ศุภณัฐ บุญสด
.
บทนำ
บทวิเคราะห์การตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในคำพิพากษาคดี ทิวากร วิถีตน ชิ้นนี้ มิได้มุ่งหมายพิจารณาผ่านกรอบทางนิติศาสตร์โดยแท้ต่อการใช้และตีความกฎหมายของศาล อย่างการตั้งคำถามว่า ข้อพิพาทในทางกฎหมายแห่งคดีนี้ประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหน หรือตั้งคำถามจุดมุ่งหมายทางกฎหมายในการตีความของศาลคืออะไร หรือตั้งคำถามว่าการตีความดังกล่าวมีความถูกต้องในทางกฎหมายหรือแนวคำวินิจฉัยของศาลสูงหรือไม่
แต่มุ่งเน้นวิเคราะห์ที่มาทางสังคมการเมืองของคำพิพากษาดังกล่าวและผลกระทบต่อสังคมไทยภายหลังคำพิพากษาดังกล่าวเป็นสำคัญ ผ่านแนวพินิจอย่างอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional identity) และความขัดแย้งระหว่างอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันในสังคมที่ยึดถือแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม ในการออกแบบบทบาทให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
.
1. มองมาตรา 112 ใหม่ ผ่านคดีที่มีใจกลางข้อพิพาทในการปะทะกันระหว่างอัตลักษณ์รัฐธรรมนูญที่แตกต่างกัน
อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญคืออะไร
อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional Identity) เป็นข้อความคิดที่มีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวพันอย่างแนบชิดกับทฤษฎีทางรัฐธรรมนูญอื่น ๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ลำดับชั้นของกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญ คุณค่าทางรัฐธรรมนูญ การตีความรัฐธรรมนูญ ข้อจำกัดแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาล
แต่โดยรวมแล้วแนวคิดว่าด้วยอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญจะมีจุดร่วมกัน คือ เป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่ศาลสร้างขึ้นหรืออธิบายผ่านคำพิพากษาว่า สิ่งใดคือหัวใจของรัฐธรรมนูญหรือระบบกฎหมายของประเทศนั้น ที่มีลักษณะเฉพาะตัวและมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินคดีที่มีใจกลางข้อพิพาทแห่งคดี โดยมากคือการรักษาสถานะดั้งเดิมของระบบกฎหมายกับการเมืองของประเทศจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกหรือภายในประเทศ
สาระสำคัญดังกล่าวอาจเป็นไปได้ทั้งคุณค่าทางรัฐธรรมนูญโดยตรง หรือคุณค่าของรัฐ การเมือง ศาสนา เศรษฐกิจและสังคมก็ได้ ตามแต่ศาลของแต่ประเทศจะรังสรรค์ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธรรมชาติที่ตั้งอยู่ฐานคติแบบศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในไอร์แลนด์ หรือโครงสร้างพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญ (Basic structure) ที่ศาลในอินเดียกับมาเลเซียสร้างขึ้นมาเป็นข้อจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยปริยาย (implicit limitation) หรืออัตลักษณ์ของชาติที่ตั้งอยู่ฐานคติพระพุทธศาสนาแบบสิงหลในประเทศศรีลังกา หรือจิตวิญญาณของชาติแบบในประเทศแอฟริกาใต้ เป็นต้น1
เดิมทีแหล่งกำเนิดของอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยบรรดาศาลของประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในยุโรปตะวันตกอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี หรืออิตาลี ในฐานะเป็นเกราะป้องกันและเป็นอาวุธที่ทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดในการมีผลบังคับใช้ของกฎเกณฑ์ที่ตราขึ้นโดยสหภาพยุโรปต่อกฎหมายภายในประเทศดังกล่าว เพื่อรักษาระบบรัฐธรรมนูญหลายระดับ (multi-level constitutionalism) อันทำหน้าที่ประกันว่าภายใต้สหภาพยุโรป อำนาจทางรัฐธรรมนูญจะมิได้รวมศูนย์อยู่ในระดับนานาชาติแต่เพียงระดับเดียว หากแต่กระจายอยู่ระหว่างสหภาพยุโรป รัฐสมาชิก และในบางกรณีรวมถึงองค์กรปกครองระดับภูมิภาค โดยแต่ละระดับต่างมีความสัมพันธ์และถ่วงดุลกันได้ภายใต้หลักการรัฐธรรมนูญร่วมกันของสหภาพยุโรป2
