เมื่อวันที่ 24 ก.ย. และ 2 ต.ค. 2568 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ซึ่งศาลพิพากษาโทษรวมกัน 7 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 9 ปีครึ่ง)
ก้องบอกเล่าถึงสภาพจิตใจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว พยายามบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ได้ ตอนนี้ร้องไห้ออกแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าร้องเพราะอะไร ความกังวลเรื่องอายุและความคาดหวังของครอบครัวกดทับอยู่ในใจ เขายังพยายามคิดแผนสำรองเรื่องการเรียนให้จบมหาวิทยาลัยแม้ต้องอยู่ข้างใน ขณะที่การสอบให้จบจากรามคำแหง ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ในขณะที่ข้างนอก กิจกรรม Run2free วิ่งเพื่อเสรีภาพ ที่มีผู้คนมาร่วมงานจำนวนมาก ยังทำให้ก้องมีกำลังใจ
ครั้งนี้ก้องอยากสื่อสารถึงเรื่องสถานที่คุมขังสำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองโดยเฉพาะ หลังจากรู้ว่าตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มขี้นเป็น 57 คนแล้ว และอาจมีเพิ่มขึ้นอีก ในมุมมองของก้องถ้ายังไม่มีนิรโทษกรรม และให้โอกาสในการประกันตัว ก็ควรมีพื้นที่ให้เขาเหล่านี้ จะได้ไม่กระจัดกระจายและมีความปลอดภัยมากกว่า แต่ถ้าไม่อยากเปลืองงบ “ก็ให้พวกเขาออกมาก็จบ”
ก่อนจากกัน ก้องพูดถึง “บุ๊ค” ธนายุทธ ที่ได้รับการปล่อยตัวออกไปก่อนหน้านี้ ด้วยความอบอุ่น “พี่คนนี้ยังคิดถึงน้องเสมอ” เขาบอกว่าคนข้างในทั้งผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ถามถึงบุ๊คตลอด ยังรอฟังเพลงแร็ปที่บุ๊คเคยให้สัญญาไว้กับมิตรสหายที่อยู่ข้างใน “อยากให้รู้ว่าคนข้างในยังคิดถึงอยู่ อย่าลืมเพลงที่เคยแต่งไว้นะ”
_____________________________________________
.
วันที่ 24 ก.ย. 2568
วันนี้พบกันเพื่ออัปเดตข่าวทั้งความคืบหน้าเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เศรษฐกิจ และเรื่องน้ำท่วม โดยนำภาพกิจกรรมยืนหยุดขังให้ก้องดูด้วย สีหน้าเขาดีขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว เขาบอกว่าสภาพจิตใจเริ่มโอเคแล้ว
“เราไม่ได้คิดอะไร แต่อดีตก็มาทำให้เราคิดเรื่อย ๆ พยายามบอกตัวเองตลอดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ ตอนนี้ร้องไห้ได้แล้ว โดยที่ไม่รู้เหตุผลว่าร้องเพราะอะไร” ก้องเล่าความรู้สึก “เราอาจจะเครียดเรื่องอายุ ครอบครัวคาดหวังให้เราเป็นเสาหลัก แต่กว่าเราจะได้ออกจากเรือนจำอาจจะอายุ 30 แล้ว พ่อแม่อายุเยอะขึ้นทุกวัน”
ก้องเล่าถึงว่า วันนั้นแม่กับพ่อเลี้ยงมาเยี่ยม พอเห็นหน้ากันก็ดีใจ แต่เยี่ยมได้แค่ 30 นาที “มันก็ทรมาน เห็นคนมาเยี่ยมแต่ละครั้งก็จะรู้สึกว่า เราทำได้เท่านี้เหรอ”
กับปัญหาเรื่องการสอบและเรียนให้จบของเขา ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสอบในวิชาที่ค้างกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยปฏิเสธจะจัดสอบให้ ก้องคิดแต่แผนสำรอง ว่าอาจจะลองลงเรียนหลักสูตรของ มสธ. (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช) ด้านในเรือนจำ แล้วดรอปของ ม.รามคำแหง ไปก่อน ถ้าได้ออกไป ค่อยเรียนต่อ
“ทุกวันนี้ ผมก็พยายามศึกษาสิ่งที่จำเป็น อย่างการลงทุน เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ พยายามดูแลร่างกาย ทำให้ดีที่สุด พร้อมกับมีชีวิตรอดไปวัน ๆ” ก้องบอก
เรื่องหนังสือของโครงการ Freedom Bridge ที่ส่งเข้ามา ก้องคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว เขาบอกว่าเจอแค่ 7 เล่ม ไม่รู้ว่าถูกกระจายไปตรงไหนบ้าง ก้องอยากให้หาทางติดตามเรื่องนี้ เพราะหนังสือที่ส่งเข้ามา หายไปหลายครั้งแล้ว มีหลายครั้งที่มีคนบริจาคหนังสือเข้ามาแต่ไม่ถึงข้างใน ไม่รู้ว่าเล่มใหม่ ๆ ไปอยู่ไหน หรือเขาเอาไปเก็บไว้ที่ส่วนกลาง
.
