จับตา ฟังคำพิพากษาฎีกาคดี “ไผ่-ครูใหญ่” ปราศรัยที่ภูเขียว ยืนยันพูดถึง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ใช่ตัวบุคคล-ไม่ควรตีความขยาย ม.112 

ในวันที่ 29 ก.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองนักกิจกรรมภาคอีสาน ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยทั้งสองยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในระหว่างต่อสู้คดีในชั้นฎีกามาแล้วกว่า 1 ปี

อดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ อดีตนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะถูกเบิกตัวเข้าร่วมฟังคำพิพากษาผ่านทางจอภาพ โดยเป็นการเลื่อนฟังคำพิพากษาจากเดิมในวันที่ 23 ก.ย. 2569 

ทั้งนี้ในวันเดียวกัน จตุภัทร์ยังมีนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ในคดีตามมาตรา 116 กรณีชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ปี 2563 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นอีกคดี โดยคดีนี้เข้าเกณฑ์การนิรโทษกรรมด้วย จึงเป็นที่น่าจับตาว่าจะมีรูปแบบการอ่านคำพิพากษาเป็นอย่างไร และยังต้องติดตามสถานการณ์ภาวะน้ำท่วมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วย

ย้อนเส้นทางคดี: จากป้ายเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าโรงเรียนไปถึงห้องพิจารณาคดีสามชั้นศาล

เหตุการณ์ในคดีนี้มี ย้อนไปปลายเดือนมกราคม 2564 เมื่อกลุ่มราษฎร 2563 จัดค่าย ‘ราษฎรออนทัวร์’ เพื่อเรียนรู้ปัญหาสังคมผ่านชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย โดยรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในพื้นที่ อ.ภูเขียว เข้าร่วม แต่ระหว่างการรับสมัครกลับมีตำรวจและครูฝ่ายปกครองไปพบผู้ปกครองนักเรียนที่ลงชื่อสมัคร เพื่อกดดันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยติดตามระหว่างการเดินทางไปค่ายด้วย 

เมื่อกิจกรรมค่ายเสร็จสิ้น กลุ่มนักกิจกรรมจึงจัดการปราศรัยที่หน้าโรงเรียนภูเขียวเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ก่อนขยับไปหน้า สภ.ภูเขียว เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง การชุมนุมจึงยืดเยื้อไปจนถึงเวลา 21.00 น.

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น จตุภัทร์และอรรถพลในฐานะแกนนำการปราศรัย ได้พูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก่อนถูกดำเนินคดีทั้งในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ผู้ร่วมชุมนุมรายอื่นอีก 21 คน ถูกฟ้องเฉพาะข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในคดีแยกต่างหาก ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดภูเขียวได้พิพากษายกฟ้องไปแล้วเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2566 โดยเห็นว่าการปราศรัยและเล่นดนตรีไม่ใช่การมั่วสุม และจำเลยกลุ่มนี้เป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุม ไม่มีหน้าที่ต้องขออนุญาตจัดการชุมนุมแต่อย่างใด

วันที่ 13 ก.ย. 2567 ศาลจังหวัดภูเขียวมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ของจตุภัทร์และอรรถพล เห็นว่าทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี โดยเพิ่มโทษจตุภัทร์กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยกระทำผิดในลักษณะเดียวกันซ้ำภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษ เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ก่อนลดโทษให้หนึ่งในสามเนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา คงจำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน ส่วนครูใหญ่คงจำคุก 2 ปี ขณะที่ข้อหาอื่นตามมาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลพิพากษายกฟ้อง

ทั้งสองยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาในข้อหามาตรา 112 ก่อนวันที่ 3 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงโทษจำคุกทั้งสองคนตามเดิม เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ต้องถูกคุมขังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ภายหลังศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งคู่ในคดีนี้ระหว่างฎีกาแล้วก็ตาม แต่ด้วยคดีอื่นที่ทั้งคู่เคยยื่นถอนประกันตนเองไว้ก่อนหน้ายังมีหมายขังค้างอยู่ ทั้งคู่จึงยังคงถูกคุมขังต่อเนื่องมาโดยไม่เคยได้ก้าวออกจากเรือนจำแม้แต่วันเดียวในรอบปีเศษที่ผ่านมา

.

