ครบครึ่งทศวรรษ ชุมนุม #เยาวชนปลดแอก หนึ่งในจุดเริ่มต้น ‘คณะราษฎร 2563’ การผลักดันนิรโทษกรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ยังต้องดำเนินต่อไป

วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (18 ก.ค. 2563) เยาวชนปลดแอก (FreeYOUTH) นัดหมายชุมนุม #เยาวชนปลดแอก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จนนับว่าเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ครั้งแรก ๆ หลังการรัฐประหาร ปี 2557 

การชุมนุมดังกล่าว เริ่มมีการประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง คือ เรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ในขณะนั้นยุบสภา, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดคุกคามประชาชน ข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ได้รับการขานรับจากประชาชน จนกระทั่งเกิดการชุมนุมขนานใหญ่ในแทบทุกจังหวัดตามมา เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่ติดตามมาอีกนับร้อยครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และปี 2564 รวมทั้งนำไปสู่การยกระดับข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในเวลาต่อมา

แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบถึงความพยายามปิดกั้นของเจ้าหน้าที่ด้วยมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มชุมนุม อาทิ การนำต้นไม้มาตกแต่งฐานอนุสาวรีย์ช่วงก่อนเริ่มชุมนุม และมีรั้วเหล็กล้อมอนุสาวรีย์ไว้ การถ่ายภาพผู้จัดและทะเบียนรถ อีกทั้งพบว่าในช่วงต้นของการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามบีบพื้นที่เพื่อให้ยุติการชุมนุม อีกทั้งยังพบว่ามีตำรวจอ่านประกาศหข้อห้ามชุมนุมที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายที่มีโทษอาญาอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การชุมนุมยังสามารถดำเนินต่อไปได้จนเสร็จสิ้น 

มาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 และการออกข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ถูกนำมาใช้กล่าวหาดำเนินคดีต่อการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดควบคุมการชุมนุมของรัฐบาลในยุคการชุมนุมช่วงปี 2563-2565 

.

หลังการชุมนุมประมาณหนึ่งเดือนเศษ ผู้ปราศรัย ตลอดผู้เข้าร่วมชุมนุมบางส่วน รวมทั้งสิ้น 30 คนถูกดำเนินคดีทั้งการจับกุมและการออกหมายเรียกจากเหตุการณ์ชุมนุมนี้ โดยถูกแบ่งออกเป็นสองคดี ดังนี้

คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 15 คน ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์, ภาณุพงศ์ จาดนอก, อานนท์ นำภา, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, กรกช แสงเย็นพันธ์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, บารมี ชัยรัตน์, เดชาธร บำรุงเมือง, ธานี สะสม, ธนายุทธ ณ อยุธยา, ทศพร สินสมบุญ, เนตรนภา อำนาจส่งเสริม, “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี, “เจมส์” ภานุมาศ สิงห์พรม และ ณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์

ทั้งหมดถูกออกหมายจับและจับกุมในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. 2563 ตามข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, “มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเป็นแกนนำ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาว่าจำเลย 12 คน ที่ถูกสั่งฟ้องว่ามีความผิดตามมาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก รวมจำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี 

ปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์

  • คดีที่สอง : นักกิจกรรม – ประชาชนถูกออกหมายเรียก ตามข้อหาหลัก “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ”

คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 15 คน ได้แก่ ทักษกร มุสิกรักษ์, ปรัชญา สุรกำจรโรจน์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, กฤษณะ ไก่แก้ว, ยามารุดดิน ทรงศิริ, พิมพ์สิริ เพ็ชรน้ำรอบ, สิรินทร์ มุ่งเจริญ, ณัฐพงษ์ ภูแก้ว, ธนชัย เอื้อฤาชา, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, จิรฐิตา ธรรมรักษ์, ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ, จักรธร ดาวแย้ม และ ลัลนา สุริโย

ทั้ง 15 คนถูกสั่งฟ้องใน 5 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ 

ต่อมาศาลแขวงดุสิตพิพากษายกฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และอื่น ๆ อีกสามข้อหา แต่ลงโทษปรับในข้อหา พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ คนละ 200 บาท ปัจจุบันคดีสิ้นสุดลงแล้ว

.

การดำเนินคดีต่อประชาชนนับตั้งแต่การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเป็น 5 ปีเต็มแล้ว จำเลยบางคนยังคงต่อสู้คดีความอยู่ในชั้นศาล บางคนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยโทษในคดีทางการเมือง หรือแม้กระทั่งบางคนที่ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไป 

วังวนความขัดแย้งและคดีความเหล่านี้จะยังคงอยู่เรื่อยไปอีกหลายต่อหลายปี ถ้าหากฝ่ายการเมืองยังไม่มีกฎหมาย “นิรโทษกรรมประชาชน” ที่รวมทุกข้อกล่าวหา เพื่อจัดการความขัดแย้งทางการเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
.

ฐานข้อมูลคดีนี้  ชุมนุม #เยาวชนปลดแอก

ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุม การชุมนุมของเยาวชนปลดแอก, จาก “ราชดำเนินเป็นของเราแล้ว” ถึงนาทียุติการชุมนุม “เพื่อความปลอดภัย” ของเยาวชนปลดแอก

X