วันที่ 30 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “บี๋” นิราภร อ่อนขาว ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) สืบเนื่องจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” รวมถึงโพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์จำนวน 3 โพสต์ เมื่อช่วงปี 2563-64
คดีนี้มี นพดล พรหมภาสิต อดีตเลขาศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้กล่าวหาไว้ เดิมทีแล้วคดีนี้มี “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นจำเลยร่วมด้วย แต่ในระหว่างการสืบพยานรุ้งไม่ได้มาปรากฏตัวต่อศาล ศาลจึงได้ออกหมายจับและสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวในส่วนของรุ้งไป
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2564 นิราภร และ ปนัสยา ได้รับหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) ทั้งสองได้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 17 พ.ย. 2564 และ 15 ธ.ค. 2564 ตามลำดับ โดยให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ต่อมา วันที่ 29 เม.ย. 2567 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) มีเนื้อหาโดยสรุปว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ร่วมกันโพสต์ประกาศในเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ร่วมกันเป็นจำนวน 3 โพสต์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563, 10 ม.ค. 2564 และวันที่ 6 ต.ค. 2564
ดูข้อมูลเพิ่มเติมในฐานข้อมูลคดี: คดี 112 “บี๋-รุ้ง” ถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจแนวร่วม มธ.ฯ โพสต์หมิ่นกษัตริย์
ทั้งนี้กรณีเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นอกจากคดีนี้ ทั้งสองคนยังถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 116 อีกคดีหนึ่ง กรณีกล่าวหาเพจดังกล่าวโพสต์ปลุกระดม-โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยคดีมี นพดล พรหมภาสิต เป็นผู้กล่าวหาเช่นกัน และคดียังอยู่ในชั้นสอบสวน
รวมทั้งยังมีคดีข้อหาตามมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง กรณีถูก กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล จากกลุ่ม ศปปส. ไปกล่าวหาจากข้อความที่โพสต์ในเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2564 โดยคดีหลังนี้ ทั้งสองคนถูกฟ้องร่วมกันกับ เบนจา อะปัญ ที่ศาลอาญา ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างสืบพยาน
.
ภาพรวมการสืบพยาน: จำเลยต่อสู้ว่าไม่ใช่แอดมินเพจ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ ในขณะที่พยานโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจ
สำหรับการสืบพยานในนัดแรก ศาลได้สอบถามคำให้การของจำเลยอีกครั้ง และจำเลยยืนยันให้การปฏิเสธ โดยยืนยันต่อสู้ว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเพจตามฟ้อง และไม่ได้เป็นผู้โพสต์เฟซบุ๊กทั้ง 3 โพสต์
การสืบพยานในคดีนี้มีทั้งสิ้น 3 นัด ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 806 โดยระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 26-27 ส.ค. 2568 พนักงานอัยการได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 5 ปาก แบ่งเป็นผู้กล่าวหาจำนวน 1 ปาก ได้แก่ นพดล พรหมภาสิต และปากของพนักงานสืบสวนสอบสวนอีก 4 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จงเจริญ, พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล, พ.ต.ต.เปตอง ด่านปรีดา และ พ.ต.ต.ปิยวัฒน์ ปรัญญา
ส่วนฝ่ายจำเลยนำสืบพยาน เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 โดยนำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 2 ปาก ได้แก่ “บี๋” นิราภร อ่อนขาว (จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยาน) และพัชรพล สู่สุข ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ สำหรับข้อต่อสู้ของฝั่งจำเลยจะเน้นไปที่การปฏิเสธเรื่องการเป็นแอดมินเพจ และการโพสต์ข้อความตามฟ้อง ส่วนผู้เชี่ยวชาญจะเข้าเบิกความในฐานะพยานความเห็น เพื่ออธิบายเกี่ยวกับตำแหน่งต่าง ๆ ในเพจเฟซบุ๊ก นอกเหนือจากตำแหน่งแอดมินเพจ
คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นคดีที่ศาลอาญามีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป”
.
สืบพยานโจทก์
ผู้กล่าวหา พบเห็นเพจ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ โพสต์ข้อความจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างการมอนิเตอร์ข่าวชุมนุมประท้วง
นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหาในคดีนี้ เข้าเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2564 พยานได้มอนิเตอร์ข่าวการชุมนุมประท้วงจนไปเจอเข้ากับเฟซบุ๊กเพจ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ (United Front of Thammasat and Demonstration) ได้โพสต์ข้อความ ซึ่งพยานอ่านดูแล้วเห็นว่าเป็นการจาบจ้วง ล่วงละเมิด สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยโพสต์แรกถูกเผยแพร่ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563
โพสต์ดังกล่าวเป็นการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งไปที่ในหลวง รัชกาลที่ 10 ในประเด็นที่ว่า พระมหากษัตริย์เอาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง สนับสนุนรัฐประหาร และล้มล้างการปกครอง
ต่อมา โพสต์เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 มีการนำข้อความไปแปะไว้ที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 10 ภายหลังพยานพบเห็นการกระทำดังกล่าวนี้ พยานก็ได้นำพยานหลักฐานเข้าแจ้งความที่ บก.ปอท.
