ศาลอาญาลงจำคุก “แบงค์ ณัฐพล” 2 ปี – ส่วน “ต๊ะ คทาธร” 2 ปี 8 เดือน คดี ม.112 กรณีโพสต์ภาพถือกระดาษข้อความหน้ารูป เมื่อปี 2567 ก่อนได้ประกันชั้นอุทธรณ์

วันที่ 4 ก.ย. 2568 เวลา 09.30 น. ศาลอาญานัดหมายฟังคำพิพากษาคดีของ “แบงค์” ณัฐพล (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี และ “ต๊ะ” คทาธร  (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี สองนักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีโพสต์ภาพถือกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อปี 2567

คดีนี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ‘ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน’ (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ที่ สน.สำราญราษฏร์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 โดยมีใจความว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 ผู้กล่าวหาพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์รูปภาพชายใส่เสื้อและกางเกงสีดำ สวมหมวกกันน็อค พร้อมถือกระดาษ 2 แผ่น เขียนข้อความที่ไม่เหมาะสม บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี หน้าวัดสุทัศน์ นอกจากนี้บนโพสต์ดังกล่าวยังได้มีการเขียนข้อความประกอบภาพ ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 ด้วย

การร้องทุกข์กล่าวโทษได้นำไปสู่การขอออกหมายจับอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนของคทาธรได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเองภายหลังจากที่ทราบว่าถูกออกหมายจับ และณัฐพลถูกจับกุมแล้ว

ในชั้นพิจารณาคดี จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 และพระราชินี จำเลยตั้งใจไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และโพสต์แสดงความไม่พอใจรัฐบาลและนายทหารที่สั่งการสลายการชุมนุมในปี 2553 จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเสียชีวิต โดยไม่ได้ตั้งใจถ่ายภาพให้ติดพระบรมฉายาลักษณ์ 

.

ณ ห้องพิจารณาคดี 708 เวลา 09.00 น. ประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งตัวแทนจากภาคประชาสังคมทยอยเดินทางมาเข้าร่วมสังเกตการณ์ และรอฟังผลคำพิพากษาในวันนี้

ต่อมาเวลา 09.10 น. คทาธร จำเลยที่ 2 เดินทางมาถึงห้องพิจารณา ก่อนจะแวะพูดคุยกับประชาชนที่คอยมาร่วมให้กำลังใจที่บริเวณหน้าห้อง        

วันนี้ฝ่ายของพนักงานอัยการเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้สอบถามถึงสาเหตุที่มาพนักงานอัยการได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ไปว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีความสำคัญ เป็นคดีมาตรา 112 จึงต้องมาฟังด้วยตนเอง

เวลาประมาณ 09.19 น. ตำรวจศาลในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินหลายนายเดินเข้ามาภายในห้องพิจารณา ก่อนที่จำเลยที่ 1 หรือ แบงค์ ซึ่งถูกคุมขังในคดีส่วนตัว และได้ถอนประกันตัวเองในคดีนี้ด้วย จะถูกเบิกตัวมาศาล โดยแบงค์สวมใส่ชุดของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนขนาดใหญ่ และมีผู้คุมติดตามมาด้วย 1 คน

ก่อนศาลออกนั่งบัลลังก์ บรรยากาศภายในห้องพิจารณาเริ่มหนาแน่นไปด้วยผู้คน เนื่องจากยังมีนัดคดีอื่น ๆ ที่รอการพิจารณารวมอยู่ด้วย

เวลา 09.42 ศาลออกนั่งบัลลังก์ เริ่มต้นอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ สามารถสรุปสาระสำคัญได้ว่า มีปัญหาที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีพยานเข้าเบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทราบว่าชายสองคนที่ถือกระดาษสองแผ่นถ่ายภาพที่บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังและหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ คือ จำเลยทั้งสอง สอดคล้องกับที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าได้เดินทางไปทำกิจกรรมกันในสถานที่ดังกล่าวจริงเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 

การที่จำเลยที่ 1 ชูกระดาษสองแผ่นมีข้อความว่า ‘ไอชั่ว’ และ ‘ไอเหี้ย’ โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถ่ายภาพให้บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ไม่ใช่การถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือบันทึกความทรงจำตามสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการแสดงออกทางการเมือง การที่จำเลยทั้งสองเลือกถ่ายภาพบริเวณดังกล่าว ย่อมมีเจตนามุ่งหมายเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทั้งทางตรงและเชิงสัญลักษณ์ อีกทั้งข้อความยังถือว่าเป็นข้อความในเชิงลบ ดูถูก ดูหมิ่น ความหมายไม่ดี นอกจากนี้ภายหลังถ่ายภาพเสร็จ  จำเลยยังได้ทำการขยำและขว้างปากระดาษไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ด้วย