ฎีกาของ “ไผ่”: ม.112 ต้องตีความเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ “สถาบัน” ไม่ใช่ตัวบุคคล และปีเกิดไม่อาจใช้พิสูจน์เจตนา

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 จตุภัทร์ในฐานะจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การตีความมาตรา 112 ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่ามาตรา 112 มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องยังทรงครองราชย์อยู่ขณะกระทำความผิด ผู้กระทำจึงมีความผิดแม้กระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้ว จตุภัทร์ไม่เห็นพ้อง 

กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความเกินขอบเขตของกฎหมายหรือถ้อยคำของตัวบทเพื่อลงโทษจำเลยไม่ได้ มาตรา 112 ระบุถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครอง “ตำแหน่ง” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคม คำว่า “พระมหากษัตริย์” จึงหมายถึงพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น หากกฎหมายประสงค์ให้รวมถึงอดีตกษัตริย์ ก็ต้องบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง

จำเลยยกมาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และมาตรา 198 ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษามาเทียบเคียง ทั้งสองมาตรามีลักษณะคุ้มครอง “ตำแหน่ง” ขณะปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องตีความว่าผู้ถูกกระทำต้องดำรงตำแหน่งอยู่ และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเป็นการกระทำตามหน้าที่ที่มิใช่เรื่องส่วนตัว เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ไม่ครอบคลุมถึงอดีตเจ้าพนักงานหรืออดีตผู้พิพากษา แม้บุคคลตามมาตรา 112 จะได้รับความคุ้มครองโดยไม่มีเงื่อนไขว่าเป็นการกระทำในทางส่วนตัวหรือภายใต้สถานะที่ได้รับความคุ้มครอง แต่ก็ไม่ได้หมายความรวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ อดีตพระราชินี อดีตรัชทายาท หรืออดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

นอกจากนี้ อดีตพระมหากษัตริย์ในปัจจุบันปราศจาก “สภาพบุคคล” ในทางกฎหมายแล้ว เมื่อประมวลกฎหมายอาญาต้องการคุ้มครองชื่อเสียงของผู้ตายซึ่งส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในมาตรา 327 ว่าด้วยการใส่ความผู้ตายจนน่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง เพราะโดยปกติแล้วไม่อาจตีความคำว่า “ผู้อื่น” ในมาตรา 326 ให้รวมถึงผู้ตายได้ 

เมื่อหมวดความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะให้คุ้มครองถึงอดีตกษัตริย์ การตีความของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายอาญา เป็นการตีความเกินวัตถุประสงค์และขยายความเกินถ้อยคำตามกฎหมายเพื่อลงโทษจำเลย ซึ่งไม่อาจกระทำได้ในคดีอาญา

ประเด็นที่สอง คำปราศรัยของจำเลยหมายถึง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ใช่ “พระมหากษัตริย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทนั่นเอง จตุภัทร์โต้แย้งว่า “สถาบัน” ย่อมไม่ได้หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งในองค์กร

ข้อต่อสู้นี้สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์เอง ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ซึ่งเบิกความว่าคำปราศรัยดังกล่าว “ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นพระองค์ใด” และพยานตีความว่าสถาบันกษัตริย์ที่จำเลยกล่าวถึงไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเบิกความว่าคำว่าสถาบันเป็นคำกว้าง ๆ หมายถึงทั้งหมดทั้งมวล ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคล

ขณะที่รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พยานโจทก์อีกปากหนึ่ง ตอบคำถามค้านว่า คำว่า “สถาบัน” หมายถึงหน่วยงาน และเมื่อถูกถามว่าข้อความดังกล่าวเอ่ยพระนามของพระมหากษัตริย์หรือไม่ พยานตอบว่าตามที่ไฮไลท์ไม่มีชื่อพระนาม แต่เอ่ยถึงสถาบัน

จำเลยยืนยันว่า ถ้อยคำตามฟ้องเป็นการกล่าวถึงในเชิงองค์กร มิใช่ตัวบุคคลหรือตำแหน่ง เช่นเดียวกับการกล่าวถึงสถาบันตุลาการ ซึ่งย่อมไม่ได้หมายถึงประธานศาลฎีกา เพราะความเป็นสถาบันประกอบด้วยหลายองค์ประกอบมากกว่าตัวบุคคลหรือตำแหน่งเพียงตำแหน่งเดียว ถ้อยคำตามฟ้องจึงไม่อาจตีความขยายไปถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 ได้

ประเด็นที่สาม การนำอายุและช่วงเวลาเกิดของจำเลยมาอนุมานเจตนา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอายุ 29 และ 31 ปี แสดงว่าเกิดในรัชกาลที่ 9 และอยู่ต่อมาในรัชกาลที่ 10 คำปราศรัยจึงสื่อให้ผู้ฟังเห็นเจตนาภายในว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นหลัก

จำเลยเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ไม่มีหลักการใดรองรับ และเป็นการตีความที่หลุดลอยจากบริบทของการปราศรัย ซึ่งพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สะสมมายาวนานและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่การกล่าวโทษพระมหากษัตริย์พระองค์ใด การตีความคำปราศรัยต้องดูที่ถ้อยคำและเจตนาของผู้พูดเป็นหลัก ไม่ใช่ดูที่เวลาเกิดของจำเลย หากศาลฎีกายอมรับตรรกะเช่นนี้ จำเลยคดีมาตรา 112 ทุกคนที่เกิดในรัชกาลที่ 9 และอยู่ต่อมาในรัชกาลที่ 10 ก็จะกลายเป็นผู้กระทำความผิดไปทั้งหมด ซึ่งจะก่อให้เกิดผลประหลาดทางกฎหมาย

ประเด็นที่สี่ การปราศรัยเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จตุภัทร์ยืนยันว่าการปราศรัยมุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือทำให้สถาบันกษัตริย์ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการลดความเหลื่อมล้ำ และไม่ได้หมายถึงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 ซึ่งยังได้รับการรับรองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 6 จะบัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ตามหลัก The King can do no wrong แต่หลักการนี้หมายถึงห้ามมิให้ผู้ใดกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่อาจวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้

ทั้งหลัก The King can do no wrong และสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยต่างเป็นคุณค่าที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง การตีความรัฐธรรมนูญจึงต้องทำให้คุณค่าทั้งสองดำรงอยู่ไปด้วยกันได้ โดยไม่ทำให้คุณค่าใดดำรงอยู่ด้วยการทำลายคุณค่าอีกประการหนึ่ง 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จตุภัทร์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามมาตรา 112

.

ฎีกาของ “ครูใหญ่”: “กษัตริย์” คือชื่อตำแหน่ง ถ้อยคำอธิบายเจตนาหายจากบันทึกถอดเทป และเป็นการวิจารณ์กฎหมายโอนทรัพย์สินของรัฐบาลประยุทธ์

สำหรับอรรถพลในฐานะจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ประเด็นแรก เช่นเดียวกับกรณีของจตุภัทร์ อรรถพลโต้แย้งการตีความมาตรา 112 เกินกว่าตัวบท ให้ขยายไปคุ้มครองถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ขัดต่อการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด และเป็นการขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายอย่างกว้างขวาง

