บันทึกเยี่ยม 4 ผู้ต้องขัง: คาดหวังการประกันตัวและเป็นห่วงครอบครัวที่อยู่ไกล

ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย. 2566 ทนายความได้เดินทางเข้าเยี่ยม 4 ผู้ต้องขัง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม ประกอบด้วย ‘ต้อม’ จตุพล และ ‘อาร์ม’ วัชรพล ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาร่วมเผารถยนต์ตำรวจ สน.ดินแดง หลังเหตุการณ์ชุมนุม #ราษฎรเดินไล่ตู่ หรือ #ม็อบ11มิถุนา2565 

นอกจากนี้ยังเข้าเยี่ยม ‘ไพฑูรย์-สุขสันต์’ ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 33 ปี 12 เดือน และ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ตามลำดับ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บจาก #ม็อบ11กันยา2564 โดยทั้งคู่ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากมีอัตราโทษสูง 

ทั้ง 4 คน ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

‘ต้อม’ จตุพล: เป็นห่วงครอบครัวที่อยู่ไกล

วันนี้ต้อมนั่งรอเยี่ยมต่อจากอาร์ม ท่าทางดูนิ่ง ๆ เงียบ ๆ กว่าครั้งก่อน พอเข้ามานั่งคุยกันวันนี้ต้อมพูดเสียงเบา และเข้ามาถามถึงเรื่องคดี และแนวทางการประกันตัวต่อไป

ต้อมบอกว่าอยากรู้เรื่องสถานการณ์ทางการเมือง เมื่ออัปเดตคร่าว ๆ ให้ฟัง ต้อมตกใจนิดหน่อยเรื่องที่พิธาลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล และขอให้ช่วยอัปเดตเรื่องข้างนอกให้คนข้างในทราบอีกเรื่อย ๆ 

สำหรับเรื่องสุขภาพ เขาบอกว่าช่วงนี้เจ็บคอนิดหน่อยเพราะอากาศเปลี่ยน และปวดหัว เครียด คิดอะไรไม่ค่อยออก 

“กังวลเรื่องยายด้วย แกแก่แล้ว เป็นห่วง ปกติจะโทรคุยกันตลอด ยายอยู่กับน้า แต่น้าก็ไม่ได้ส่งจดหมายมา แกทำไม่เป็น ไม่ได้มาเยี่ยมด้วยเพราะอยู่ไกล”

‘อาร์ม’ วัชรพล: หวังการประกันตัว หากยังสู้คดีอยู่ข้างในก็จะไม่ได้อภัยโทษ

อาร์มยืนรอด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ดูสดใสเป็นพิเศษ เขายืนรออยู่ในห้องเยี่ยมแบบกระจก โดยมีต้อมนั่งอยู่ข้าง ๆ ที่ม้านั่งติดกำแพงห้อง 

อาร์มบอกว่า เมื่อวานพ่อมาเยี่ยม เขาได้บอกพ่อไปแล้วว่าถ้ายื่นประกันตัว ก็อาจจะเอาที่ดินมาค้ำประกันได้ คิดว่าถ้ายื่นที่ดินด้วยก็อาจเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น อาจได้ประกัน

“พอต้องสู้คดีอยู่ข้างใน เวลาที่ผู้ต้องขังได้รับอภัยโทษกัน เราก็จะไม่ได้อภัยโทษ เพราะยังสู้คดีอยู่”

อาร์มเล่าว่ามีคนมาขอเพิ่มชื่อเข้าเยี่ยมหลายคน โดยตนก็เซ็นอนุญาตไปก่อน เขายังฝากบอกพ่อเรื่องการที่มีญาติมาขอเยี่ยมว่า หากมาลงชื่อหน้าเรือนจำเลยจะเร็วกว่าการให้ผู้ต้องขังเพิ่มชื่อเองด้านใน โดยกว่าชื่อจะขึ้นในระบบก็จะล่วงเลยไปถึงกลางเดือน ต.ค.

สำหรับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ อาร์มบอกว่าช่วงนี้หนาว 

“ฝนตก หนาวตอนดึก ๆ กลางวันก็ร้อนมาก อากาศเปลี่ยน มีจาม มีน้ำมูกบ้าง ผมแพ้อากาศ กับมีสิวเริ่มขึ้นบ้างแล้ว น่าจะแพ้น้ำด้วย น้ำหนักลดลงมา 3 กิโล แต่ยังรู้สึกว่าสุขภาพดีนะ อาจเพราะออกกำลังกายด้วย ลดบ้างก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้หนัก 60 กว่า ทั้งที่แต่ก่อนหนักประมาณ 54 มาตลอด”

อาร์มบอกว่าเขาได้ดูวันพีชภาคคนแสดง โดยทีวีได้เปิดเรื่องนี้เหมือนกันทุกห้อง ฉายทุกแดน แต่ได้ดูไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่ “บางทียังไม่จบตอนเลย ก็เปลี่ยนแล้ว”

