ศาลอาญายกคำร้อง กรณีไต่สวนการแยกแดนผู้ต้องขังคดี ม.112 แต่ขอเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พิจารณาคุมขังรวม เพื่อความปลอดภัย – พูดคุยเรื่องคดี

วันที่ 28 ส.ค. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องกรณีการเตรียมย้ายแดนคุมขังผู้ต้องขังในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งคำร้องดังกล่าวถูกยื่นโดยอานนท์ นำภา พร้อมผู้ต้องขังรวม 6 คน ผ่านกระบวนการพิจารณาในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่อยู่ระหว่างการสืบพยาน 

ผู้ร้อง ได้แก่ อานนท์ นำภา, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, อรรถพล บัวพัฒน์, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง  และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ นอกจากนี้ยังมี “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ร่วมยื่นอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ทั้งหกได้ยื่นคำร้องออกมาจากในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อขอให้ไต่สวนเร่งด่วนเกี่ยวกับเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มผู้ต้องขังคดีทางการเมือง โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความกังวลด้านความปลอดภัยของกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองหากทุกคนถูกจับแยกแดนขัง, การเบิกตัวผู้ต้องขังคดี ม.112 เพื่อยื่นข้อเสนอให้มีการขออภัยโทษเฉพาะรายและหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายครั้ง ตลอดปี 2568 ผ่านการพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, ผอ.ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ และราชเลขาธิการฯ  

จากสถานการณ์ข้างต้น กลุ่มจำเลยมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย และเกรงว่าจะถูกกดดันให้ต้องขออภัยโทษเฉพาะราย ตลอดจนการแยกขังผู้ต้องขังการเมืองเช่นเดียวกับคดีอาชญากรรม ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อการใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนกดดันให้เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกคุกคามทั้งต่อเสรีภาพและชีวิต

ผู้ร้องจึงได้มีการขอร้องให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ย้ายผู้ต้องขังคดีการเมืองทั้งหมดมาคุมขังที่แดน 4 และยกเลิกคำสั่งให้จับแยกผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งหมด ทั้งขอให้หยุดคุกคามและกดดันผู้ต้องขังทางการเมือง เคารพต่อสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย และปฏิบัติต่อผู้ต้องขังการเมืองตามหลักสากล 

.

ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้เบิกตัวผู้แทนผู้ถูกร้อง เข้ามาไต่สวนและชี้แจงข้อเท็จจริง โดยมีวินิจ อ่อมพร้อม ผอ.ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นตัวแทนผู้ถูกร้องเข้ามาเบิกความ

ผอ.ฝ่ายทัณฑปฏิบัติ เบิกความให้ข้อเท็จจริงในส่วนของการจำแนกแดนขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯว่า ปัจจุบันมีการกำหนดจำแนกแดนผู้ต้องขังออกเป็น 8 แดน โดยในแต่ละแดนมีภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 

  • แดน 1 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ต้องขังที่มีอาการป่วย หรือเป็นผู้ต้องขังที่เป็นช่วยงาน
  • แดน 2 -คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังเข้าใหม่ เพื่อรอการจำแนกแดน
  • แดน 3 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี และผู้ต้องขังที่เป็นผู้ช่วยงาน
  • แดน 4 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี และผู้ต้องขังที่เป็นผู้ช่วยงาน
  • แดน 5 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี 
  • แดน 6 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี และผู้ต้องขังที่เป็นผู้ช่วยงาน
  • แดน 7 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังป่วย เป็นแดนพยาบาล
  • แดน 8 – คุมขังกลุ่มผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด ที่มีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่า  2  และไม่เกิน 15 ปี

วินิจได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับการควบคุมตัวภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการคัดกรองโดยคณะกรรมการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง เพื่อพิจารณาส่งตัวเข้าสู่แดนต่างๆ โดยยึดถือเอาสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ต้องขังเป็นประเด็นสำคัญที่สุด

อานนท์ นำภา ในฐานะผู้ร้อง ขึ้นถามค้านพยานเอง โดยเริ่มต้นถามว่าก่อนที่พยานจะมาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายทัณฑปฏิบัติที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พยานรับราชการอยู่ที่ไหนมาก่อน พยานตอบว่าก่อนหน้านี้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา 