หลังจากนั้น ในวันที่ 9 ต.ค. 2564 พยานก็ได้มอนิเตอร์และพบเห็นโพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง ซึ่งเป็นโพสต์ของเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2564 โดยโพสต์ดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และมีการใช้ถ้อยคำใส่ร้ายพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นคือพระบรมโอสาธิราช พยานจึงเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าของเพจเฟซบุ๊กที่ บก.ปอท. เพิ่มเติม พร้อมแนบพยานหลักฐานไปด้วย
หลังเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของเพจแล้ว พยานก็ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ พยานไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว
พยานไม่รู้จักและไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในคดีนี้มาก่อน
ตอบที่ทนายจำเลยถามค้าน
หากเป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับรัฐบาล ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ พยานก็เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องเช่นว่านั้น
พยานรับว่า เคยดำเนินคดีมาตรา 112 หรือ คดีการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในทำนองนี้มาก่อนแล้วประมาณ 10 กว่าคดี แต่พยานทำไปตามรัฐธรรมนูญ และส่วนใหญ่จะดำเนินคดีกับพวกแกนนำ
.
.
เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย เข้าเบิกความเป็นพยานคดีนี้ ในฐานะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รวบรวบพยานหลักฐาน และเข้าจับกุมตัวจำเลย
พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จงเจริญ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานสืบสวนในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง ประจำอยู่ที่กองกำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563-2564 พยานจึงได้เข้าไปตรวจสอบเพจเฟซบุ๊ก ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ โดยก่อนหน้านี้ไม่ได้มีผู้ใดเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเพจ แต่ผู้บังคับบัญชาสั่งการมาให้พยานตรวจสอบ เนื่องจากเพจดังกล่าวได้โพสต์ข้อความที่มีลักษณะเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง
การตรวจสอบของพยานจะใช้วิธีเข้าไปพูดคุยกับเพจ และส่งข่าวสารผ่านทางแอปพลิเคชั่น Messenger พอทางเพจตอบกลับมาก็จะนำไปตรวจสอบว่าใครคือแอดมินเพจ เราเรียกวิธีนี้ว่าการใช้ “data ชน data” ทั้งนี้ พยานได้ส่งลิงก์ข่าวไปทาง Messenger เป็นจำนวนสองครั้ง โดยครั้งแรกส่งไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2564 ผลการตอบกลับมาปรากฏว่าเป็น IP address ของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (3BB)
หลังจากนั้นพยานจึงได้ทำหนังสือส่งไปที่บริษัทดังกล่าว เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้ IP address ที่พยานตรวจพบมาได้ ซึ่งบริษัทก็ได้แจ้งกลับมาว่าผู้ที่จดทะเบียนใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านนั้นเป็นชื่อของ ‘ปนัสยา’ จำเลยที่ 1 ของคดีนี้
ต่อมา พยานก็ได้ส่งลิงก์ข่าวไปให้เพจผ่าน Messenger อีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2564 ปรากฏว่ามีการอ่านลิงก์ข่าวเช่นเดียวกัน พยานจึงนำ IP address ที่ได้มาไปตรวจสอบแล้วจึงพบว่า IP ดังกล่าวเป็นของมารดาของ ‘นิราภร’ จำเลยที่ 2 ของคดีนี้
ภายหลัง เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2564 ทางเพจได้ทำการไลฟ์สดในชื่อกิจกรรม “เปิดท้ายวันศุกร์ลุกไล่เผด็จการ” ที่บริเวณแยกอุรุพงษ์ ต่อเนื่องกับทำเนียบรัฐบาล พยานจึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุก่อนจะพบว่านิราภรเป็นผู้ไลฟ์สดอยู่
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า ทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตมี IP ต้นและ IP รับ โดย IP address ในแต่ละนาทีจะไม่เหมือนกัน แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทุก ๆ เวลาประมาณ 12 วินาที โดย IP ที่ปล่อยออกไปและ IP ที่มาชนกันนั้นสามารถพิสูจน์ได้ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสามารถยืนยันได้ว่า ณ วินาทีนั้นใครเป็นผู้ใช้งาน IP address อยู่ กล่าวคือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตบ้านกำลังจ่ายให้ผู้ใดอยู่ในวินาทีนั้น
สำหรับจำเลยที่ 2 ตรวจสอบพบว่าใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ ไม่ใช่อินเทอร์เน็ตบ้าน โดยอินเทอร์เน็ตมือถือจะมีความเฉพาะบุคคลมากกว่า ไม่ใช่ใครก็สามารถใช้ได้ เว้นแต่จะมีการแชร์ฮอตสปอต ส่วนอินเทอร์เน็ตบ้านอาจมีการใช้สัญญาณร่วมกัน เช่น เราเตอร์อาจจะอยู่ที่บ้านของปนัสยา แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านอาจเป็นใครก็ได้ในบ้าน อย่างไรก็ดีเมื่อนำ IP address ไปตรวจสอบกับทางบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (dtac) แล้วจึงพบว่าเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ใช้กับ IP ดังกล่าว ลงทะเบียนโดยใช้ชื่อมารดาของจำเลยที่ 2
พยานไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าว แต่เมื่อตรวจสอบจากทะเบียนราษฎรแล้วจึงพบว่า นิราภรเป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ
พยานเป็นผู้จัดทำรายงานการสืบสวน และเคยเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนเอาไว้ดังที่ปรากฏตามบันทึกคำให้การ
ตอบที่ทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า ‘เฟซบุ๊กเพจ’ แตกต่างจาก ‘เฟซบุ๊กโปรไฟล์’ การเป็นแอดมินของเฟซบุ๊กเพจจะต้องเข้าสู่ระบบผ่านเฟซบุ๊กโปรไฟล์ก่อนแล้วจึงจะเชื่อมมาที่เฟซบุ๊กเพจได้ โดยผู้ที่เป็นแอดมิจเพจอาจมีได้มากกว่า 1 คน และแอดมินเพจก็สามารถเพิ่มหรือลดปริมาณได้อยู่ตลอดเวลา
พยานรับว่า ลิงก์ข่าวที่ส่งไปให้กับทางเพจทั้งสองครั้งเป็นลิงก์ที่ให้บริการข่าวสารและเป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถเข้าไปอ่านได้อยู่แล้ว และเมื่อคนทั่วไปเข้าไปอ่านข่าวในลิงก์ IP address ของเขาก็จะถูกบันทึกไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการลิงก์ข่าวนั้นด้วย
พยานรับว่า เวลาใช้งานแอปพลิเคชั่น Messenger หากแชร์ลิงก์ผ่านช่องทางดังกล่าว จะปรากฏแค่เพียงเวลาที่ได้แชร์ลิงก์นั้นไป แต่จะไม่ปรากฏเวลาที่คนกดเข้าไปอ่านในลิงก์ ดังนั้น การจะทราบข้อมูล IP address ของผู้เข้าชมลิงก์ได้จึงต้องอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทำหนังสือส่งไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
IP address ที่พยานได้มาเกิดจากการที่พยานส่งลิงก์ข่าวไปแล้วทางฝั่งนั้นก็ส่งกลับมา เป็นกรณี “IP ชน IP” ซึ่งพยานตรวจสอบได้จากโทรศัพท์มือถือของพยานเอง แต่พยานไม่มีหลักฐานชี้แจงว่ากระบวนที่ทำให้ได้ IP นั้นมามีรายละเอียดเป็นอย่างไร
พยานรับว่า จากรายงานการสอบสวนไม่ปรากฏหนังสือที่พยานอ้างว่าได้ส่งไปสอบถามกับทางบริษัท dtac เกี่ยวกับ IP address ของจำเลยที่ 2 ส่วนเอกสารที่พยานอ้างว่าทางบริษัท dtac ตอบกลับมา ก็เป็นเอกสารที่ไม่ได้ระบุชื่อของผู้จัดทำหนังสือเอาไว้ด้วย
พยานไม่ได้ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้โพสต์เฟซบุ๊กทั้ง 3 โพสต์ลงบนเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ และไม่ได้ตรวจสอบด้วยว่าเฟซบุ๊กส่วนตัวของจำเลยที่ 2 จะใช้ชื่อว่าอะไร
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
เอกสารที่ทางบริษัท dtac ส่งกลับมาอยู่ในลักษณะของตารางที่ทำจากโปรแกรม Excel ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า IP address ในวินาทีที่พยานสอบถามไปนั้นถูกแจกจ่ายให้กับใคร แล้วทางบริษัทก็จะตอบกลับมาให้เป็นเบอร์โทรศัพท์เลย
พยานมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในระบบคอมพิวเตอร์ของพยานที่สามารถใช้ตรวจสอบ IP address ได้ว่า ขณะที่กดเข้าไปในลิงก์เพื่ออ่านข้อความนั้นเป็น IP ของใคร ก่อนที่พยานจะนำ IP ที่ได้มาส่งไปตรวจสอบกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลที่ทางผู้ให้บริการตอบกลับมาเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้
สาเหตุที่พยานทราบว่าเป็นจำเลยที่ 2 เนื่องจากพยานจำหน้าจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้วจากการสืบสวน และเมื่อพยานได้ดูไลฟ์สดของทางเพจก็ทราบว่าเป็นจำเลยที่ 2
.
พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล พนักงานสืบสวน ประจำอยู่ที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี (บก.ปอท.) เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่สืบสวน
ทั้งนี้ พยานได้รับการประสานงานมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ในจังหวัดปทุมธานี ว่ามีการจัดกิจกรรมชุมนุมกันขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวอาจมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนของคดีนี้ พยานได้ดำเนินการตรวจสอบข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งจากเพจเฟซบุ๊ก ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ รวมถึงประสานกับทาง กองกำกับการสืบสวน 4 กองบัญชาการตำรวจนครบาลด้วย
จากผลการสืบสวนของ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จงเจริญ พบว่ามีการตรวจสอบ IP address ของผู้ใช้งานเพจดังกล่าว ซึ่งผลการตรวจสอบในครั้งแรกปรากฏว่าเป็น IP ของปนัสยา จำเลยที่ 1 ของคดีนี้ ส่วนการตรวจสอบในครั้งที่ 2 พบว่าเป็นของมารดาของจำเลยที่ 2
หลังจากนั้นพยานก็ได้ไปตรวจสอบที่เฟซบุ๊กเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ แล้วจึงพบว่าจำเลยที่ 2 กำลังไลฟ์สดอยู่ ซึ่งขณะนั้นพยานพบเห็นโทรศัพท์มือถือของจำเลยที่ 2 ผ่านเงาสะท้อนในกระจก แล้วจึงนำไปเปรียบเทียบดูในสื่อต่าง ๆ