เมื่อจำเลยทั้งสองกลับไปที่บ้านย่านรามคำแหง ได้มีการนำภาพถ่ายไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊กมีข้อความประกอบว่า “ไอเหี้ยสั่งฆ่า ไอบ้าสั่งยิง ไอชั่วยืนนิ่ง ทำเป็นไม่เห็นอะไร” โดยจำเลยที่ 1 มีโอกาสเลือกตรวจสอบภาพถ่ายก่อนเผยแพร่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 นำภาพถ่ายไปโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของจำเลย พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

การนำภาพถ่ายและคำบรรยายประกอบภาพไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก ซึ่งตั้งค่าการมองเห็นเป็นสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ย่อมเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร 

ที่จำเลยต่อสู้ว่าข้อความนั้น หมายถึงบุคคลอื่นที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปี 2553 แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายไม่ปรากฏว่าหมายถึงบุคคลอื่น นอกจากนี้กรณีที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเลือกถ่ายภาพบริเวณที่มีแสงสว่าง ไม่ได้ตั้งใจถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ ศาลเห็นว่าข้อกล่าวอ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงพระบรมมหาราชวังและวัดสุทัศน์ ยังมีสถานที่อื่นที่ประดับตกแต่งด้วยไฟอีกหลายแห่ง 

กรณีที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติของบุคคล ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้การตรวจสอบประวัติบุคคลจะสามารถทำได้หลายวิธี แต่การพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นมีความแม่นยำ เมื่อใช้ประกอบกับวิธีอื่นย่อมมีความรอบคอบและรัดกุม ฉะนั้น การไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

พิพากษาว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112, ฐานทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 และฐานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

กรณีเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับฐานความผิดตามมาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เข้ากรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด คือ ความผิดตามมาตรา 112 

ลงโทษจำคุก ณัฐพล (จำเลยที่ 1) เป็นเวลา 3 ปี ส่วนคทาธร (จำเลยที่ 2) ให้เพิ่มโทษจำคุก 1 ใน 3 เนื่องจากจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้อีก ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีก่อนหน้า รวมโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 

สำหรับความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 9 วัน รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คือ 3 ปี 9 วัน ส่วนจำเลยที่ื 2 จำคุก 4 ปี 9 วัน

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จเรียบร้อยคทาธรก็ถูกเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจข้อมือ ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกควบคุมตัวไปยังห้องขังใต้ถุนศาล เพื่อรอฟังผลการยื่นประกันตัวจำเลยระหว่างชั้นอุทธรณ์ต่อไป 

เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสองคน โดยให้วางหลักประกันคนละ 150,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้คทาธรได้รับการปล่อยตัว

(เพิ่มเติมข้อมูล) ต่อมาเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ศาลได้ติดต่อแจ้งนายประกันว่าศาลมีการแก้ไขคำสั่งประกันตัวใหม่ โดยเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 (ณัฐพล) ถูกจำคุกในคดีอื่น กรณีจึงไม่มีเหตุให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นคำสั่งโดยผิดหลง เห็นควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสีย และมีคำสั่งใหม่ ให้ส่งคำร้องขอประกันตัวในส่วนของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา

.

สำหรับ “ต๊ะ” คทาธร เคยถูกคุมขังเป็นระยะเวลา 1 ปี 3 เดือนเศษ ในคดีมีวัตถุระเบิดปิงปองไว้ในความครอบครอง จากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นระหว่างเดินทางไปร่วมงานรำลึก 12 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2565 ที่แยกราชประสงค์ 

รวมเขาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองทั้งหมด 4 คดี โดยล่าสุดได้เข้ามอบตัวที่ สน.บางโพ เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 หลังทราบว่าตนเองมีหมายจับในความผิดฐาน “จุดและปล่อยพลุขึ้นสู่อากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 27/2559 จากการเข้าร่วมกิจกรรม “เปิดสภาตามหานิรโทษกรรม 112”  เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 

ส่วนณัฐพลถูกดำเนินคดีทางการเมืองทั้งหมด 5 คดี โดยเขาถูกคุมขังมาตั้งแต่ในช่วงเดือนมกราคม 2568 ในคดีส่วนตัว และได้ถอนการประกันตัวเองในคดีมาตรา 112 นี้ด้วย 

.

ย้อนอ่านบันทึกสืบพยานคดีนี้ 

เปิดบันทึกการสืบพยานคดี ม.112 ของ “แบงค์ – ต๊ะ” 2 นักกิจกรรม ‘ทะลุแก๊ซ’ กรณีโพสต์ภาพชูกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อปี 67

X