อานนท์ถามในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการโยกย้ายกลุ่มผู้ต้องขังคดี ม.112 จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปคุมขังยังเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2568 ว่าพยานมีส่วนเกี่ยวข้องในการโยกย้ายดังกล่าวอย่างไร และพยานเป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยมีปัญหากับโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หนึ่งในผู้ต้องขัง ม.112 ในช่วงการโยกย้ายดังกล่าวหรือไม่ 

วินิจตอบว่าตนเองไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับโสภณ ในส่วนการโยกย้ายดังกล่าวที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2568 เป็นนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตัวเอง 

อานนท์จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ดังกล่าวโสภณได้เล่าว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ผู้คุมทำร้ายร่างกาย เนื่องจากได้พยายามเข้าไปพูดคุยกับพยานและผู้บังคับบัญชาการของพยานไม่ให้ย้ายตัวกลุ่มเพื่อนผู้ต้องขังคดี ม.112 เช่น “ก้อง” อุกฤษฎ์ และ “อารีฟ” วีรภาพ ไปคุมขังที่เรือนจำอื่นใช่หรือไม่

วินิจปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกายโสภณ โดยชี้แจงว่าในวันเกิดเหตุ พยานเพียงนัดหมายกลุ่มผู้ต้องขังการเมืองเข้ามาเพื่ออธิบายถึงรายละเอียดและเหตุผลของการย้ายตัว สำหรับโสภณนั้น แม้จะไม่มีรายชื่อในกลุ่มผู้ที่จะถูกย้าย แต่ก็พยายามเข้ามาเจรจาให้เพื่อนผู้ต้องขัง และเมื่อโสภณไม่ฟังที่เจ้าหน้าที่อธิบาย พยานพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาจึงเพียงแต่ควบคุมตัวเขากลับไปยังแดนขังเท่านั้น

เมื่อถามต่อถึงประเด็นที่คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาเรื่องการย้ายผู้ต้องขังโดยไม่สมัครใจเมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2568 พยานยอมรับว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเรียกให้เข้าไปชี้แจงต่อ กมธ. แต่ไม่ทราบว่าในขณะนี้คณะกรรมการฯ จะมีกระบวนการนำเรื่องของพยานส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องสอบถามหรือไม่

.

นอกจากนี้ วินิจได้ยอมรับตามที่อานนท์ถามว่า การย้ายผู้ต้องขังคดี ม.112 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวางก่อนหน้านี้ (2568) และย้ายกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในปี 2569 มีสาเหตุเนื่องจากกระบวนการเดิมขัดต่อสิทธิผู้ต้องขังตามกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ

อานนท์จึงถามต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการนำกลุ่มผู้ต้องขังคดียาเสพติดมาอยู่ร่วมกันกับผู้ต้องขังคดีอาญาทั่วไปก็เป็นการลองผิดลองถูก ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดระหว่างประเทศใช่หรือไม่ 

วินิจปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ร้องกล่าวถึง การปฏิบัติหน้าที่ของพยานเป็นไปตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ไม่ได้เป็นการลองผิดลองถูก และไม่สามารถวินิจฉัยในเรื่องนี้ด้วยตนเองได้ 

ด้านสถานการณ์โยกย้ายแดนในครั้งนี้ วินิจกล่าวว่าได้มีกระบวนการเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือน เม.ย. 2569 และมีการย้ายกลุ่มผู้ต้องขังคดียาเสพติดไปคุมขังยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือไม่ พยานไม่สามารถให้คำตอบได้ 

อานนท์จึงถามต่อว่า พยานทราบหรือไม่ว่านายกรัฐมนตรีในขณะนี้ เป็นฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มคนเห็นต่างทางการเมืองและผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในคดี ม.112  พยานตอบว่าไม่ทราบ พยานเป็นราชการ ด้านอานนท์บอกว่าถึงจะเป็นราชการก็มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองได้ 

เมื่อถูกถามถึงการนำโครงการและนโยบายจากสำนักงานพระราชวังมาปรับใช้ในการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขัง วินิจระบุว่าไม่อาจก้าวล่วงกิจกรรมใด ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม พยานยอมรับว่ามีหลายโครงการที่ทางเรือนจำได้นำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจริง ส่วนกรณีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีภายในเรือนจำทุกวัน เวลา 05.00 น. และ 18.00 น. นั้น พยานระบุว่าไม่ทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตน

พยานยังไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์ที่ “อารีฟ” วีรภาพ ผู้ต้องขังคดี ม.112 จะถูกทำร้ายจากกลุ่มผู้ต้องขังด้วยกัน เนื่องจากไม่ยอมยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี

.