อรรถพลชี้ว่าประเทศไทยผ่านการปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาหลายพระองค์ นับย้อนไปได้ตั้งแต่ยุคก่อนอาณาจักรสุโขทัย จนถึงอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ต่างยุคสมัย ต่างราชธานี และต่างราชวงศ์ มีทั้งระบบพ่อปกครองลูก ระบบราชาสมมติเทพ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช จนถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ละพระองค์มีทั้งการปกครองด้วยทศพิธราชธรรมและการปกครองที่ล้มเหลว การสรรเสริญหรือวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของพระมหากษัตริย์ในอดีตจึงมีมาโดยตลอด ปรากฏแม้ในตำราเรียนระดับสามัญ เช่น การวิภาควิจารณ์การปกครองของพระเจ้าเอกทัศน์ 

หากศาลวางหลักกฎหมายโดยไม่มีขอบเขต ก็จะไม่อาจทราบได้ว่าบทบัญญัตินี้ใช้บังคับไปถึงใด มาตรา 112 จึงไม่อาจตีความเกินไปกว่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลปัจจุบัน

ประเด็นที่สอง คำว่า “กษัตริย์” หมายถึงชื่อตำแหน่ง และถ้อยคำอธิบายเจตนาหายไปจากบันทึกการถอดเทป อรรถพลคัดค้านการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำอายุและช่วงเวลาเกิดมาวินิจฉัยว่าคำปราศรัยหมายถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โดยยืนยันว่าถ้อยคำของตนเป็นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ว่าสถาบันกษัตริย์กับประชาชนเป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน ดังที่ปราศรัยว่า “แผ่นดินไทยนี้ก็เป็นของร่วมกันระหว่างสถาบันกษัตริย์และประชาชนมาตั้งแต่ในยุคอดีต” และได้เบิกความไว้ว่าพูดถึงกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ก่อนปี 2475 เช่น ระบบไพร่ทาสก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ขึ้นไปถึงสมัยพระนเรศวร ไม่ได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ อรรถพลได้อธิบายเจตนาไว้ขณะปราศรัยแล้วว่า คำว่า “กษัตริย์หมายถึงชื่อตำแหน่ง มิได้หมายถึงตัวบุคคล” โดยเปรียบเทียบกับคำว่า “ผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล ใครมีคุณสมบัติก็เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ เช่นเดียวกับกษัตริย์ที่เชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นก็ขึ้นดำรงตำแหน่งได้ แต่ถ้อยคำภาษาอีสานที่ว่า “คำว่ากษัตริย์เนี่ยบ่แม่นโตบุคคลเด้ คำว่ากษัตริย์เป็นชื่อตำแหน่ง” ซึ่งต่อเนื่องกับถ้อยคำที่ถูกฟ้อง กลับไม่ปรากฏในบันทึกถอดเทปของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งการถอดคำปราศรัยยังแปลจากภาษาถิ่นอีสานเป็นภาษาไทยกลาง และตัดทอนข้อความสำคัญออกไปจำนวนมาก จึงเป็นการบิดเบือนเจตนาของจำเลย

อรรถพลเห็นว่าเวลาเกิดและช่วงอายุเป็นลักษณะทางกายภาพภายนอก ไม่สัมพันธ์กับเวลา สถานที่ บริบทแวดล้อม เนื้อหา และสาเหตุของการปราศรัย จึงนำมาวินิจฉัยเจตนาภายในไม่ได้ ประกอบกับหนึ่งในพยานโจทก์ ตอบคำถามค้านว่าคำปราศรัยของจำเลยที่ 2 ไม่มีถ้อยคำหยาบคาย เสียดสี หรือด่าทอต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ใช่การหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ 

อีกทั้งโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยที่ 2 หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่สาม ถ้อยคำ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” หมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ใคร” หรือ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” มีความหมายไม่ต่างกัน เท่ากับยืนยันว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้กระทำ

จำเลยยืนยันว่าไม่มีเจตนาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ แต่ปราศรัยถึงข้อเท็จจริงในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงสถานะทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ทำให้ทรัพย์สินบางอย่าง เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ที่เดิมมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้น เปลี่ยนเป็นในพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 10  และแสดงความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์

