คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน ปี 63 วันนี้คดียังไม่สิ้นสุดทั้งหมด อัยการอุทธรณ์คดีบางส่วนต่อ แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้ว

จากการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เมื่อปี 2563 และเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมรถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีสีฟ้าและแก๊ซน้ำตาเป็นครั้งแรกในการชุมนุมช่วงปี 2563 พบว่าสำหรับข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง มีผู้ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์นี้จำนวน 20 คน 

แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 5 ปีแล้ว คดีบางส่วนสิ้นสุดลง แต่ก็ยังพบว่ามีคดีบางส่วนอยู่ที่ชั้นอัยการ และมีคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาแล้ว 2 คดี ซึ่งพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี แต่คดียังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากพบว่ามีหนึ่งคดีแล้วที่อัยการอุทธรณ์คดีต่อ

คดีแรก เป็นของประชาชน 6 คน ได้แก่ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์, ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน, เอเลียร์ ฟอฟิ, อรรคพล วันทะไชย, อินทราช แสงอินทร์ และคณิติน ติเยาว์ ถูกจับตัวระหว่างสลายการชุมนุมและถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง 

เวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 4 ปี กระทั่งวันที่ 26 มี.ค. 2568 และ 29 เม.ย. 2568 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีทั้ง 6 คน ทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ศาลแขวงปทุมวันจึงสืบพยานและมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 ให้ยกฟ้องจำเลยเนื่องจากเห็นว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาวุธหรือสิ่งของผิดกฎหมายใด ๆ จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าพบการระบาดของโควิด-19 จากการชุมนุม

ถึงแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างรอว่าฝ่ายโจทก์จะอุทธรณ์คดีหรือไม่ คดีจึงยังไม่สิ้นสุดลง

.

คดีที่สอง มีประชาชน 2 คนถูกจับกุมระหว่างการสลายชุมนุม ได้แก่ ชลธิชา คุ้มจันอัด และพรพสุธ ชูรอด ปัจจุบันคดียังอยู่ในชั้นอัยการ

.

คดีที่สาม ประชาชนและแกนนำนักกิจกรรม 11 คน ได้แก่ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, อรรถพล บัวพัฒน์, น.พ.ทศพร เสรีรักษ์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, ธัชพงศ์ แกดำ, กรกช แสงเย็นพันธ์, สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ พร้อมนักกิจกรรมอีก 3 คนที่ยังไม่ได้สั่งฟ้อง ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง 

18 ต.ค. 2567 คดีเพิ่งถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวันจำนวน 8 คน ได้แก่ น.พ.ทศพร, สุวรรณา, ธัชพงศ์, กรกช, อรรถพล, สิรภพ, ณวรรษ และชินวัตร ทั้งแปดคนให้การปฏิเสธ ศาลจึงสืบพยานและมีคำพิพากษาออกมาในวันที่ 5 ส.ค. 2568 ให้ยกฟ้องจำเลย โดยเห็นว่า น.พ.ทศพรได้รับมอบหมายจากพรรคให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ชุมนุม และให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์เท่านั้น 

ส่วนอีกเจ็ดคนเห็นว่า แม้โจทก์จะพยายามนำสืบให้เห็นว่าการชุมนุมมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคโควิด–19 แต่ก็ไม่ได้นำพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงอย่างไร ทั้งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมใส่หน้ากากอนามัย ถือเป็นการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันโรคในขณะนั้นแล้ว อีกทั้งจำเลยร่วมชุมนุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น เห็นว่าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่มีความเสียหายต่อทรัพย์สิน ตลอดจนไม่มีการพกพาอาวุธเข้าร่วมการชุมนุม จึงถือเป็นการใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญแล้ว

แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งแปดไปแล้ว แต่คดียังไม่สิ้นสุดลง โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ ระบุว่า ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในช่วงเวลาบังคับใช้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง  ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาเพียงการกระทำของจำเลยทั้งแปดเข้าองค์ประกอบความผิดตามประกาศหรือไม่ ไม่สามารถกำหนดข้อยกเว้นกฎหมายขึ้นเองได้ ว่าการชุมนุมนี้ไม่ร้ายแรง ไม่ฉุกเฉิน ไม่ฝ่าฝืนการแพร่ระบาดโรค เพราะองค์ประกอบความผิดตามฟ้องคือ ห้ามชุมนุมเกินห้าคนขึ้นไป ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ซึ่งข้อเท็จจริงคดีนี้ยุติครบองค์ประกอบความผิดฝ่าฝืนประกาศแล้ว 

จำเลยที่ 1 (น.พ.ทศพร) ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าอยู่ในที่ชุมนุม แม้จะต่อสู้ว่าเข้าไปสังเกตการณ์ แต่การกระทำไม่มีเหตุจูงใจให้จำเลยต้องสังเกตการณ์ เพราะเป็นหมอมิใช่นักข่าวหรือสื่อมวลชน จึงต้องฟังว่าเข้าไปเพื่อจุดประสงค์เดียวกับผู้ชุมนุม ส่วนจำเลยอีกเจ็ดคนข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมเกิน 5 คน มีการเคลื่อนขบวนไปตามถนน ฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนกนายกรัฐมนตรีชัดเจน 

ในตอนท้ายได้ระบุไว้อีกด้วยว่า คดีนี้อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง พนักงานอัยการ ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้รับรองอุทธรณ์คดีนี้

.

และคดีที่ 4 ของ “ภูมิ” เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ในเหตุชุมนุมดังกล่าว ภายหลังถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในนัดสอบคำให้การเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.​ 2564 ภูมิได้เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ศาลจึงมีคำพิพากษาให้รอกำหนดโทษไว้ 1 ปี ซึ่งในปัจจุบันคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว

.

อย่างไรก็ตาม พบว่าคดีในการชุมนุมช่วงดังกล่าวที่ถูกฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ที่จำเลยต่อสู้คดี ปัจจุบันศาลมีคำพิพากษายกฟ้องไปไม่ต่ำกว่า 21 คดีแล้ว และมีเพียงคดีเดียวที่ศาลเห็นว่ามีความผิด รวมทั้งพบว่าคดีที่ศาลยกฟ้องไป ส่วนใหอัยการไม่ได้มีการอุทธรณ์คดีต่อแต่อย่างใด จนกระทั่งพบการอุทธรณ์ในคดีข้างต้น

สำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ต.ค. 2563 เวลา 04.00 น. ถึง 22 ต.ค. 2563 เวลา 12.00 น. โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดการกับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง การประกาศดังกล่าวเป็นการยกระดับความรุนแรงของการใช้กฎหมายขึ้นไปกว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับปกติ และถูกตั้งคำถามต่อความชอบด้วยกฎหมายของการประกาศดังกล่าวอีกด้วย ช่วงดังกล่าวมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 72 คน ในจำนวน 35 คดี

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ON THIS DAY ชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน : อัยการยังนัดสั่งฟ้องคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง ของ 9 นักกิจกรรม แม้ผ่านไป 4 ปี

สถิติคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ศาลยกฟ้อง-อัยการสั่งไม่ฟ้อง

X