ปลายทางคือกลับบ้านไปหาคนที่รัก: สัปดาห์แรกในเรือนจำหญิงของ “ไจโกะ” หลังถูกจำคุก 2 ปี คดี ม.112

เมื่อวันที่ 20 และ 21 ต.ค. 2569 มีการเข้าเยี่ยม “ไจโกะ” (สงวนชื่อสกุล) วัย 25 ปี ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เป็นช่วงที่เธอเพิ่งถูกคุมขังมาไม่ถึงสัปดาห์ หลังศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ในคดีมาตรา 112 จากการทวีตรูปรัชกาลที่ 9 พร้อมข้อความแสดงความเห็น เมื่อปี 2563 ขณะอายุ 19 ปี

ในสัปดาห์แรกหลังกำแพง ไจโกะยังพยายามปรับตัวกับสภาพแวดล้อมและกิจวัตรใหม่ ทั้งพยายามมองเวลาสองปีข้างหน้าเป็นการเรียนรู้และเฝ้ารอเวลาที่จะได้กลับบ้านไปหาคนที่รักและคนที่รอเธออีกครั้ง แม้จะยอมรับว่ากว่าจะเข้มแข็งได้ขนาดนี้ ต้องผ่านการแตกสลายมาไม่รู้กี่หน

.

_________________________

การเข้าเยี่ยมครั้งแรก หลังจากกดบัตรคิวตั้งแต่เวลาประมาณ 8 โมงเช้า และรอคอยจนกระทั่งเที่ยงวันจึงได้เข้าเยี่ยม ในตอนนั้นไจโกะ ยังไม่ได้ถูกตัดผมสั้น หน้าตาสดใส และได้รับแจ้งว่าครอบครัวจะเดินทางมาเยี่ยมในวันรุ่งขึ้น

ช่วงนั้นเธอยังอยู่ในช่วงกักตัวที่แดนพยาบาล ไจโกะบอกว่าความเป็นอยู่พอได้ มีฟูกให้นอน เพื่อนร่วมห้องขังอัธยาศัยดี และไม่ถึงกับแออัด โดยวันแรก ๆ มีผู้ต้องขังร่วมห้องเพียง 8-9 คน ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 คน ในเวลาต่อมา ตลอดช่วงกักตัวเธอแทบไม่ได้ออกจากห้องเลย เว้นแต่ตอนออกมาเทเศษอาหารและตอนเซ็นเอกสารเท่านั้น

ไจโกะพยายามรับประทานอาหารให้อิ่มและนอนหลับให้สนิท เธอบอกว่าต้องพยายามนอนแม้ภายในห้องจะเปิดไฟทิ้งไว้ตลอดเวลาก็ตาม นอกจากนี้ยังมีเพื่อนผู้ต้องขังคนหนึ่งที่เคยดูแลผู้ต้องขังคดีการเมืองมาหลายคน แวะเวียนมาพูดคุยและช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินให้ ส่วนรสชาติอาหารของเรือนจำนั้นพอกินได้ แต่มันก็ทำให้เธอคิดถึง และซึ้งถึงรสอาหารฝีมือแม่เป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องใช้เวลาปรับตัว ในวันแรก ๆ ไจโกะพยายามดื่มน้ำให้น้อยที่สุดเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำ เนื่องจากห้องน้ำในเรือนจำมีลักษณะเป็นบล็อกโล่งที่ไม่มีประตูปิดมิดชิด ทำให้เธอรู้สึกเขินอาย แต่พอถึงวันที่มีผู้มาเยี่ยม เธอก็เริ่มปรับตัวได้มากขึ้น ส่วนการอาบน้ำยังคงต้องใช้ผ้าถุงอาบ

นอกจากนี้ ในช่วงดังกล่าวทัณฑสถานฯ กำลังประสบปัญหาระบบน้ำเนื่องจากแท็งก์น้ำชำรุด เจ้าหน้าที่จึงจำกัดให้ทุกคนอาบน้ำได้เพียงวันละหนึ่งถังเล็ก จากเดิมที่เคยอาบน้ำรอบบ่ายสองก่อนขึ้นเรือนนอน ก็ต้องเปลี่ยนมาอาบตอนเที่ยงแทน เพราะเป็นช่วงที่น้ำไหลแรงที่สุด เนื่องจากในช่วงบ่าย น้ำแทบจะไม่ไหลเลย ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังที่ไม่มีเงินมากที่สุด เพราะต้องคอยรองน้ำก๊อกในห้องขังดื่ม ซึ่งน้ำก็ไหลกระปริบกระปรอย ในขณะที่ผู้ต้องขังที่มีเงินซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจะไม่ค่อยเดือดร้อนนัก

.

