เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง “ส่งให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัย” ในคดีของ “มานี” เงินตา คำแสน, “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง หลังจากทนายความยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษเดิม และคดีของ “พีรพงศ์” (นามสมมติ) ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยตัว กรณีที่คดีของทั้งสี่คนมีข้อหาที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง
กรณีดังกล่าวจึงทำให้ “มานี” เงินตา, “ขุนแผน” เชน, “จินนี่” จิรัชยา และ “พีรพงศ์” ยังถูกคุมขังต่อไประหว่างรอความชัดเจนจากแนวทางการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลอาญามีแนวทางการสั่งยุติคดีเอง หรือสั่งให้มีการไต่สวนในกรณีที่ยื่นคำร้องขอให้มีการปล่อยตัวในคดีที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม
- คดีปาระเบิดปิงปอง “พีรพงศ์” ยื่นขอให้ออกหมายปล่อย ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
กรณีของ “พีรพงศ์” เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดซึ่งถูกจำคุกมาเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือนเศษ นับตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2568 หลังถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 ปี 4 เดือน 15 วัน ในคดีถูกกล่าวหาว่าขว้างระเบิดปิงปองใส่ตู้ควบคุมสัญญาไฟจราจรบริเวณแยกอโศกมนตรี ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ11ตุลา64
กรณีดังกล่าว พีรพงศ์ถูกสั่งฟ้องและมีคำพิพากษาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 358, 371, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ดังนั้น จึงถือว่าเป็นผู้ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดมาก่อน ทนายจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลยตามมาตรา 8 วรรคสองตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมาในวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งโดยสรุประบุว่า เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งศาลฎีกาพิจารณาเป็นการไม่ถูกต้อง จึงให้ส่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณา
ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า “อนึ่ง ตามคำร้องของทนายความ เป็นการขอให้ปล่อยตัวจำเลยตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาด จึงเห็นสมควรให้ส่งคำร้องฉบับนี้ไปให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัย โดยให้เจ้าหน้าที่ส่งคำร้องฉบับนี้ พร้อมทั้งคัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยแนบไปด้วย”
- คดี ม.112 ‘มานี-ขุนแผน’ ยื่นคำร้องขอให้แก้ไข-เพิกถอนบังคับโทษ เหตุได้รับนิรโทษกรรมในบางข้อหา ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
กรณีของ “มานี” เงินตา และ “ขุนแผน” เชน ถูกขังระหว่างอุทธรณ์หลังถูกพิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในคดีมาตรา 112, ดูหมิ่นศาล, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีทำกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” และร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” เรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้
ในรายละเอียดคำพิพากษาระบุว่าทั้งสองคนมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน, ดูหมิ่นศาลฯ จำคุกคนละ 1 ปี, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ จำคุกคนละ 1 ปี, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ปรับ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100 บาท
จากนั้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษเดิม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง เนื่องจากพฤติการณ์ในคดีนี้เป็นการเข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และในข้อหา ร่วมกันดูหมิ่นศาลฯ, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ อยู่ในบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม
กรณีดังกล่าว ทั้งสองคนจึงต้องรับโทษตามคำพิพากษาเฉพาะข้อหามาตรา 112 เท่านั้น ซึ่งถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ทั้งสองคนถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 2 ปี 1 เดือนเศษแล้ว ซึ่งเกินอัตราโทษที่ถูกลงโทษในข้อหามาตรา 112
ภายหลังการยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ศาลได้ส่งคำร้องให้ศาลเจ้าของสำนวนพิจารณา ต่อมาในวันที่ 27 ส.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งว่า “เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงเห็นควรส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา”
ต่อมาทนายความติดตามคำสั่งศาล พบว่า ศาลมีคำสั่งให้เปลี่ยนจากส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา เป็นมีคำสั่งลงวันที่ 31 ส.ค.2569 ว่า “เห็นสมควรส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการพิจารณา ให้คัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษา และคำร้องนี้แนบไปด้วย”
.
- คดีดูหมิ่นศาลฯ ‘มานี-จินนี่’ ยื่นคำร้องขอให้แก้ไข-เพิกถอนบังคับโทษ เหตุได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
กรณีของ “มานี” เงินตา และ “จินนี่” จิรัชยา ถูกขังตามโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีดูหมิ่นศาลฯ จากการปราศรัยวิจารณ์การทำงานของศาลระหว่างกิจกรรมเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของ “บุ้ง-ใบปอ” ที่หน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565 ซึ่งมีพฤติการณ์คดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง
ทั้งสองคนถูกสั่งฟ้องและมีคำพิพากษา ในข้อหาตามมาตรา 198, 326, 328 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นศาลมีคำพิพากษาคดี ม.112 ของมานี ซึ่งให้นับโทษต่อคดีนี้ด้วย แต่เมื่อาศัยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดในคดีนี้ จึงส่งผลให้คดี ม.112 ของมานีไม่สามารถนับโทษจำคุกต่อได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามมาตรา 8 วรรคสอง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
นอกจากนั้น ทนายได้ยื่นคำร้องเดียวกันในอีกคดีหนึ่งที่ “จินนี่” จิรัชยา ถูกกล่าวหาในคดีดูหมิ่นศาลฯ โดยถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา จากกรณีปราศรัยเรียกร้องสิทธิประกันตัว ‘ไบรท์ ชินวัตร’ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565 เนื่องจากในทุกข้อกล่าวหาเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ มาตรา 198, 326, 328 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งในทั้งสองคดีว่า “เห็นสมควรส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ให้คัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษา และคำร้องนี้แนบไปด้วย”
นอกจากนั้น ยังมีกรณีของพิชัย ผู้ต้องขังในคดีจากการชุมนุมทะลุแก๊ส อีกรายหนึ่ง ที่มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ปล่อยตัวเช่นกัน แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในกรณีนี้
.
แนวปฏิบัติที่แตกต่างกันของศาลในการบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 พบว่าศาลมีดุลพินิจและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อจำเลยในคดีที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน
ในขณะที่ศาลอาญา ในกรณียื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวจำเลย ตามมาตรา 8 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่าศาลเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้อง โดยมีคำสั่งให้เบิกตัว ประวิตร, ขจรศักดิ์ และคเชนทร์ ให้มานัดพร้อมเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงในวันที่ 28 ก.ย. 2569 ส่วนกรณีของ “วิจิตร” มีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
นอกจากนั้น ในคดีของศาลอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เท่าที่ทราบข้อมูล พบว่าปัจจุบันศาลมีคำสั่งยุติคดีแล้ว 2 คดี ได้แก่ คดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 2564 ของจำเลยสามคนที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 และคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ของจำเลย 15 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 116 จึงทำให้เหลือจำเลย 7 คนต่อสู้คดีเพียงข้อหามาตรา 112
แต่สำหรับจำเลยทั้ง 4 รายดังกล่าวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ทำให้จำเลยยังคงต้องถูกคุมขังต่อไปในระหว่างที่รอความชัดเจน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างรอการแต่งตั้ง และมีกำหนดประชุมครั้งแรกภายในวันที่ 23 ก.ย. 2569
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ติดตามสถานการณ์นิรโทษกรรมคดีการเมืองตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ที่ไม่รวม ม.112
