เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในห้วงเวลาแห่งตุลาคมที่ยังคงมีการรำลึกเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและการชำระความรับรู้เข้าใจทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 จากจดหมายฉบับที่แล้ว เก็ทบอกเล่าถึงความลำบากในการพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่เพราะเรื่องราวซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ แต่เพราะความจริงบางอย่างยังคงถูกปิดกั้นมากกว่าจะเปิดเผย
ในขณะที่จดหมายฉบับนี้ เก็ทพูดถึงการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ผ่านการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519 ว่าอำนาจนิยมสามารถอำพรางตัวได้อย่างไรภายใต้ฉากทัศน์ของประชาธิปไตย
ในวัย 26 ปี เก็ทมองว่า การควบคุมอดีตคือการควบคุมอนาคต ดังคำกล่าวในนวนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ การจัดการกับอดีตจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญของผู้ปกครอง ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์-หนังสือสามารถกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ประชาชนถูกดำเนินคดี และนักโทษการเมืองจึงปรากฏขึ้น
และสุดท้ายเก็ทตั้งคำถามว่า ในระบอบประชาธิปไตยไทย “ประชาชน” คืออะไรกันแน่ เมื่อเรายังคงอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ และถูกตีกรอบให้เป็น “คนตัวเล็กตัวน้อย” ที่ต้องนอบน้อมต่อผู้มีอำนาจอยู่เสมอ
____________________________________
.
“ ในดินแดนแห่งนั้น ขาดช่วงแห่งการสืบทอดต่อของกาลเวลา ไร้อดีตอันมีคุณค่าด้วยสัจจะ ไร้อนาคตอันเรืองโรจน์ของผู้เยาว์ คงมีอยู่แต่ปัจจุบันอันเห่อเหิม ท่ามกลางแสงสีแห่งสนธยา ข่มขู่ผู้อ่อนแอ สยบแทบบาทาผู้เป็นใหญ่” ทวีปวร
จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ 6 ตุลาเกิดขึ้นในปี 2519 ส่วน 14 ตุลาเกิดขึ้นในปี 2516 แต่ตามปฏิทินนั้น 6 ตุลามาก่อน 14 ตุลา เมื่อจัดงานรำลึกจึงให้อารมณ์เหมือนหนัง Star Wars ที่ภาค 4 ถึง 6 ถูกฉายก่อน แล้วค่อยตามด้วยภาค 1 ถึง 3 เมื่อมองย้อนไปจากปัจจุบัน ที่ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ โอบีวัน เคโนบี (Obi-Wan Kenobi) ที่พูดกับ อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ว่า “เจ้าควรต่อต้านไม่ใช่เข้าร่วม” ผู้คนที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา มาจนถึง 6 ตุลา จะรู้สึกอย่างไรเมื่อพบว่าขั้วอำนาจที่ตนไว้ใจศรัทธา เข้าใจว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตยแท้จริงแล้วกลับเป็นฝั่งอำนาจนิยม
ในประเด็นเดือนตุลาคม 2516 ถึง 2519 เราไม่ได้มองย้อนกลับในฐานะปริศนาที่ยังไม่คลี่คลายเท่านั้น เรื่องที่คลี่คลายแล้วก็มี ซึ่งเรื่องราวส่วนนั้นก็สามารถนำมาถอดบทเรียนได้ คนเราไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ สายธารประชาธิปไตยก็เช่นกัน เรื่องราวในปัจจุบันเป็นผลลัพธ์จากเหตุการณ์ในอดีต
“ผู้ควบคุมอดีตย่อมควบคุมอนาคต ผู้ควบคุมปัจจุบันย่อมควบคุมอดีต” ข้อความจากนิยายเรื่อง 1984 เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ ข้อความดังกล่าวดูจะสอดรับกับคำกล่าวของทวีปวร (ทวีป วรดิลก)
อดีตอยู่ที่ไหนกัน? อยู่ที่หนังสือ อยู่ที่อนุสรณ์สถาน และอยู่ในความทรงจำของผู้คน เมื่อผู้ปกครองควบคุมอดีตได้ เขาก็จะสามารถวางรากฐานให้แก่สังคมของผู้ปกครองได้ว่า สิ่งใดมีคุณค่า สิ่งใดมีความหมายหรือไร้ความหมาย กว่าจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้อง “จัดการ” กับอดีตที่ชนชั้นนำไม่พึงประสงค์ สื่อ สิ่งพิมพ์ หนังสือต้องห้าม การปิดปากประชาชนผ่านกฎหมาย นักโทษการเมืองจึงปรากฏขึ้น
.