จำเลยเบิกความไว้ว่า การปราศรัยเน้นไปที่นโยบายและการออกกฎหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ และ สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ทั้งการโอนย้ายทรัพย์สินและกำลังพล รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อสถาบัน การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่การล้มล้าง และข้อความที่ถูกฟ้องถูกตัดตอนมา ต้องฟังบริบททั้งก่อนหน้าและภายหลัง ซึ่งเป็นการพูดถึงสถานะของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยตามหลักสากลว่าต้องไม่มีกองกำลังภายใต้สังกัด เป็นการพูดโดยหลักการ ไม่ใช่พูดถึงกษัตริย์พระองค์ใด

ทรัพย์สินอย่างปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และสนามหลวง เดิมสำนักงานทรัพย์สินฯ ถือครองในฐานะทรัพย์ประจำตำแหน่งกษัตริย์ ไม่ใช่บุคคล หากบริษัทกระทำผิด เช่น ทำลายสิ่งแวดล้อม เดิมผู้รับผิดคือสำนักงานทรัพย์สินฯ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นในพระปรมาภิไธย ผู้ที่ได้รับคำวิจารณ์ก็คือองค์พระมหากษัตริย์

ข้อเท็จจริงนี้ยังสอดคล้องกับพยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลออกหมายเรียก ได้แก่ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ซึ่งเบิกความยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

ในส่วนถ้อยคำภาษาอีสาน “…ขั้นบ่แม่นของกษัตริย์สิของผู้ได…” จำเลยอธิบายว่าเป็นสำนวนเปรียบเทียบว่าของที่พระมหากษัตริย์ถือครองเป็นชื่อของพระองค์โดยตรง หากไปทำกิจการใดที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ย่อมได้รับคำตำหนิในนามของพระองค์ ไม่ได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้กระทำหรือสั่งให้ระเบิดภูเขา คำว่า “ของ” จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ทางภาษาอย่างชัดเจนว่าหมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย อันเป็นนิติบุคคลอื่น มิใช่ตัวบุคคลที่เป็นองค์พระมหากษัตริย์

ประเด็นที่สี่ โทษจำคุกไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี อรรถพลยืนยันว่าได้แสดงความคิดเห็นด้วยความปรารถนาดีต่อสถาบันกษัตริย์ในฐานะพสกนิกรชาวไทยคนหนึ่ง ด้วยความห่วงใยว่าการออกกฎหมายโอนย้ายทรัพย์สินอาจนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันในทางที่ไม่ดี และเป็นการวิจารณ์การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ไปกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว อรรถพลขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องโจทก์และปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ให้เป็นอิสระ 

.

สำหรับการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพียง 26 วันหลังไผ่และครูใหญ่ถูกคุมขังครบ 1 ปีเต็ม เป็นจุดสิ้นสุดของกระบวนการต่อสู้คดีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2564 ผ่านการพิจารณาแล้วสามชั้นศาล ท่ามกลางคำถามที่ยังค้างคาใจหลายฝ่ายว่า หลักการตีความมาตรา 112 ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ และการนำช่วงเวลาเกิดของจำเลยมาใช้อนุมานเจตนาโดยไม่คำนึงถึงบริบทของคำปราศรัยอย่างที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เคยวินิจฉัยไว้นั้น จะยังคงเป็นบรรทัดฐานต่อไปในชั้นฎีกาซึ่งเป็นชั้นศาลสุดท้ายหรือไม่ คำตอบนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าไผ่และครูใหญ่จะยังต้องอยู่หลังกำแพงเรือนจำต่อไปอีกนานเพียงใด

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

1 ปี หลังกำแพงของ“ไผ่-ครูใหญ่” สองผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ที่อิสรภาพยังคลุมเครือ

เปิดรายงานการศึกษา “ว่าด้วยปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีการพาดพิงถึงอดีตกษัตริย์”

X