วันที่ 2 ต.ค. 2568
วันนี้อ่านจดหมายที่เพื่อนของก้องฝากมาให้ และแจ้งเรื่องตารางสอบเบื้องต้น โดยกลุ่มเพื่อนของก้องยังพยายามทำเรื่องให้ก้องสามารถออกไปสอบที่ ม.รามคำแหง ต่อไป
“เมื่อวานเพื่อนมาเยี่ยม เข้าใจว่าเพื่อนทุกคนต้องโฟกัสที่ปากท้องและครอบครัวก่อน อาจจะไม่ได้มาบ่อย ส่วนคนข้างในก็หาทางออกมาให้เร็วที่สุด พยายามทำเต็มที่ ก็หวังว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ”
ก่อนได้ดูรูปจากงาน Run2free วิ่งเพื่อเสรีภาพ เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน ก้องตั้งใจอ่านข่าวทุกตัวอักษร ค่อย ๆ อ่านผ่านลูกกรงทีละซี่ เขาดีใจที่เห็นเพื่อน ๆ คุ้นหน้าคุ้นตาในข่าว และที่สำคัญ เพื่อน ๆ ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว
“น้อยครั้งที่เห็นนักการเมืองนัดกันมาเอง มาร่วมงานจริง ๆ โดยไม่ได้มาเพราะผลประโยชน์ใด ๆ ก็น่าชื่นชมและน่าสนใจอยู่ หรือกระแสจะจุดติดในกิจกรรมที่ย่อยง่าย” ก้องให้ความเห็น “ผมเข้าใจคนจัดงาน คงไม่คิดว่าคนจะมาเยอะขนาดนี้ ทำให้เรารู้ว่าข้างนอกยังไม่หยุดเคลื่อนไหว เขาอาจจะอยากมาออกกำลังกาย แล้วก็อยากจะซัพพอร์ตคนข้างในไปด้วย พอคนเยอะมันก็เลยมีสีสันมากขึ้น เป็นงานที่ผมเห็นว่ามีคนเยอะสุดในช่วงนี้เลยครับ”
บทสนทนาพูดคุยกันถึงการประชุมสภาต่อ หลังการนำเสนอนโยบายของรัฐบาลภูมิใจไทย ก้องสนใจข้อมูลการอภิปรายในสภา เขาอยากอ่านข่าวเนื้อหาเรื่องเหล่านี้ต่อไป
จากนั้น ก้องอัปเดทเรื่องการย้ายเรือนจำให้ฟัง หลังจากก่อนหน้านี้เขาพยายามทำเรื่องขอย้ายกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ “มีจดหมายจากกรมราชทัณฑ์เรื่องย้ายเรือนจำส่งมาให้ เขาบอกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่มีนโยบายรับผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดแล้ว ให้อยู่ที่เดิม แต่ตอนนี้กำลังมีการหารือเรื่องสถานกักกันของผู้ต้องขังทางการเมืองโดยเฉพาะอยู่”
หลังจากได้อ่านจดหมาย เขาได้คุยกับเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ แต่อาจจะต้องขอย้ายไปที่เรือนจำกลางคลองเปรมที่รับคดีเด็ดขาดแล้ว อาจจะมีหวังกว่าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
“ถ้ามันเป็นแบบนี้ ก็อยากให้ผลักดันเรื่องสถานที่เฉพาะของผู้ต้องขังทางการเมืองครับ จะได้ไม่อยู่กระจัดกระจายกัน และมีความปลอดภัยมากกว่าด้วย เคยได้ข่าวว่าจะทำจากสถานบำบัดเก่าแถวคลองเปรม ไม่รู้ว่ามีอัปเดตอะไรไหม ผมก็รออยู่”
ก้องมีข้อความฝากต่อสาธารณะด้วยว่า “หลังจากรู้ว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองเข้ามาเพิ่มอีก 10 กว่าคน รวมเป็น 57 คน ซึ่งอนาคตก็อาจจะมีเพิ่มอีก ดังนั้น ถ้ายังไม่มีนิรโทษกรรมหรือมีอย่างอื่นที่จะทำให้นักโทษทางการเมืองมีอิสรภาพ ควรสร้างสถานที่สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองให้แล้วเสร็จ แต่ถ้าไม่อยากเปลืองงบ ก็ให้พวกเขาออกมาก็จบ”
ท้ายที่สุด ก้องมีข้อความฝากถึง “บุ๊ค” ธนายุทธ แรปเปอร์ผู้เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และทั้งสองเคยใช้ชีวิตในเรือนจำด้วยกัน “พี่คนนี้ยังคิดถึงน้องเสมอนะ เห็นบุ๊คออกมาเคลื่อนไหวตามที่บอกไว้ คนข้างในก็คิดถึงบุ๊คนะ เวลาลงมาข้างล่าง ผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่จะถามตลอดว่าบุ๊คเป็นยังไงบ้าง บุ๊คส่งจดหมายมาไหม ฝากข้อความอะไรมาหรือเปล่า”
เขาบอกถึงความคาดหวังอีกเล็กน้อยว่า “คนข้างในยังรอฟังเพลงแร็ปของบุ๊คนะ รอที่เคยให้สัญญากับมิตรสหายที่อยู่ข้างใน อยากให้รู้ว่าคนข้างในยังคิดถึงอยู่ อย่าลืมเอาเพลงที่เคยแต่งไว้นะ”
.
จนถึงปัจจุบัน (9 ต.ค. 2568) ก้องถูกคุมขังมาแล้ว 606 วัน หรือ 1 ปี 7 เดือน 26 วัน ซึ่งหากรับโทษเต็ม ก้องจะต้องถูกคุมขังอีกประมาณ 7 ปี 10 เดือน
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงก้อง และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ความอดทนและหยดน้ำตาของ “ก้อง อุกฤษฏ์” นักเรียนกฎหมายที่ยังสู้ทุกวิถีทางในบางขวาง