เนื้อหาของอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญก็มักจะกล่าวถึงคุณค่าทางรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับหลักเสรีนิยมประชาธิปไตย เช่น หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักอำนาจรัฐเป็นของประชาชน หลักนิติรัฐ ความเป็นอิสระของศาล สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นต้น3
แต่อย่างไรก็ตาม บทบาทกับภารกิจของอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญมิได้สถิตอยู่นิ่ง แต่ได้แปรเปลี่ยนและไหลลื่นไปตามบริบททางการเมืองกับสังคมของประเทศต่าง ๆ ที่ข้อความคิดดังกล่าวปรากฏตัวขึ้นด้วย เช่น กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกอย่างฮังการีกับโปแลนด์ที่เกิดสภาวะระบอบประชาธิปไตยถดถอย หรือเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบอำนาจนิยมที่มีการแข่งขัน ศาลในประเทศดังกล่าวจะใช้อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญอย่างบิดเบือน (abusive) เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย และลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติกับสหภาพยุโรปลง4 โดยเนื้อหาของอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญที่ถูกศาลสร้างขึ้นในทิศทางนี้มักจะอ้างอิงอยู่กับคุณค่าทางศาสนา รากฐานประวัติศาสตร์ของชาติ หรือคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ก่อนและต่อเนื่องมาถึงช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นสำคัญ5
สาเหตุที่ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน และผลิตอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปเหมือนกัน แต่กลับถูกใช้ไปในทิศทางและเนื้อหาที่แตกต่างกัน เป็นผลสืบเนื่องมาจากมุมมองของศาลที่มีต่อความหมายของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ศาลซึ่งสร้างเนื้อหาของอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญขึ้นมาให้สอดคล้องกับคุณค่าทางการเมืองของระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย เกิดจากการยอมรับการดำรงอยู่ของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (constituent power) ของประชาชนอันเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ แก่นสารของรัฐธรรมนูญที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอย่างอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ จึงมิได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองในทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่ถูกประชาชนสร้างขึ้นมาผ่านอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยและสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนเท่านั้นอีกเช่นเดียวกัน
ในขณะที่รากฐานสำคัญที่นำมาสู่การสร้างอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับหลักเสรีนิยมประชาธิปไตยขึ้นมา เนื่องจากมองว่ารัฐธรรมนูญมิใช่สิ่งที่มนุษย์จะรังสรรค์หรือบิดผันได้ตามใจชอบเสมือนการประพันธ์บทละครหรือนวนิยาย หากแต่รัฐธรรมนูญเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ (Historical constitution) ที่สั่งสมและถักทอขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านกาลเวลา กฎหมายโบราณและจารีตประเพณีอันมีลักษณะเฉพาะของสังคมนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งอันไม่อาจแปรเปลี่ยนหรือสั่นคลอนได้ด้วยการตรากฎหมายลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใหม่ อันเป็นผลโดยตรงมาจากการปฏิเสธทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง6
.