นอกจากนี้เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ยังได้เปิดบัญชีธนาคารให้บุคคลทั่วไปร่วมบริจาคเงิน ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีรับบริจาคดังกล่าวก็พบว่ามีบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ด้วย โดยเลขที่บัญชีจะปรากฏอยู่ที่หน้าเพจ
จากการตรวจสอบพบว่าเพจดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2563 โดยชื่อเดิมของเพจที่ตั้งไว้ตอนสร้างขึ้นครั้งแรกคือ ‘ธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ ก่อนภายหลังจะถูกเปลี่ยนเป็นชื่อ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2563 ซึ่งจากวันที่ตรวจสอบพบว่ามีผู้กดถูกใจเพจเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 4 แสนคน และมีผู้กดติดตามเพจราว 5 แสนกว่าคน ทั้งนี้ เพจดังกล่าวก็ได้ถูกกำหนดค่าไว้เป็นสาธารณะด้วย
เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ได้โพสต์ข้อความพาดพิงทำให้พระมหากษัตริย์เสียหายเป็นจำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ โพสต์ของเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563, วันที่ 10 ม.ค. 2564 และวันที่ 6 ต.ค. 2564 โดยในโพสต์แรกนั้นจะเกี่ยวข้องกับการยกเลิกมาตรา 112 รวมถึงการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ด้วย
เพจดังกล่าวได้เคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด และจากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไลฟ์สดเพจถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้แปะเลขบัญชีเงินฝากไว้ที่หน้าเพจ อีกทั้ง IP address ที่ตรวจสอบพบมาก็เป็นของมารดาของจำเลยที่ 2 ด้วย พยานจึงเชื่อว่าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหรือแอดมินเพจอยู่
พยานเบิกความว่า หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดของคดีนี้คือ หลักฐานที่ได้มาจากการ “ฟิชชิ่ง” (Phishing) โดย IP address ที่ได้รับมาจากการตรวจสอบพบว่าเป็นของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ ส่วนหลักฐานที่น่าเชื่อถืออีกอันหนึ่งก็ได้แก่ การไลฟ์สดในเพจนั่นเอง
ตอบที่ทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า พยานไม่ได้แสวงหาข้อมูลอื่นใดเพิ่มเติม แต่อาศัยการอ้างอิงจากรายงานการสืบสวนของ พ.ต.ท. ชัยวัฒน์ จงเจริญ เพียงอย่างเดียว และจากรายงานการสืบสวนดังกล่าวได้มีการส่งลิงก์ข่าวไปยังเพจ ซึ่งปกติแล้วเวลาคนทั่วไปส่งลิงก์ข่าวให้กัน ในกล่องข้อความของผู้ที่แชร์กับผู้ที่ได้รับการแชร์จะไม่ปรากฏ IP address ของกันและกัน
ลิงก์ข่าวที่ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จงเจริญ ส่งไปให้กับเพจ ไม่ใช่ลิงก์ข่าวตามปกติ แต่ถูกสร้าง (Generate) ขึ้นมาให้คล้ายกับของจริง โดยเป็นลิงก์ที่เอาไว้ใช้สำหรับการสืบสวนโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้มาซึ่ง IP address ของอีกฝ่ายทางภาษาคอมพิวเตอร์จะเรียกกันว่า “IP Locker” ไม่ใช่ “ฟิชชิ่ง” (Phishing) เนื่องจากฟิชชิ่งจะใช้ในเชิงหลอกลวงมากกว่า
ภาพบันทึกหน้าจอที่ระบุว่าเป็นการไลฟ์สด พยานมีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วน พยานไม่ได้เป็นผู้ร่วมลงพื้นที่เกิดเหตุด้วย แต่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลมาจากในเพจ ทั้งนี้ การดาวน์โหลดวิดีโอบันทึกการถ่ายทอดสดโดยตรงจากเพจอันที่จริงก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่สามารถเห็น URL ของเพจ และอาจถูกมองว่าเกิดจากการตัดต่อได้ พยานจึงเลือกใช้วิธีบันทึกภาพหน้าจอให้ติด URL มาด้วยแทน
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
เรื่องการใช้ “IP Locker” ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้ดำเนินการ แต่พยานพิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือ พนักงานสืบสวนทั่วประเทศจะใช้วิธีการเช่นว่านี้ เพียงแต่โปรแกรมที่ใช้งานอาจมีความแตกต่างกันออกไปได้
การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานของผู้ใต้บังคับบัญชาของพยาน ต้องให้เห็น URL ของโพสต์ วันที่และเวลา รวมถึงองค์ประกอบทั้งหมด หลังจากนั้นพยานก็จะดำเนินการตรวจสอบอีกครั้งว่ามีวิดีโอบันทึกการไลฟ์สดอยู่จริงหรือไม่ ก่อนจะลงชื่อตนเองกำกับลงในพยานหลักฐานแต่ละแผ่น
ขณะที่เพจกำลังไลฟ์สดอยู่นั้น จะเห็นโทรศัพท์มือถือของจำเลยที่ 2 จากเงาของกระจก และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพที่ปรากฏบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของจำเลย ก็พบว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงทำให้พยานเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าว
.