วันรุ่งขึ้น (21 ต.ค.) ทนายความได้เข้าเยี่ยมไจโกะในช่วงบ่าย เมื่อไปถึงก็พบว่าเธอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ไจโกะส่งยิ้มให้ ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่ยังดูสดใส

ครั้งนี้เธอเล่าให้ฟังว่า หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในแดนพยาบาลได้ 5 วัน ก็ถูกย้ายมายังแดนนอกแล้ว ทำให้ได้พบกับ “จินนี่” และ “มานี” ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 เช่นเดียวกัน 

เธอเริ่มปรับตัวเข้ากับกิจวัตรประจำวันใหม่ ๆ ไจโกะเล่าถึงสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยงานที่ฝ่ายปกครอง มีหน้าที่เช็คและจดยอดเวลาทำงานของผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเอกสาร 

อย่างไรก็ตาม ไจโกะได้ออกปากไว้แล้วว่าหากมีงานด้านคอมพิวเตอร์หรืองานกราฟิกที่เธอถนัด เธอก็พร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และอาจจะลองมองหาโอกาสขยับขยายไปช่วยงานแผนกอื่นดูบ้าง เพราะคิดว่าถ้าต้องทำอยู่แค่ฝ่ายปกครองนาน ๆ คงจะน่าเบื่อไม่น้อย

เมื่อถามถึงสภาพจิตใจในตอนนี้ ไจโกะตอบว่าเธอได้เตรียมใจล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ตอนฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว

“กว่าจะเข้มแข็งได้ขนาดนี้ มันผ่านการแตกสลายมาไม่รู้กี่ครั้ง” เธอพูดพลางเริ่มร้องไห้ “แต่หนูพยายามนึกว่า แค่ 2 ปี มันแป๊บเดียว ปลายทางเราคือการกลับบ้าน กลับไปหาคนที่เรารัก คนที่เขารอเราอยู่”  ไจโกะพูดถึงสิ่งมุ่งหวัง

สำหรับไจโกะแล้ว เธอมองเวลาและชีวิตในเรือนจำเปลี่ยนไปจากเดิม เธอบอกว่าการก้าวเข้ามาอยู่ที่นี่ พยายามมองว่าเหมือนมาทัศนศึกษา มาทำวิจัย และมาเรียนรู้ความเป็นไปข้างในนี้ เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อนออกไปสู่ภายนอก

เธออยากให้เรื่องราวของตัวเองเป็นบทเรียนและแรงใจให้กับคนอื่น ๆ ที่อาจต้องเผชิญความเสี่ยงในคดีมาตรา 112 เช่นเดียวกับเธอ 

“การใช้ชีวิตอยู่ในนี้มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด เราสามารถอยู่ได้ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ทำอะไรผิด และเราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเลย เพราะข้างนอกยังมีผู้คนอีกมากมายที่คอยส่งกำลังใจมาให้เราตลอดเวลา”  เธอกล่าวไว้อีกตอน

หลังจากพูดจบ ไจโกะได้กล่าวขอโทษที่เธอร้องไห้ออกมา เพราะภาพความทรงจำและความรู้สึกตอนที่ศาลอ่านคำพิพากษามันยังคงแจ่มชัด ทนายความจึงปลอบโยนว่าไม่เป็นไรเลยและสามารถระบายความอัดอั้นออกมาได้เต็มที่

ก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์ ไจโกะฝากความคิดถึงส่งต่อถึงทุกคน และฝากขอบคุณที่ยังไม่ลืมกัน และยังสามารถนึกถึงกันได้เวลาบ่ายสอง

“หนูเข้มแข็งค่ะ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง” ไจโกะกล่าวทิ้งท้ายก่อนจากลา

.

สำหรับไจโกะ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2569 หลังศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีตาม ม.112 ทำให้คดีสิ้นสุดลง
สามารถเขียนจดหมายถึงไจโกะและผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง

.

ย้อนอ่านและชมเรื่องราวของไจโกะ

Jaiko is Happy – 8 ฉากชีวิตของ “ไจโกะ” จำเลยคดี ม.112 ก่อนฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา

“ถ้ามันต้องสู้อีก ก็คงต้องสู้กันต่อไป หวังมากที่สุดในทุกครั้งที่สู้ ขอให้เราได้กลับบ้าน”  คุยกับ “ใจ” จำเลยคดี 112 ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นอดีตกษัตริย์ 

X