“เมล็ดพันธุ์จากอดีตและปฏิบัติการรื้อฟื้นความทรงจำ”
หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2501 การจัดการผู้เห็นต่างที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นไปอย่างรุนแรง คนหัวก้าวหน้าหลายคนถูกจับ เช่น จิตร ภูมิศักดิ์, ทองใบ ทองเปาว์ บางคนถูกสั่งประหาร เช่น ครูครอง จันดาวงศ์ บางคนต้องลดบทบาทตนเองลงเช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์, เสนีย์ เสาวพงศ์, คำสิงห์ ศรีนอก งานเขียนหลายชิ้นถูกห้ามเผยแพร่ เรื่องราวหลายเรื่องถูกห้ามพูดถึง
เป็นธรรมชาติของผู้ที่ปกครองด้วยความอยุติธรรม เขาอาจสร้างความมั่นคงให้ตนเองได้ ทำให้สังคมสงบด้วยความเงียบได้ อย่างไรเสียการเคลื่อนไหวของชนชั้นนำนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ สาธารณชนก็ย่อมเห็นเป็นธรรมดา วันหนึ่งความสงสัยในความไม่ชอบมาพากลก็จะปรากฏ จากความรู้สึก “งงเงียบ” ก็จะเปลี่ยนเป็น “เอ๊ะ”
บทเรียนและมรดกอันทรงคุณค่าของนักศึกษา ประชาชนยุค 14 ตุลา คือการลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ฝังรากมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ความอดทนของนักเคลื่อนไหวยุคทศวรรษปี 2490 ที่แม้ถูกอำนาจเผด็จการฝังกลบก็ยังอดทนขับเคลื่อนและคอยส่งต่อแนวคิดอุดมการณ์ คอยเก็บรักษาผลงานของเพื่อน เช่น สุภา สิริมานนท์ ที่เก็บผลงานต้นฉบับของ จิตร ภูมิศักดิ์ นานกว่า 10 ปี และคอยส่งต่องานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้นักศึกษาในยุคถัดมา
จิตร ภูมิศักดิ์ ที่คอยอุทิศชีวิตเพื่อการต่อสู้ คอยเคลื่อนไหว แม้ตอนอยู่ในคุก นักศึกษาที่คอยจัดกิจกรรม จัดเสวนา หาความรู้ จัดทำหนังสือ วารสาร เผยแพร่สู่สังคม นักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่างแดนที่คอยส่งข่าวส่งข้อมูลให้คนในประเทศ ปัญญาชนที่คอยทำบทความผ่านวารสารนั้น คนไทยที่เชื่อมโยงกับประชาคมโลกในการเรียกร้องสันติภาพ และเสรีภาพท่ามกลางสงครามเย็น
ผู้ที่เคลื่อนไหวในช่วงนั้นต้องผ่านความอึมครึ้มเงียบเหงานานกว่า 16 ปี ก่อนการประดิษฐาน “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
.
ราชาชาตินิยมประชาธิปไตย
ตั้งแต่ยุค สฤษดิ์, ถนอม เป็นต้นมา สถาบันกษัตริย์มีบทบาทมากขึ้น รัฐบาลสฤษดิ์ได้รื้อฟื้นวันนักขัตฤกษ์และพระราชพิธีดั้งเดิม มีการเปลี่ยนวันชาติจากวันที่ 24 มิถุนายน มาเป็นวันที่ 5 ธันวาคม พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์ประการหนึ่งในยุคนั้นคือ การเสด็จไปเยี่ยมพสกนิกร พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ารับฟังโอวาทและฟังการแสดงดนตรี
ในพระบรมราโชวาทนั้นมีความเป็นกันเอง พระองค์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์บ้านเมือง ตัวอย่างเช่น พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงดนตรีเมื่อวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2512 พระองค์ทรงให้ความเห็นถึงรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2511 ที่เพิ่งร่างเสร็จ ให้ความเห็นเรื่องการเลือกตั้งในปี 2512 ส่วนพระบรมราโชวาทในโอกาสเสด็จทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2515 พระองค์ทรงให้ความเห็นเกี่ยวกับการยุบสภาและทรงเล่าต่อว่า พระองค์ทรงทราบความเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ไปแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการไปวางพวงหรีดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากพระราชกรณียกิจดังกล่าวทำให้เข้าใจภาพความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับนักศึกษาคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น
ย้อนไปในเรื่องราวของรัชกาลที่ 7 ที่ทรงร่างรัฐธรรมนูญเองไว้ แต่ยังไม่ได้ใช้ก็ถูกคณะราษฎรปฏิวัติเสียก่อน และการสละราชสมบัติของพระองค์เพราะเห็นว่าคณะราษฎรไม่ใช่อำนาจเพื่อราษฎร ถูกหยิบยกขึ้นมาผ่านงานเขียนของนักวิชาการทั้งฝั่งขวา ฝั่งกษัตริย์นิยม ฝั่งที่เกลียดปรีดี เมื่องานเขียนเหล่านั้นถูกถ่ายทอดโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสังคมก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเหล่านั้นจะได้รับความเชื่อถือ
วาทกรรม “กษัตริย์ประชาธิปไตย” ที่กลับมางอกเงยพร้อมแนวคิด “ฝั่งซ้าย” ที่เคยถูกฝังกลบนี้เอง ได้ถูกนำมาหลอมรวมเพื่อต่อสู้เผด็จการทหาร เราจึงได้เห็นภาพการอ่านกวีของนักเคลื่อนไหวยุคทศวรรษ 2490 ร่วมกับการชูรูปพระบรมฉายาลักษณ์ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
.