พ.ต.ต.เปตอง ด่านปรีดา พนักงานสอบสวน ประจำอยู่ที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี (บก.ปอท.) เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าตรวจค้นบ้านที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นบ้านที่เชื่อว่าจำเลยทั้งสองในคดีนี้น่าจะใช้อาศัยอยู่ด้วยกัน
ขณะเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปกับพยานด้วยประมาณ 10 นาย จำนวน 2 คันรถ และเมื่อไปถึงก็พบกลุ่มชายวัยรุ่นอยู่กับจำเลย ก่อนที่หัวหน้าชุดตรวจค้นจะได้ยื่นหมายค้นให้ แต่จำเลยที่ 2 พร้อมด้วยกลุ่มชายวัยรุ่นดังกล่าวกลับไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าค้นบ้าน โดยขอให้รอทนายความเดินทางมาถึงก่อน ระหว่างที่รออยู่นั้นจำเลยที่ 2 ก็ได้นำหมายค้นไปไลฟ์สดในเพจด้วย
เมื่อทนายความเดินทางมาถึงทางจำเลยก็ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านได้ ซึ่งขณะตรวจค้นก็พบเข้ากับของกลางเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คจำนวน 4 เครื่อง แมคบุ๊กอีก 1 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ แต่คนในบ้านไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นเจ้าของอุปกรณ์ดังกล่าว
พยานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรายงานการสืบสวนด้วย โดยพยานเป็นผู้ช่วย พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล ในการเข้าไปตรวจสอบเพจเฟสบุ๊ก และบันทึกภาพหน้าจอขณะที่เพจกำลังไลฟ์สดอยู่ที่บริเวณรัฐสภา ออกมาให้เห็น URL ก่อนจะเสนอต่อผู้บังคับบัญชา
หลังจากที่พยานได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวแล้ว ก็มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในแอดมินเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
ตอบที่ทนายจำเลยถามค้าน
ขณะเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวมีคนอยู่ภายในบ้านหลายคน แต่พยานไม่ทราบว่าเป็นบ้านเช่าหรือไม่
พยานรับว่า การไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กนั้นสามารถดูย้อนหลังและดาวน์โหลดมาเป็นพยานหลักฐานได้ แต่พยานไม่ได้ดาวน์โหลดวิดีโอบันทึกไลฟ์สดของเพจเอาไว้
.
พ.ต.ต.ปิยวัฒน์ ปรัญญา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวน ประจำอยู่ที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีนี้ พยานทำหน้าที่เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวน
พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานสอบสวน ประจำอยู่ที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี (บก.ปอท.) ตั้งแต่ปี 2561-2568 โดยพยานจะทำหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ และรวบรวบพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดี
เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2564 นพดล พรหมภาสิต เดินทางมาเข้าพบพยานและแจ้งความร้องทุกข์ว่าได้ตรวจพบเจอเฟซบุ๊กเพจ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’โพสต์ข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดจำนวนทั้งหมด 2 โพสต์
ต่อมา ในช่วงเดือนตุลาคม นพดลก็ได้เข้ามาพบพยานอีกครั้ง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเพจดังกล่าวได้โพสต์ข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดเพิ่มเติม โดยครั้งนี้นพดลได้กล่าวหาผู้ที่เป็นเจ้าของเพจเอาไว้ด้วย
พยานได้สอบปากคำนพดลเอาไว้ในฐานะผู้กล่าวหา ก่อนจะเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน และขอให้สอบสวนในคดีนี้ด้วย เนื่องจากภายหลังมีการแจ้งความร้องทุกข์และได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง จากนั้นพยานจึงได้แจ้งฝ่ายสืบสวนให้เข้าสืบสวนเพื่อตรวจสอบการกระทำความผิด ก่อนจัดทำสำนวนการสืบสวน
ในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนมีพยานทำหน้าที่เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวน และเป็นผู้ช่วยเลขานุการรองสารวัตรสอบสวน กองกำกับการ 1 โดยพยานได้สอบปากคำพยาน และตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วพบว่าเพจดังกล่าวเคยมีการรับคำร้องทุกข์เอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ ทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงได้เสนอให้นำสำนวนการสอบสวน หมายเลขคดีร้องทุกข์ที่ 83/2564 มาใช้กับคดีนี้ด้วย
สำหรับคดีที่ 83/2564 มี พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ จงเจริญ เป็นผู้ดำเนินการสืบสวน และเป็นผู้ตรวจสอบ IP address ของผู้ใช้งานเพจ ได้ความว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของ IP address คือ ปนัสยา จำเลยที่ 1 ของคดีนี้ ส่วนอีกคนจากการตรวจสอบ IP address พบว่าลงทะเบียนไว้ในชื่อมารดาของ นิราภร จำเลยที่ 2 ของคดีนี้
ในส่วนของ พ.ต.ท.อิสรพงศ์ จะเป็นพนักงานสืบสวนในคดีนี้ รวมถึงคดีที่ 83/2564 ด้วย ซึ่งการสืบสวนได้อ้างอิงรายงานของ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ และจากการสืบสวนเพิ่มเติมพบการไลฟ์สดเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ซึ่งพิธีกรได้มีการสัมภาษณ์ปนัสยา และเฟซบุ๊กส่วนตัวของปนัสยาก็ได้แชร์โพสต์จากเพจดังกล่าวมาโดยตลอด