ย้อนดูการปรากฏตัวของตุลาการในกิจกรรมทางการเมืองผ่านแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม กับการขยายตัวของอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ และการกดทับอัตลักษณ์อื่น ๆ
จิตวิญญาณของแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) ถูกแพร่กระจายไปทั่วโลกในปัจจุบัน ผ่านคลื่นหลายระลอกนับตั้งแต่เริ่มศตวรรษที่ 18 เริ่มจากการปฏิวัติใหญ่ในอเมริกาและฝรั่งเศส จนกระทั่งมาถึงการสิ้นสุดของสงครามเย็นกับการล่มสลายของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1989 โดยหัวใจหลักของแนวคิดดังกล่าวมุ่งหมายที่จะสร้างระบบการปกครองที่จำกัดอำนาจรัฐ สถาปนาหลักนิติรัฐ และขยายบทบาทของศาลเข้ามาเป็นผู้พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนผ่านรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร7
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของแนวคิดดังกล่าวนี้ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้สร้างปัญหาทางรัฐธรรมนูญที่สำคัญตามมาด้วย กล่าวคือ กลไกดังกล่าวที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดเช่นนี้มักจะเป็นไปในทิศทางที่มุ่งคุ้มครองกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญให้สามารถกำกับหรือควบคุมพลังอำนาจทางการเมืองและสังคมต่าง ๆ ให้ดำเนินการไปตามครรลองที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ส่งผลให้การปะทะกันระหว่างกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญกับพลังอำนาจทางการเมืองและสังคมต่าง ๆ จึงนำมาสู่ข้อพิพาทระหว่างอัตลักษณ์ต่าง ๆ ในสังคมที่มีความหลากหลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อพิพาทดังกล่าวสามารถมีแหล่งที่มาได้จากทั้งความแตกต่างกันในต่างเชื้อชาติ ถิ่นที่อยู่อาศัย ศาสนา ชาติพันธุ์ ช่วงอายุระหว่างรุ่น ความแตกต่างทางชนชั้นทางเศรษฐกิจ-สังคม อุดมการณ์ทางการเมืองที่อัตลักษณ์ดังกล่าวสังกัด หรือความแตกต่างระหว่างอัตลักษณ์ของผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองเกี่ยวกับความชอบธรรมในการปกครอง (legitimacy) ได้ทั้งสิ้น8
สำหรับคดีที่มีข้อพิพาทจากการที่ฝ่ายประชาชนยกบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญขึ้นมาปกป้องการดำเนินกิจกรรมทางสังคมหรือการเมืองของตนเองจากการใช้อำนาจของรัฐ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งมีลักษณะเป็นคดีที่เปิดประตูให้ศาลเข้ามามีบทบาทในสมรภูมิการต่อสู้ทางการเมือง (political arena) เนื่องจากการวินิจฉัยว่าการแสดงออกทางการเมืองดังกล่าวอยู่ภายใต้การคุ้มครองของบทบัญญัติสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญหรือไม่ กับการใช้อำนาจรัฐจำกัดสิทธิของประชาชนเป็นไปตามข้อยกเว้นในรัฐธรรมนูญหรือไม่
ในทางหนึ่งหมายถึงการที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าระหว่างอัตลักษณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (Framer) แสดงออกทางการเมืองออกมาในรูปของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญซึ่งมีสถานะเป็นอัตลักษณ์หลักของรัฐ (a predominant identity) กับอัตลักษณ์ของประชาชน ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวที่แสดงออกผ่านกิจกรรมดังกล่าวและมีสถานะเป็นอัตลักษณ์ลำดับรองว่าขัดแย้งกันหรือไม่ และหากขัดแย้งกันแล้ว อัตลักษณ์ใดมีคุณค่าสูงเด่นมากกว่ากัน เพราะหากอัตลักษณ์ทั้งสองไม่ขัดแย้งกัน หรือขัดแย้งกัน แต่ศาลประเมินว่าอัตลักษณ์ของประชาชนสูงเด่นกว่าอัตลักษณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญย่อมนำมาสู่ผลลัพธ์การวินิจฉัยว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและการใช้อำนาจรัฐดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าหากอัตลักษณ์ดังกล่าวขัดแย้ง และศาลประเมินว่าอัตลักษณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีสถานะสูงกว่าย่อมนำมาสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป อย่างการวินิจฉัยว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาด้วย9
กรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมของคดีที่สะท้อนถึงการปะทะกัน (dichotomy) ระหว่างอัตลักษณ์ต่าง ๆ ในสังคม ผ่านคดีที่มีการวินิจฉัยว่าการดำเนินกิจกรรมทางสังคมหรือการเมืองของประชาชนเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปรากฏในกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกากับเยอรมนี
สำหรับตัวอย่างแรก กรณีสหรัฐอเมริกา อัตลักษณ์หลักของรัฐที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1789 คือ การยึดถืออำนาจอธิปไตยของประชาชนเป็นแก่นกลางของรัฐผ่านการรับรองความเสมอภาคระหว่างบุคคลที่ปรากฎในถ้อยคำในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญกับคำประกาศอิสรภาพอย่าง “We, The People” กับ “all men are created equal” แต่อย่างไรก็ตาม การปะทะกันระหว่างอัตลักษณ์หลักของรัฐที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมาจากการปฏิวัติกับอัตลักษณ์อื่นของสังคมมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า all men are created equal ดังกล่าว ใครบ้างที่ถูกนับว่าพลเมืองสหรัฐอเมริกาและได้รับการรับรองให้มีความเสมอภาคกับบุคคลอื่น ๆ โดยนับรวมเฉพาะคนขาวตามที่อุดมการณ์ทางการเมืองของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมุ่งหมายหรือหมายความร่วมถึงคนผิวดำด้วย10
ก่อนสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1857 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดี Dred Scott v. Sandford จากการที่เดรด สก็อตต์ เป็นทาสผิวดำที่เคยถูกนายทาสพาไปอาศัยในมลรัฐที่มีกฎหมายห้ามมีทาสได้ ฟ้องขอให้ศาลรับรองว่าตนเป็นบุคคลเสรี ว่าบุคคลเชื้อสายแอฟริกันไม่ว่าจะเป็นทาสหรือเป็นอิสระไม่ถือเป็นพลเมืองตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การพำนักอยู่ในดินแดนที่ห้ามมีทาสไม่ได้ทำให้สก็อตต์กลายเป็นบุคคลเสรี11
คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลฎีกาจึงเป็นไปในทิศทางของการวินิจฉัยว่าอัตลักษณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเฉพาะคนขาวเท่านั้นที่มีสถานะพลเมืองสหรัฐอเมริกา และได้รับการคุ้มครองจากหลักความเสมอภาคของบุคคลตามรัฐธรรมนูญขัดหรือแย้งกับอัตลักษณ์ของ เดรด สก็อตต์ ที่อยู่ภายใต้บังคับรัฐธรรมนูญดังกล่าว และถือว่าความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญย่อมคุ้มครองคนผิวดำด้วย และศาลถือว่าอัตลักษณ์หลักของรัฐมีสถานะสูงเด่นกว่าอัตลักษณ์ลำดับรอง โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวได้เป็นปัจจัยหลักที่นำมาสู่สงครามกลางเมืองอันนองเลือดของสหรัฐอเมริกา และนำมาสู่การกำหนดทิศทางใหม่ของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ผ่านบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 13 และฉบับที่ 1412
ส่วนกรณีที่สองอย่างเยอรมนี อัตลักษณ์หลักของรัฐโดยเฉพาะหลักประชาธิปไตยที่ถูกรับรองไว้ในมาตรา 20 ของกฎหมายพื้นฐานถูกเชื่อมโยงเข้ากับส่วนหนึ่งของกลไกประชาธิปไตยที่ป้องกันตัวเองได้ (militant democracy) ในระบบกฎหมายของเยอรมนี ด้วยการเป็นเครื่องมือของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์หรือดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญและคุณค่าพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 21 ของกฎหมายพื้นฐาน13 ซึ่งถูกร่างขึ้นจากประสบการณ์เลวร้ายที่กลไกทางกฎหมายต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญไวมาร์ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จัดการภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างพรรคนาซี โดยเมื่อกฎหมายพื้นฐานมีผลบังคับใช้เพียงไม่นาน กลไกดังกล่าวได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญอาศัยเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย มีคำวินิจฉัยยุบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเยอรมนีและพรรคสังคมนิยมไรซ์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคนาซีทันที14
ในคดีหลัง ศาลใช้เวลาพิจารณาเพียงไม่นาน และได้วางหลักการที่สำคัญในการวินิจฉัยว่าพรรคการเมืองดำเนินการขัดหรือแย้งต่อหลักประชาธิปไตยอันเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของเยอรมนี หรือไม่ให้พิจารณาจากการดำเนินการทางการเมืองเป็นสำคัญ โดยถือว่าพรรคการเมืองที่มีแนวทางการดำเนินการทางการเมืองไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ย่อมมีแนวโน้มที่จะนำโครงสร้างอำนาจในลักษณะเดียวกันไปใช้กับรัฐ หากพรรคนั้นได้รับอำนาจทางการเมืองในอนาคต สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาประกอบไปด้วยสามเกณฑ์ ได้แก่ เกณฑ์แรก พิจารณาว่าผู้นำของพรรคการเมืองดังกล่าวมีประวัติเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางการเมืองที่มุ่งล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เกณฑ์ที่สอง พิจารณาว่าโครงสร้างภายในพรรคมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยแบบเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคหรือไม่ และเกณฑ์ที่สาม พิจารณาว่าแผนการดำเนินการทางการเมืองของพรรคการเมืองมีลักษณะที่จะมุ่งล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