ประเด็นต่อมา อานนท์ได้สอบถามว่า พยานทราบหรือไม่ว่าเคยมีผู้ต้องขังทางการเมืองเสียชีวิตในเรือนจำ โดยยกตัวอย่างกรณีของ “อำพล ตั้งนพกุล” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ซึ่งพยานตอบว่าทราบตามข่าว แต่ไม่ทราบในรายละเอียดเกี่ยวกับคดีดังกล่าว 

เมื่อถามต่อว่า พยานทราบหรือไม่ว่าในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ปี 2557 ในช่วงเวลาดังกล่าว พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งปัจจุบันเป็นองคมนตรี มีบทบาทอย่างไรในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง พยานตอบว่าไม่ทราบ 

วินิจอธิบายเพิ่มเติมว่าตนเองไม่ทราบเรื่องราวทางการเมืองในอดีตตามที่อานนท์ถามถึง พยานทราบว่ามีการเสียชีวิตของผู้ต้องขังคดี ม.112 ในเรือนจำจริง อาทิเช่น อำพล, บุ้ง เนติพร และหมอหยอง เป็นต้น แต่ในรายละเอียดการเสียชีวิตจะเป็นอย่างไร พยานไม่ทราบ 

รวมทั้ง พยานปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องบทบาททางการเมืองของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา และไม่มีความรู้เกี่ยวกับกรณีการบังคับสูญหายของนักกิจกรรม รวมถึงผู้ต้องหาในคดีการเมืองรายอื่น ๆ ที่อานนท์ได้ยกขึ้นถาม อาทิ สุรชัย แซ่ด่าน หรือลุงสนามหลวง ซึ่งถูกอุ้มหายไประหว่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

อานนท์จึงถามต่อว่า พยานทราบหรือไม่ว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 พล.อ.ไพบูลย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นองคมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมคณะ ซึ่งวินิจตอบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยไม่เห็นว่าจะมาเรือนจำเมื่อไหร่ อย่างไร

ทั้งนี้ เมื่อถูกซักถามซ้ำอีกครั้ง พยานจึงยอมรับว่าคณะองคมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมชมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลายครั้ง เนื่องจากเป็นภารกิจที่ต้องมาติดตามรายงานผลการทำโครงการราชทัณฑ์ปันสุข ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของรัชกาลที่ 10 

.

ต่อมา อานนท์ได้สอบถามในประเด็นของการเรียกตัวกลุ่มผู้ต้องขังคดี ม.112 ไปพูดคุยนอกแดนขังถึงการให้ขออภัยโทษเฉพาะรายว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งวินิจยอมรับว่าตัวเองเคยมีการเรียกกลุ่มผู้ต้องขังการเมืองเข้าไปคุยเรื่องนี้จริง แต่ไม่ใช่ในช่วงการบริหารของผู้บังคับบัญชาการเรือนจำคนปัจจุบัน และในฐานะผู้มีส่วนรับผิดชอบการเบิกตัวผู้ต้องขัง จึงต้องติดตามไปด้วย แต่ไม่ทราบในรายละเอียดการพูดคุยกับผู้บัญชาการคนดังกล่าวจะเป็นอย่างไร

อานนท์กล่าวกับวินิจว่า เท่าที่ทราบในปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 ตายไปรวม 10 คนแล้ว (รวมถึงผู้ลี้ภัย) พยานคิดว่าใครจะเป็นรายต่อไป ซึ่งพยานบอกว่าไม่สามารถตอบได้ และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ร้องถึงต้องสอบถามประเด็นดังกล่าวกับพยาน