ขณะที่เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ กำลังไลฟ์สดอยู่ได้มีการตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือของจำเลยที่ 2 ผ่านเงาสะท้อนของกระจก และในเวลาเดียวกันนั้นจากการไลฟ์สดในเพจของเพนกวิน ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถ่ายทอดสดเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ อยู่จริง นอกจากนี้จากการเปรียบเทียบภาพกล้องวงจรปิดของทาง สภ.คลองห้า พบว่าผู้ที่ไลฟ์สดเพจก็คือ จำเลยที่ 2
หลังจากนั้นยังตรวจสอบพบว่าเพจดังกล่าวได้โพสต์รับเงินจากบุคคลทั่วไปด้วย โดยมีเลขที่บัญชีของจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่บนเพจ จากหลักฐานที่ได้มาทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกับเพจ ในฐานะเป็นผู้ดูแลและผู้ใช้งานเพจ
พยานเป็นผู้สอบคำให้การ พ.ต.ต.เปตอง ด่านปรีดา ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมตรวจค้นบ้านพัก และเข้าจับกุมผู้ต้องหา โดยในระหว่างที่ตรวจค้นบ้านพักนั้นมีการถ่ายวิดีโอเอาไว้ขณะที่เพจกำลังไลฟ์สดอยู่ด้วย และมุมกล้องที่ตำรวจบันทึกภาพมาได้พบโทรศัพท์มือถือของจำเลยที่ 2 เป็นเครื่องเดียวกันกับที่ไลฟ์สด
ขณะเข้าตรวจค้นบ้านพัก เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ได้จำนวน 5 เครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีกจำนวน 1 เครื่อง เมื่อยึดได้ก็นำส่งตรวจพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งจากผลการตรวจพิสูจน์พบว่าของกลาง รายการที่ 1 และรายการที่ 3 มีประวัติการเข้าถึงเพจจริง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเข้าถึงในฐานะใด
ส่วนของกลาง รายการที่ 2 และรายการที่ 6 ตรวจสอบแล้วไม่พบประวัติการเข้าถึงเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ แต่ในส่วนของ ของกลาง รายการที่ 5 ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือนั้นสามารถตรวจสอบพบประวัติการเข้าถึงเพจได้ว่าเป็นการเข้าถึงในฐานะผู้ดูแลเพจหรือแอดมิน อย่างไรก็ดี จากรายงานการตรวจสอบอุปกรณ์แต่ละชิ้นนั้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นเจ้าของ แต่พบว่าอยู่ในบ้านที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น ซึ่งภายในบ้านมีจำเลยที่สองคนอยู่ด้วย
พยานเบิกความว่า ร.ต.อ.พงศ์ปิติ ตรีนิคม พนักงานสืบสวนในคดีที่ 83/2564 ได้เข้าให้การว่า คดีดังกล่าวได้มีการจับกุมผู้ต้องหา ตรวจค้น และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปทำสำนวนการสืบสวนแล้ว ส่วนพยานหลักฐานเกี่ยวกับการระบุตัวตนบุคคลได้อ้างอิงจากรายงานการสืบสวนของ พ.ต.ท.อิสรพงศ์, พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ และพ.ต.ต.เปตอง ด้วย ซึ่งจากพยานหลักฐานทั้งหมดนี้พยานเชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดูแลเพจ
นอกจากนี้ ร.ต.อ.พงศ์ปิติ ยังเป็นผู้สอบปากคำมารดาของจำเลยที่ 2 ด้วย โดยมารดาของจำเลยที่ 2 ได้ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์มือถือที่เปิดใช้งานให้กับจำเลยที่ 2 จริง ซึ่งเบอร์ดังกล่าวก็เป็นเบอร์ที่ตรวจสอบพบ IP address เข้าใช้งานเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ
ต่อมา ร.ต.อ.พงศ์ปิติ ก็ได้ส่งมอบสำเนาเอกสารของคดีที่ 83/2564 ทั้งหมดมาให้พยาน รวมถึงส่งมอบคำให้การของ พ.ต.ท.อิสรพงศ์, พ.ต.ท.ชัยวัฒน์, พ.ต.ต เปตอง และตำรวจนายอื่น ๆ มาให้พยานด้วย หลังรวบรวมพยานหลักฐานได้แล้ว ต่อมาจึงได้จัดประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ก่อนที่ทางคณะจะมีมติให้ออกหมายเรียกจำเลยทั้งสอง
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2564 จำเลยที่ 1 ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีให้พยานทราบแล้ว โดยจำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมแจ้งว่าไม่ใช่ผู้โพสต์ข้อความ และไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2564 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนก็ได้มีความเห็นร่วมกันว่า โพสต์เฟซบุ๊ก ทั้ง 3 โพสต์ เข้าข่ายเป็นความผิด จึงสรุปสำนวนสั่งฟ้องส่งให้พนักงานอัยการต่อไป
ตอบที่ทนายจำเลยถามค้าน
พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ ได้มอบเอกสารการนำสืบให้กับคดีที่ 83/2564 ไป และพยานก็ได้ขอเอกสารของคดีดังกล่าวจาก ร.ต.อ.พงศ์ปิติ อีกทีหนึ่ง พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ ไม่ได้มอบเอกสารให้กับพยานโดยตรง และจากรายงานการสืบสวนของ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ ได้บรรยายไว้แค่เพียงผลการตรวจสอบ IP address เท่านั้น แต่ในส่วนของขั้นตอนหรือกระบวนการได้มาจะไม่ได้ระบุเอาไว้
