต่อให้ชนะการเลือกตั้งก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะมีประเด็นเรื่อง 44 สส. ที่รอการวินิจฉัย หรือโจมตีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 หมวด 2 ที่บอกว่าตลกร้ายเพราะคำสบประมาทกลับมาจากปากคนที่บอกว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขาคือคนที่เป็นไอดอลของนักเคลื่อนไหวหลายคน แทนที่จะอภิปรายกันว่าทั้งสองหมวดนี้พูดถึงอะไร สมควรแก้ไขหรือไม่อย่างไร เหตุใดจะทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ เพราะท้ายที่สุดก็ต้องให้ประชาชนลงประชามติอยู่ดี
เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันกับประเด็นที่เคยเกิดขึ้นว่าหากพรรคก้าวไกลมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 พรรคอื่นจะไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเหล่านั้นเอาแต่พูดว่าจะเอาหรือไม่เอา 112 แต่ไม่กล้าอภิปรายและมองว่ามาตรา 112 มีปัญหาอย่างไร
อีกประเด็นที่อยากพูดถึงคือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิ่งที่ต้องพูดถึงมาก คือการอภิปรายอย่างลงลึกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาจากไหนและมีปัญหาอย่างไร สำหรับคนที่ติดตามการเมืองก็คงทราบอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญนี้เกิดขึ้นในยุคเผด็จการ คสช. แม้มีการทำประชามติ แต่กติกาการทำประชามติก็ไม่ชอบธรรม เมื่อมีการทำประชามติเสร็จแล้ว ก็มีการนำร่างรัฐธรรมนูญไปแก้ไข แล้วประกาศใช้โดยไม่ผ่านการทำประชามติจากประชาชนอีกครั้ง จากที่พูดมาอย่างคร่าว ๆ นี้ คงทำให้พอเห็นภาพได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีปัญหาอย่างไร
ถึงที่สุดแล้ว หากครั้งนี้พรรคที่ชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ยังไม่อาจตั้งรัฐบาลได้ ก็ขอให้เข้าใจตรงกันว่าผู้ที่มีอำนาจเหนือรัฐนั้น ไม่ยอมให้พรรคที่ประชาชนเลือกเข้ามาได้เป็นรัฐบาล หากไปถึงจุดนั้น เราก็คงต้องต่อสู้กันอีกสักตั้ง สู้กันให้ชัดไปเลยว่า ใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ใครเป็นเจ้าของประเทศตัวจริง
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
29 มกราคม 2569
————————————
.
“ถึงเธอ”
ถึงเธอที่มุ่งมั่นทำตามฝัน
เธอแข่งขันคัดค้านการกดขี่
เธอทุ่มเทด้วยทุกอย่างที่เธอมี
หนทางนี้คงไม่ง่ายสำหรับเธอ
.
สังคมข่มกฎคนให้ก้มหน้า
ปวงชนหล้าไร้สิทธิ์เสียงอยู่เสมอ
ใครบ้างกล้าพูดปัญหาที่พบเจอ
เห็นแต่เธอลุกยืนเด่นโดยท้าทาย
.
พอบอกออกตัวต้านชนชั้นนำ
ถูกระกำก็กระหน่ำซ้ำเป็นสาย
คนรอบข้างเค้ามองมาไม่เข้าใจ
ต้องเสี่ยงภัยหมายจับรับคดีความ
.
ยื่นดอกไม้ให้มวลชนวังชมชื่น
กลับได้คืนเป็นขวากหนามคำเหยียดหยาม
โดนตะโกนโห่ไล่เร้าเค้าประณาม
ด่าลามปามล้มล้างพังแผ่นดิน
.
ถ้าใครนินทาว่าร้ายให้ใจสั่น
อย่ารีบเอาคำเหล่านั้นมาตัดสิน
ถ้าไม่ผิดคิดทำถูกเป็นอาจิณ
เมื่อได้ยินคำด้อยค่าอย่าระคาย
.
ปัญหาจะมาใหม่ไม่มีจบ
เพื่อนเลิกคบจนเจ็บใจสลาย
กี่ครั้งแล้วที่ความหวังพังทลาย
ต้องฟูมฟายร้องไห้กับตัวเอง
.
ถ้าโอนอ่อนนอบน้อมอำนาจนำ
เจ้านายทำตามใจไล่ข่มเหง
ผู้คนเพราะคำนับอย่างยำเกรง
ผู้เป็นรองหมองเซ็งด้วยด้อยพัฒนา
.
เป็นไงบ้างอยากถามยังไหวไหม
อยากบอกไว้ในวันที่มันหนักหนา
ทางยาวไกลอาจทำให้ใจอ่อนล้า
แต่ใช่ว่าเธอมาเดินโดยเดียวดาย
.
ถ้าเจ็บช้ำจะมีคำคอยซัพพอร์ต
จะมีคนคอยโอบกอดตลอดสาย
เพราะมีเธอที่สู้อยู่อีกมากมาย
ผู้เคียงกายด้วยโคมไฟการเปลี่ยนแปลง
.
29 มกราคม 2569
————————————–
.
| ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 5 เดือนเศษ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขที่ 33 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