เมื่อเวลาผ่านไป เราได้เห็นอะไรชัดขึ้น
ประเด็นเรื่องรัชกาลที่ 7 ทรงร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้วแต่ยังไม่ทันได้ใช้ แต่ก็ถูกคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่ามเสียก่อน จากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทย” มีการวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวว่า เป็นการสร้างระเบียบแก่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานในระบอบนี้ งานของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล “ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหว 24 มิถุนายน 2475” ชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวอำนาจสูงสุดยังคงเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ในทุกด้าน
เรื่องการสละราชย์ของรัชกาลที่ 7 นักวิชาการหลายท่านได้สรุปแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ประชาธิปไตยแต่อย่างใด เห็นได้จากที่พระองค์ได้ปฏิเสธการมีสมาชิกรัฐสภาแบบแต่งตั้ง หากแต่เหตุแห่งการสละราชย์มาจากความเห็นที่ไม่ตรงกันของคณะราษฎรในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจ พระองค์ทรงได้เสนอแนะแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลคณะราษฎรเพื่อเพิ่มพระอำนาจของพระมหากษัตริย์ขึ้น อำนาจในการเลือกผู้ที่เป็นสมาชิกแต่งตั้งของรัฐสภาจำนวนครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาทั้งหมด และอำนาจในการ Veto (ยับยั้ง) กฎหมายที่ผ่านสภาแล้ว ทรงเสนอว่าในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงทักท้วงพระราชบัญญัติฉบับใดลงมา สภาผู้แทนราษฎรเป็นอันต้องยุบไปเองในคราวเดียวกัน ซึ่งรัฐบาลไม่ยอมรับ
เรื่องของรัชกาลที่ 7 ตามที่กล่าวมา อ้างอิงมาจาก “และแล้วการเคลื่อนไหวก็ปรากฏ” มีชื่อจริงของหนังสือว่า “การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา” ของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ
ในยุคนั้นใครจะไปคิดว่าต้นไม้ประชาธิปไตยที่ดูน่าจะเติบโตแผ่กิ่งก้านได้เพียงสามปีก็ถูกบ่อนเซาะ ประชาธิปไตยไทยโตได้ตราบเท่าที่ชนชั้นนำพอใจให้โต เมื่อเราได้วิเคราะห์การปฏิวัติ 2475 กับการรัฐประหารปี 2501 โดยมองที่บริบทของแต่ละยุคก็จะพบว่าทหารจากสองคณะนั้นต่างกัน อุดมการณ์ของทั้งสองคณะก็ต่างกัน จากมุมมองของคนที่เกิดไม่ทันยุคนั้น แต่ได้มีโอกาสมองย้อนกลับไปจาก 2516, 2519 มาสู่ปัจจุบัน ก็จะพบว่าผู้ครองอำนาจนำไม่ได้อยู่แค่ในกองทัพ เผด็จการก็เช่นกัน
.
คำถามทิ้งท้าย ในระบอบประชาธิปไตยไทยนั้น ประชาชนคืออะไร ?
ในทางปฏิบัติ ประชาชนอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ (passive) เมื่อเทียบกับรัฐและชนชั้นนำที่มีฐานะเป็นผู้กระทำ (active) กล่าวคือ เรามีอำนาจได้เท่าที่ผู้มีอำนาจเต็มใจจะมอบให้ ประชาชนถูกตีกรอบให้เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องคอยนอบน้อมถ่อมตนและให้ความเคารพผู้มีอำนาจ
วันใดที่ประชาชนอย่างเราออกมาอยู่ในฐานะ active กล่าวคือออกมาเรียกร้องตรวจสอบรัฐหรือชนชั้นนำ เรากลับถูกตีตราว่า เป็นใคร ถูกปิดปากด้วยกฏหมายและถูกคุมขัง แล้วอย่างนี้จะกล่าวว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนได้อย่างไร ? ”
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
_________________
ถึงปัจจุบัน (21 ต.ค. 2568) เก็ทถูกคุมขังมาแล้ว 790 วัน หรือ 2 ปี 2 เดือน 3 วัน เก็ทถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาในคดีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรมเดินขบวนไปงาน APEC2022 จำคุก 2 ปี เป็นผลให้รวมโทษของเก็ทในคดีมาตรา 112 ทุกคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว เป็นระยะเวลา 10 ปี กับอีก 6 เดือน
📩 สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 33 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”
หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
ย้อนอ่านจดหมายของเก็ท
จดหมายจาก “เก็ท โสภณ”: ความลำบากในการพูดถึง 6 ตุลา – ตั้งคำถามกล่องแพนดอร่าที่อำนาจไม่อยากเปิด