ศาลได้วินิจฉัยว่าพรรคสังคมนิยมไรซ์มีการดำเนินการที่มุ่งล้มล้างหลักการประชาธิปไตยทั้งสามส่วนครบถ้วนด้วยเหตุผลว่า ผู้นำทางการเมืองในพรรคดังกล่าวล้วนแล้วแต่เคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคนาซีทั้งสิ้นรวมถึงมีพฤติกรรมที่ฝักใฝ่แนวทางทางการเมืองของพรรคนาซีอย่างชัดแจ้ง ส่วนโครงสร้างพรรคดังกล่าวก็มุ่งเน้นบทบาทอำนาจเบ็ดเสร็จของผู้นำพรรคเป็นสำคัญ และประการสุดท้าย พรรคยังมีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อดำเนินการทางเมืองในรูปแบบเดียวกับพรรคนาซีอีกด้วย จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่า พรรค SRP เป็นพรรคการเมืองที่มีวัตถุประสงค์และดำเนินกิจกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคตามมาตรา 21 แห่งกฎหมายพื้นฐานในท้ายที่สุด15
โดยนอกจากการผนวกอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญเข้ากับกลไกการยุบพรรคการเมืองแล้ว อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของเยอรมนีอย่างหลักประชาธิปไตย ยังได้บูรณาการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ของบุคคลที่เข้ารับราชการตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน โดยกำหนดให้รัฐมีอำนาจตรากฎหมายจำกัดเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลที่เข้ารับราชการให้ต้องมีหน้าที่ต้องจงรักภักดีต่อระบอบประชาธิปไตยผ่านมาตรา 33 (5) แห่งกฎหมายพื้นฐานเป็นสำคัญอีกด้วย16
เครื่องมือทางกฎหมายดังกล่าวได้เปิดทางให้รัฐบาลของเยอรมนีออกคำสั่งห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐว่าจ้างบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญกับระบอบประชาธิปไตย อันนำมาสู่การกีดกันบุคคลและไล่บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยอย่างพรรคคอมมิวนิสต์หรือกิจกรรมทางการเมืองสุดโต่งอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีบุคคลโต้แย้งความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจดังกล่าวของรัฐบาล แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจของรัฐบาลพิทักษ์อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญดังกล่าวไว้ ในคดี Extremists เมื่อปี ค.ศ. 1975 โดยให้เหตุผลประกอบการวินิจฉัยว่า
“…หน้าที่แห่งความจงรักภักดีต่อรัฐ (duty of loyalty) กำหนดให้ข้าราชการต้องให้การสนับสนุนรัฐและระเบียบรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับอยู่ แม้ว่าระเบียบรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตาม ความจงรักภักดีดังกล่าวมิอาจจำกัดอยู่เพียงการแสดงออกด้วยวาจา หากแต่ต้องปรากฏให้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการผ่านการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ความจงรักภักดีทางการเมือง (political loyalty) มีความหมายกว้างไกลกว่าการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงในเชิงรูปแบบ ขณะที่ยังคงมีท่าทีเฉยเมยหรือไม่ใส่ใจต่อรัฐและรัฐธรรมนูญ หากแต่กำหนดให้ข้าราชการต้องแสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงการไม่เกี่ยวข้องและไม่สนับสนุนขบวนการหรือกลุ่มบุคคลที่มุ่งโจมตี ต่อต้าน หรือทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐ สถาบันของรัฐ และระเบียบรัฐธรรมนูญ
“ข้าราชการจึงมีหน้าที่ต้องยอมรับรัฐและรัฐธรรมนูญในฐานะคุณค่าเชิงบวก (positive values) อันสมควรได้รับการธำรงรักษาและปกป้อง บทพิสูจน์ที่แท้จริงของความจงรักภักดีมิได้ปรากฏในภาวะปกติ หากแต่ปรากฏในยามที่รัฐเผชิญวิกฤตหรือความขัดแย้งอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐจำเป็นต้องสามารถไว้วางใจได้ว่าข้าราชการพร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องรัฐ รัฐที่ตนสังกัดและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต มิใช่ให้การสนับสนุนรัฐเฉพาะในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงซึ่งตนปรารถนาได้รับการรับรองผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากรัฐไม่อาจไว้วางใจในความจงรักภักดีของข้าราชการได้แล้ว ในสถานการณ์วิกฤต สังคมและรัฐย่อมตกอยู่ในภาวะที่ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง…”17
.