นอกจากนั้นเขายังเล่าถึงกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ “ปกติทุกวันเวลาอยู่บนห้องก็ 18.00 น. เขาจะสวดมนต์ เคารพธงชาติ อยู่ในห้อง แต่พวกผมไม่ทำก็ไม่มีใครว่าอะไร หลังจากนั้นก็จะเป็นทีวี ส่วนใหญ่เป็นรายการเพลง ก็จะเปิดจนถึง 21.30 น. แล้วค่อยปิด”

ไพฑูรย์: ผมฝันว่าได้ประกันตัว

ปัจจุบัน ไพฑูรย์และสุขสันต์อยู่แดน 6 ในเรือนจำกลางคลองเปรมด้วยกัน แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าอีกประมาณ 1 เดือนจะจับแยกแดน เพราะคดีเดียวกันจะไม่ให้อยู่ด้วยกัน

ไพฑูรย์บอกว่าทั้งร่างกายและจิตใจตอนนี้ยังโอเคอยู่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกตัดสินโทษหนักขนาดนี้ เขาสอบถามเรื่องผลประกันตัว แต่ผลการยื่นประกันตัวครั้งแรกที่เพิ่งออกมาในวันที่ 20 ก.ย. ศาลอุทธรณ์ได้ ‘ยกคำร้อง’ โดยเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

ไพฑูรย์เล่าให้ฟังว่าเขามีแฟน แต่ตั้งแต่มีคำตัดสิน ยังไม่มีใครมาเยี่ยมเขา โดยเขาอยากให้แฟนเขียนจดหมายมาหา เขาเล่าว่าก่อนจะมาฟังคำพิพากษา แฟนยังเชื่อมั่นและบอกไพฑูรย์เสมอว่า ‘ไม่ติดคุกหรอก’

ก่อนมาอยู่เรือนจำ ไพฑูรย์อยู่กับน้าที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยปัจจุบันพ่อแม่เสียหมดแล้วและมีภาระหนี้สินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ เขาได้ใช้หนี้ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่หมด และไม่แน่ใจว่าตอนนี้เหลือเท่าไหร่แล้ว

ไพฑูรย์เล่าว่ารอบก่อนที่มาอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็มีของใช้ส่งเข้ามาให้ ซึ่งไพฑูรย์ก็ไม่รู้ว่าใครส่งมา แต่เห็นผู้ต้องขังทางการเมืองได้ทุกคน

เขาเล่าว่าเนื่องจากในเรือนจำจะมีระบบบ้าน เช่น ถ้ามาจากนนทบุรีด้วยกันก็จะจับกลุ่มกัน ให้ความช่วยเหลือ แบ่งปันของใช้ ซึ่งตอนนี้ทั้งไพฑูรย์และสุขสันต์ก็อยู่กับรุ่นพี่กลุ่มนนทบุรี

ไพฑูรย์ยังเล่าทิ้งท้ายว่า “ผมฝันด้วยครับ ฝันว่าอาบน้ำแต่งตัวเตรียมรอคนมาบอกว่าได้ประกันตัวแล้ว”

สุขสันต์: อยากได้รับจดหมายจากญาติและแฟน

สุขสันต์เล่าให้ฟังว่า มาอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ 1 คืน ก็ถูกย้ายมาอยู่เรือนจำคลองเปรม เพราะโทษสูง ตอนย้ายมาต้องโดนกักตัวเพื่อกักกันโรค 5 วัน โดยห้องขังที่กักโรคเป็นห้องขังเล็ก ๆ นอนเบียดกัน 3 คน โดยต้องอยู่ในนั้นตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 5 วัน เจ้าหน้าที่นำข้าวมาให้ แต่น้ำต้องกินจากก๊อกน้ำที่มีในห้องขังนั้น

เขาเล่าว่าเป็นเพื่อนกับไพฑูรย์มาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยกัน บ้านใกล้กัน เข้ามาทำงานอยู่คลังสินค้าแห่งหนึ่งด้วยกันที่ จ.นนทบุรี จนพอมีคดี ก็เลยกลับไปอยู่บ้านที่เพชรบูรณ์ โดยพ่อแม่ของสุขสันต์ก็เสียแล้วเหมือนกับไพฑูรย์ แต่สุขสันต์อาศัยอยู่กับป้า เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนมาเยี่ยมเหมือนกัน

สุขสันต์บอกว่าอยากติดต่อกับป้า พี่สาว และแฟน โดยขอฝากข้อความไปบอกแฟนว่า “รอหน่อยนะ”

เขาอยากให้พี่สาวกับแฟนส่งจดหมายมาหา อยากรู้เรื่องความเป็นอยู่จากทางบ้าน สุขสันต์ได้ข่าวว่าเรือนจำมีระบบเขียนจดหมายส่งทางออนไลน์ด้วย เขาอยากให้พี่สาวเขียนผ่านมาทางนั้น

X