เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้จัดงานเสวนา “ห้อง (พิจารณาคดี) แห่งความลับ กับหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย” ที่ อาคารวิศิษฐ์ประจวบเหมาะ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานเสวนานี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย (right to a public trial) ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม (right to a fair trial)
งานเสวนานี้ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก Ms. Margaret Satterthwaite ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและทนายความ (UN Special Rapporteur on the Independence of Judges and Lawyers) มาร่วมกล่าวปาฐกถาผ่านวิดีโอบันทึก โดยเนื้อหาเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เพื่อแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และแสดงความกังวลในกรณีของนายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ซึ่งถูกดำเนินคดีอาญาจำนวน 14 คดีภายใต้มาตรา 112 และถูกคุมขังอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566
ผู้รายงานพิเศษฯ เปิดปาฐกถาด้วยการเน้นย้ำว่า สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เป็นหลักการพื้นฐานของหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม
Ms. Margaret Satterthwaite ไม่ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ ผู้รายงานพิเศษฯ เคยส่งหนังสือร้องเรียนถึงรัฐไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่
- หนังสือ AL THA 5/2023 ลงวันที่ 24 ส.ค. 2566 สืบเนื่องมาจากกระบวนการตั้งข้อหาเพิกถอนใบอนุญาตทนายความของอานนท์ นำภา และความเป็นอิสระของสภาทนายความ
- หนังสือ AL THA 11/2024 ลงวันที่ 17 ต.ค. 2567 สืบเนื่องมาจากผลกระทบจากกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับของไทยที่มีต่อความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการและหลักการแบ่งแยกอำนาจ
ผู้รายงานพิเศษฯแสดงความกังวลต่อการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมในคดีอานนท์ นำภา
“เป็นที่น่ากังวลว่าในวันที่มีการอ่านคำพิพากษาวันที่ 25 มิ.ย. 2568 มีความพยายามอย่างชัดเจนของศาลอาญาที่จะสั่งให้มีการอ่านคำพิพากษาแบบลับ…เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการบันทึกข้อมูลถึงความพยายามของศาลในการสั่งให้มีการอ่านคำพิพากษาแบบลับในคดีของอานนท์ นำภา”
ผู้รายงานพิเศษฯ กล่าวแสดงความกังวลต่อคดีของ อานนท์ นำภา ข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563 ซึ่งเป็นคดีมาตรา 112 ที่ 9 ของอานนท์ นำภา (จากทั้งหมด 14 คดี) ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ในคดีนี้ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกอานนท์ 4 ปี ภายใต้มาตรา 112 ก่อนลดโทษลงหนึ่งในสาม เหลือ 2 ปี 8 เดือน
ปัจจุบัน อานนท์ รวมโทษจำคุกในทุกคดีทั้งสิ้น 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ แยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จำนวน 10 คดี, คดีข้อหาหลักตามมาตรา 116 จำนวน 1 คดี, คดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี และคดีละเมิดอำนาจศาล 1 คดี โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
ผู้รายงานพิเศษฯ แสดงความกังวลกับเหตุการณ์ที่ศาลอาญาพยายามที่จะสั่งให้มีการอ่านคำพิพากษาแบบลับ ในห้องเวรชี้ 1 ซึ่งห้องดังกล่าวนี้ประชาชนจะไม่สามารถเข้าไปร่วมฟังคำพิพากษาได้ แต่จะอนุญาตเฉพาะทนายจำเลยและญาติบางส่วนเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ โดยระบุสาเหตุทำนองเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย ไม่เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยฯ ภายหลังศาลจึงยอมให้มีการอ่านคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดี 714 ดังเดิม โดยมีเงื่อนไขว่าจะอนุญาตให้มีผู้เข้าฟังการพิจารณาจำนวน 6 คนเท่านั้น ซึ่งจะต้องเป็นญาติหรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับจำเลย คนอื่น ๆ ที่เหลือห้ามเข้าห้องพิจารณา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางออกจากห้องพิจารณาไป แม้จะยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยืนกรานจะร่วมฟังคำพิพากษาด้วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสถานทูตที่มาร่วมสังเกตการณ์คดี
เหตุการณ์นี้นับว่าเป็นครั้งที่สองที่ศาลได้พยายามอ่านคำพิพากษาเป็นการลับในคดีของนายอานนท์ นำภา โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ในคดีละเมิดอำนาจศาลของอานนท์ ผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาในห้องเวรชี้ โดยไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปหรือครอบครัวของอานนท์เข้าฟัง
การกระทำในลักษณะนี้ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งระบุให้การอ่านคำพิพากษาต้องกระทำใน “ศาลโดยเปิดเผย” เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมได้
ความสำคัญของความยุติธรรมที่เปิดเผย