พยานรับว่า ในรายงานการสืบสวนที่ พ.ต.ท.ชัยวัฒน์ บรรยายไว้ว่าได้ส่งหนังสือสอบถามข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ไปให้กับบริษัท dtac และได้รับหนังสือตอบกลับมาแล้ว แต่หลักฐานการสอบถามดังกล่าวไม่ได้มีปรากฏอยู่ในรายงานการสืบสวน อีกทั้งยังไม่ปรากฏเลขหนังสือและผู้จัดทำหนังสือด้วย เนื่องจากทางบริษัท dtac ส่งกลับมาในรูปแบบของโปรแกรม Excel ไม่ใช่หนังสือ
พยานรับว่า ตามรายงานการสืบสวนที่มีการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไลฟ์สดเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ทาง พ.ต.ท ชัยวัฒน์ นำเพียงหลักฐานเป็นภาพนิ่งมามอบให้ ซึ่งพยานก็ได้ดูแค่ภาพนิ่งดังกล่าว ไม่ได้ไปตามดูคลิปในเพจแต่อย่างใด
หากต้องการทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตในช่วงเวลาใดบ้าง ก็สามารถนำเบอร์โทรศัพท์มือถือนั้นไปตรวจสอบกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ อย่างไรก็ดีการตรวจสอบเช่นว่านี้ จะไม่สามารถทราบได้ว่ามีการใช้งานอินเทอร์เน็ตทำอะไร หรือ เข้าถึงข้อมูลใด เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้โทรศัพท์มือถือของเรายังเชื่อมอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา เราจึงมีความจำเป็นต้องมีข้อมูลปลายทางก่อน เป็นสาเหตุให้ต้องส่งลิงก์ไปที่เพจเพื่อให้ได้ IP address กลับมานั่นเอง
ผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง ผู้จัดทำรายงานได้ส่งมอบไฟล์ข้อมูลมาให้พยานเป็นแผ่นซีดี ซึ่งแผ่นซีดีดังกล่าวมาจากการสำเนาข้อมูลคดีที่ 83/2564 อย่างไรก็ดีพยานยังไม่ได้มีโอกาสตรวจสอบไฟล์ดังกล่าว เนื่องจากแค่เพียงรายงานการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งของกลางที่ตรวจยึดมาได้ก็ยังไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นเจ้าของ
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
หากนำแค่เบอร์โทรศัพท์มือถือไปตรวจสอบกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะได้คำตอบแค่ว่ามีการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือไม่ แต่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเข้าถึงข้อมูลอะไร ผู้ให้บริการไม่สามารถให้คำตอบได้ โดยเขาจะดูแค่ว่าเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวนี้ใช้ IP address อะไร และใช้งานเมื่อไหร่ แต่ผู้ใช้งานเว็บไซต์เท่านั้นที่เป็นผู้เก็บ และตรวจดู IP address ได้
ข้อมูลที่จำเป็นต้องมีหากต้องการจะตรวจสอบหรือขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ได้แก่ IP address, วัน เวลาระดับวินาที และเว็บไซต์
สาเหตุที่พยานไม่ได้ตรวจสอบโพสต์เฟซบุ๊กทั้ง 3 โพสต์ เนื่องจากมีข้อจำกัด โดยต้องได้รับความร่วมมือจากบริษัท เมตา (META) หรือ เฟซบุ๊ก ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขที่จะทำให้ขอข้อมูลได้ โดยกรณีที่จะเข้าเงื่อนไขคือ ต้องผิดตามระเบียบของเฟซบุ๊ก หรือ ผิดกฎหมายสากล เช่น เรื่องสื่อลามกเด็ก เป็นต้น
.
.
สืบพยานจำเลย
จำเลยยืนยัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโพสต์ข้อความทั้ง 3 และไม่ได้เป็นเจ้าของเพจ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’
“บี๋” นิราภร อ่อนขาว จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อช่วงปี 2563-2564 พยานกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยพยานมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ เนื่องจากพยานได้มีโอกาสเห็นโพสต์เชิญชวนให้ไปร่วมชุมนุม จึงตัดสินใจไปร่วมชุมนุมบ้าง
กลุ่มดังกล่าวเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประชาธิปไตย และมีข้อเรียกร้องอยู่ทั้งสิ้น 3 ข้อ ได้แก่ 1. ขับไล่พลเอกประยุทธ์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2. เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และ 3. เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ในกลุ่มคนที่มารวมตัวกันส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา ซึ่งรวมตัวกันแบบหลวม ๆ เหมือนเพื่อนชวนเพื่อน ดังนั้น จำนวนสมาชิกจะมีมากหรือน้อยเพียงใดพยานไม่อาจทราบได้ หากใครว่างก็จะไปเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จะคอยประชาสัมพันธ์และชักชวนคนทั่วไปให้มาเข้าร่วมการชุมนุม
พยานไม่ได้เป็นแอดมินเพจ และโพสต์เฟซบุ๊ก 3 โพสต์ตามที่โจทก์ฟ้องมาพยานก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้พยานก็ไม่ได้เป็นผู้กดเข้าไปอ่านลิงก์ข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งเข้าไปในเพจผ่านแอปพลิเคชั่น Messenger เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2564 ด้วย แต่ในส่วนของหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ปรากฏตามรายงานการสืบสวนพยานยอมรับว่าเป็นของพยานจริง
จากรายงานการสืบสวนที่เจ้าหน้าตำรวจได้ถ่ายวิดีโอขณะที่ทางเพจกำลังไลฟ์สด เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2564 บุคคลในวงกลมสีแดงไม่ใช่พยาน พยานไม่ได้เป็นผู้ไลฟ์สดเพจดังกล่าว นอกจากนี้พยานยังไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฏตามรายงานการสืบสวนด้วย
ส่วนภาพที่มีลักษณะเหมือนโปสเตอร์เชิญชวนคนมาร่วมกิจกรรม ที่ปรากฏเลขบัญชีธนาคารชื่อ นิราภร อ่อนขาว พยานรับว่าเคยเปิดบัญชีจริง แต่ตอนนั้นเพื่อนของพยานแจ้งว่าให้หาคนที่ว่างอยู่เป็นผู้ไปเปิดบัญชี และเนื่องจากพยานว่างอยู่พอดี พยานจึงได้เดินทางไปเปิดบัญชีเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการชุมนุม ทั้งนี้ พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่าเปิดบัญชีไว้ในช่วงเวลาใด แต่น่าจะเป็นช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2563
จากรายงานการตรวจค้นบ้านพักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาพที่มีผู้หญิงยืนถือโทรศัพท์มือถืออยู่คือพยานเอง โดยพยานได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจริง แต่ไม่ได้มีการไลฟ์สด พยานเพียงแค่นำโทรศัพท์มาถ่ายภาพเหตุการณ์ขณะที่ตำรวจเข้ามาค้นบ้าน และนำมาบันทึกภาพหมายค้นเอาไว้เท่านั้น
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงบ้านพักในเวลาประมาณ 7 โมงเช้า โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านที่เอาไว้ใช้รวมตัวสังสรรค์ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน จึงเป็นเหตุให้มีคนอาศัยอยู่ในบ้านเยอะ มีคนเข้าออกอยู่ตลอด ไม่สามารถนับจำนวนคนได้
พยานเบิกความว่า พยานถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในเวลาประมาณ 8 โมง ก่อนจะถูกควบคุมตัวไปที่ บก.ปอท. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อทำบันทึกการจับกุม ทั้งนี้ ระหว่างที่พยานถูกควบคุมตัวไว้ พยานไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องมือสื่อสาร และก็ไม่มีเครื่องมือสื่อสารติดตัวมาด้วย
พนักงานสอบสวนได้ขอฝากขังพยานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ขณะพยานยังคงอยู่ที่ บก.ปอท. ก่อนศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวพยานในเวลา 18.30 น. ภายหลังได้รับการปล่อยตัวพยานก็ได้พบเห็นข่าวถูกจับของตนเองถูกโพสต์ลงบนเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ โดยโพสต์ตั้งแต่เวลา 10.25 น. ของวันที่ 17 ก.ย. 2564
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
พยานทราบว่า กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมีการจัดทำเพจเฟซบุ๊กขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วโพสต์ที่ลงในเพจมักจะเกี่ยวข้องกับการไปชุมนุม
หมายเลขโทรศัพท์ที่พยานรับว่าเป็นของพยานเองนั้น พยานใช้มาตั้งแต่ช่วงที่กำลังอยู่ชั้นมัธยมศึกษาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ตามฟ้อง
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจค้นบ้านอยู่นั้น พยานไม่ทราบว่าเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จะมีการไลฟ์สดอยู่ เนื่องจากตอนนั้นพยานกำลังวุ่นวายอยู่กับเหตุการณ์ตรวจค้นบ้าน
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ เข้าเบิกความ อธิบายความแตกต่างระหว่าง ‘เฟซบุ๊กโปรไฟล์’ กับ ‘เฟซบุ๊กเพจ’
พัชรพล สู่สุข ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นพนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับอาวุโสของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเข้าเบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่างเฟซบุ๊กโปรไฟล์กับเฟซบุ๊กเพจ
พยานเบิกความว่า เฟซบุ๊กโปรไฟล์จะเป็นของส่วนบุคคล สามารถเข้าใช้งานได้เพียงแค่คนเดียว ส่วนเฟซบุ๊กเพจเป็นเพจสาธารณะสามารถมีผู้ดูแลได้มากกว่า 1 คน โดยผู้ดูแลเวลาจะเข้าไปจัดการเฟซบุ๊กเพจต้องมีบัญชีผู้ดูแลของเฟซบุ๊กก่อน กล่าวคือ จะต้องมีเฟซบุ๊กโปรไฟล์ก่อนแล้วจึงจะเข้าใช้งานเฟซบุ๊กเพจได้
ทั้งนี้ บัญชีผู้ดูแลเฟซบุ๊กเพจสามารถมีได้หลายบัญชี โดยสามารถเพิ่ม ลด และแก้ไขบัญชีแอดมินเพจได้อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากแอดมินแล้วภายในเพจก็ยังมีได้อีกหลายตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งผู้จัดการชุมชน และตำแหน่งผู้แก้ไข (editor) เป็นต้น แต่ผู้ที่จะเข้าไปแก้ไขนำแอดมินเข้าหรือออกมีได้แค่ตำแหน่งแอดมินเพียงตำแหน่งเดียวเป็นตำแหน่งสูงสุดแล้ว
ปกติแล้วตำแหน่งแอดมินเพจจะสามารถจัดการได้ทุกตำแหน่ง รวมถึงเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลของเพจได้ทั้งหมดด้วย แต่นอกเหนือจากแอดมินแล้วตำแหน่งอื่นที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเป็นผู้โพสต์ในเพจได้ก็อย่างเช่น ตำแหน่งผู้แก้ไข ซึ่งสามารถมีได้ตั้งแต่ 1 บัญชีเป็นต้นไป โดยตำแหน่งดังกล่าวจะมีสิทธิรองลงมาจากแอดมินเพจ กล่าวคือ เป็นสิทธิที่ได้รับมาจากแอดมินอีกทีหนึ่ง
ตอบที่พนักงานอัยการถามค้าน
พยานรับว่า บุคคลในตำแหน่งต่าง ๆ ของเพจเฟซบุ๊กก็คือ บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจทั้งนั้น อย่างไรก็ดีแต่ละตำแหน่งจะมีสิทธิไม่เหมือนกัน โดยบางตำแหน่งอาจทำได้แค่ดู แต่แก้ไขอะไรไม่ได้
เฟซบุ๊กสามารถตั้งค่าเวลาโพสต์ล่วงหน้าได้เพียงอย่างเดียว และในส่วนของเวลาและวันที่โพสต์ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าปริ้นท์ออกมาก็อาจแก้ไขหรือถูกตัดต่อได้
.