อานนท์ได้ตั้งคำถามกับวินิจในฐานะผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องการจำแนกแดนคุมขังว่า เคยพิจารณาแยกผู้ต้องขังทางความคิด ออกจากผู้ต้องขังคดีอาญาทั่วไปหรือไม่ พร้อมซักถามเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองที่มีแนวคิดสอดคล้องกันและถูกดำเนินคดีร่วมกัน การแยกคุมขังให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวกับการอนุญาตให้อยู่รวมกัน รูปแบบใดจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่ากัน

พยานจึงอธิบายว่า ในการจำแนกแดนขังของเรือนจำก็เป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของภารกิจแดนต่าง ๆ แต่ในประเด็นนี้พยานรับว่าจะนำไปปรึกษากับคณะกรรมการจำแนกแดนขังให้ 

ส่วนในฐานะที่พยานเป็นผู้ดูแลสุขอนามัย ความทุกข์ยากของผู้ต้องขัง พยานจะรับประกันความปลอดภัยของผู้ต้องขังการเมืองในเรือนจำว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายได้หรือไม่ ซึ่งวินิจตอบว่า ปัจจุบันอัตรากำลังพลของเจ้าหน้าที่ผู้คุม และสัดส่วนของผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่สมดุลกัน แต่ก็จะพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้ผู้ต้องขังทำร้ายกันเอง 

ในระหว่างการซักถาม ศาลได้ถามกับวินิจถึงความเป็นไปได้ที่จะนำกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีมาอยู่รวมกัน และจำแนกกลุ่มผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดไปตามภารกิจแดน ซึ่งวินิจได้กล่าวว่าจะนำไปปรึกษาหารือกับคณะกรรมการฯ อีกครั้ง 

.

หลังจากนั้น “ไผ่” จตุภัทร์ ได้ขอซักถามบางประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการโยกย้ายแดนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2569 มีสถานการณ์ย้ายแดนผู้ต้องขังคดี ม.112 รายหนึ่ง คืออติรุจ โดยเป็นการจำแนกให้เขาไปอยู่แดน 5 แทนการอยู่แดน 4 

นอกจากนี้ ในวันที่ 23 ก.ค. 2569 มีการประชุมเพื่อที่จะแจ้งกับกลุ่มผู้ต้องขังคดี ม.112 ว่าจะมีการจำแนกทุกคนออกจากกัน โดยให้ ไผ่, ชินวัตร, โสภณ และจิรวัฒน์ ไปคุมขังที่แดน 5 ส่วนอานนท์ และครูใหญ่ไปคุมขังที่แดน 8 วินิจปฏิเสธว่าไม่มีรายละเอียดนี้ปรากฏในการประชุมดังกล่าวแต่อย่างใด

พยานอธิบายเพิ่มเติมว่าในการดำเนินการแยกแดนขัง ก็ต้องคำนึงถึงสถานะทางคดีของผู้ต้องขังด้วย โดยในความคิดของพยานคือกลุ่มผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี ได้แก่ ระหว่างสอบสวน, ระหว่างพิจารณา และระหว่างอุทธรณ์ – ฎีกา

ไผ่จึงสรุปประเด็นเพื่อซักถามว่าในการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ไม่ได้เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปตามภารกิจแดนตามที่ได้แจ้งไว้ข้างต้น ใช่หรือไม่ ซึ่งพยานตอบว่าก็ต้องประเมินถึงสภาพความแออัดของแดนขังร่วมด้วย 

.

ต่อมา 11.00 น. ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย เนื่องจากไม่อยู่ขอบเขตอำนาจของศาล โดยให้มีข้อเสนอแนะไปทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้ควบคุมจำเลยรวมกันเพื่อจะได้มีโอกาสในการปรึกษาคดี และต่อสู้คดีตามหลักสิทธิมนุษยชน 

ทางผู้อำนวยการฝ่ายทัณฑปฏิบัติ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รับว่าจะนำไปหารือกับคณะกรรมการจำแนกผู้ต้องขังของเรือนจำต่อไป และหากได้ข้อยุติประการใด จะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง 

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันยังมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 53 ราย เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 ราย และคดี มาตรา 110 จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งหมด 16 ราย 

.

X