“จากมุมมองในตำแหน่งของผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติฯ ภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมที่ปรากฏต่อสาธารณะ เป็นหลักประกันสำคัญอย่างยิ่งเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของศาล เพราะเปิดโอกาสให้มีการกำกับดูแลการดำเนินงานของศาล ป้องกันการปฏิบัติที่ย่อหย่อนหรือมิชอบ และประกันต่อสาธารณะว่า ความยุติธรรมนั้นไม่เพียงต้องทําให้เกิดขึ้น แต่ต้องทําให้เห็นว่ายุติธรรมด้วย (justice is not only done, but seen to be done)”
ผู้รายงานพิเศษฯ ระบุเพิ่มว่า การพิจารณาคดีโดยเปิดเผยไม่เพียงเป็นหลักประกันด้านความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดีอาญา ให้ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย และอย่างเสมอภาคต่อหน้าศาล หากขาดความเปิดเผย กระบวนการยุติธรรมย่อมเสี่ยงต่อการถูกบิดเบือน เช่น การพิจารณาคดีลับ การควบคุมตัวโดยพลการ และการปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงศาล ซึ่งล้วนเป็นการละเมิดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง
ในขณะเดียวกัน ความเปิดเผยในการพิจารณาคดียังช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจของสาธารณชนต่อกระบวนการยุติธรรม และทำให้ศาลถูกมองว่าเป็นกลาง เป็นอิสระ และอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
กรณีของนายอานนท์ นำภา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายประการ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของความห่วงกังวลหลักภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้รายงานพิเศษฯ ได้แก่
- ความเป็นอิสระของวิชาชีพทนายความ: รัฐมีหน้าที่ต้องรับประกันให้ทนายความสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพได้โดยปราศจากการข่มขู่ ขัดขวาง คุกคาม หรือแทรกแซงโดยมิชอบ และไม่ควรเหมารวมว่าทนายความเห็นด้วยกับความเชื่อหรืออุดมการณ์ของลูกความเพียงเพราะเขาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของลูกความ
- เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: ทนายความมีสิทธิในการแสดงความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป รวมถึงการมีส่วนร่วมในเวทีสาธารณะเพื่ออภิปรายเรื่องกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และการบริหารงานยุติธรรม แม้เนื้อหาจะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวหรือสร้างความไม่สบายใจแก่บางฝ่าย
- สิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม: ซึ่งรวมถึงการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ความเสมอภาคต่อหน้าศาล และสิทธิในการเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกโดยปราศจากข้อจำกัด
การพิจารณาคดีลับสามารถทำได้ในบางกรณีที่มีเงื่อนไขเข้มงวด แต่ควรเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ
“แม้ตามกฎหมายระหว่างประเทศจะอนุญาตให้มีการพิจารณาลับได้ ตามข้อยกเว้นที่นิยามไว้อย่างแคบ ตัวอย่างเช่น เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศ หรือคดีความมั่นคงของรัฐ แต่ข้อจำกัดเช่นนี้ต้องกระทำโดยเป็นข้อยกเว้น ต้องมีกฎหมายมารองรับและต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด สมมติฐานโดยทั่วไปจึงต้องมุ่งสนับสนุนให้เกิดความเปิดเผยในการพิจารณาคดี”
ความเห็นของผู้รายงานพิเศษฯ มีความสำคัญต่อไทยอย่างไร?
ในสถานการณ์ที่เราพบว่าสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย กำลังเผชิญกับความท้าทายและถูกบั่นทอนอย่างชัดเจน หลังจากที่ศาลอาญามีคำสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีตามรายงานกระบวนพิจารณา และมีแนวโน้มว่าคดีที่ศาลสั่งในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง
ถ้อยแถลงของผู้รายงานพิเศษฯ จึงทวีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะเสียงสะท้อนจากกลไกอิสระระหว่างประเทศที่ตรวจสอบและรายงานตรงต่อสหประชาชาติ และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก
คำเตือนของเธอจึงไม่ใช่แค่ความเห็นทางหลักการ แต่คือการชี้ให้เห็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตาประชาคมโลก หากสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ยังไม่ได้รับการรับประกันอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะหัวใจของความยุติธรรม ไม่ใช่แค่ต้องเกิดขึ้น แต่ต้องเป็นที่ประจักษ์ว่ายุติธรรมจริง ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่ “เป็นกลาง เปิดเผย และตรวจสอบได้” ทั้งในทางกฎหมายและในความรู้สึกของสังคม
ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) รัฐไทยมีหน้าที่ ในการ “ส่งเสริมการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ และติดตามเป้าหมายและคำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการประชุมและการประชุมสุดยอดขององค์การสหประชาชาติ” และ “ยึดถือมาตรฐานสูงสุดในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน”
นอกจากนี้ก่อนการรับเลือกตั้ง ประเทศไทยได้ส่งคำมั่นสัญญาหลายประการ ซึ่งประกอบด้วยคำมั่นสัญญาในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ
หนึ่งในคำมั่นสัญญานี้คือ การที่ประเทศไทยจะ “สนับสนุนการทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ และกลไกสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ขององค์การสหประชาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยไม่เลือกปฏิบัติ”