2. คดีทิวากรกับบทบาทศาลในการวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยกับอัตลักษณ์ของจำเลยในฐานะผู้ถูกปกครอง
การรับรองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้มีฐานะอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญและอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยโดยศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับแหล่งกำเนิดสำคัญที่ศาลยุติธรรมยกบทบัญญัติมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันกล่าวถึงสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ในฐานะอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ (constitutional identity) และอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยเพื่อประกอบการให้คุณค่าในการตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเพื่อวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างอัตลักษณ์หลักของรัฐกับอัตลักษณ์ลำดับรองอื่น ๆ ในสังคมไทย ด้วยการตีความขยายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายให้ครอบคลุมการกระทำต่าง ๆ ที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใช้สิทธิเสรีภาพมากระทบต่ออัตลักษณ์ดังกล่าวได้18 นับเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างในทางกฎหมายจากคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่สำคัญจำนวนสามคดี อย่างคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ, คดีที่ศาลวินิจฉัยว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของอานนท์ นำภาและพวก ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคดียุบพรรคก้าวไกล
คำวินิจฉัยทั้งสามคดีถือกำเนิดขึ้นในบริบทภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และสมรภูมิทางการเมืองที่นำมาสู่การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และความเหมาะสมของอำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐต่าง ๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญดังกล่าว ผ่านข้อพิพาทระหว่างอัตลักษณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและอัตลักษณ์ลำดับรองอื่น ๆ ที่ประชาชนที่ถูกปกครองอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแสดงออกผ่านการจัดตั้งพรรคการเมืองกับเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วง พ.ศ. 2562-2567
บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในทางสามคดีดังกล่าว ศาลได้เข้ามามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นผู้วินิจฉัยว่าอัตลักษณ์ลำดับรองของพรรคการเมืองกับประชาชนขัดหรือแย้งกับอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยอย่าง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในขณะเดียวกันก็ประกอบสร้างองค์ประกอบด้านเนื้อหาและรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมของอัตลักษณ์ดังกล่าวขึ้นมาด้วยในขณะเดียวกัน
สำหรับคำวินิจฉัยที่ 3/2562 (คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ)19 ในฐานะหมากตัวแรกที่ถูกเดินโดยศาลรัฐธรรมนูญเข้าสู่สมรภูมิทางการเมืองข้างต้น โดยที่มาของคดีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พรรคไทยรักษาชาติแจ้งรายชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นบุคคลที่พรรคเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยประเด็นข้อพิพาทหลักแห่งคดีดังกล่าวมีเพียงหนึ่งประเด็น คือ การดำเนินการดังกล่าวของพรรคไทยรักษาชาติเป็นการล้มล้างการหรือเป็นกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งผลแห่งคดีดังกล่าว ศาลได้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื่องจากเห็นว่าการกระทำอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ความสำคัญของคดีดังกล่าวอยู่ตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ริเริ่มการประกอบสร้างเค้าโครงของอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยขึ้นมาเป็นครั้งแรก เน้นย้ำถึงสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์และศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยเป็นลักษณะเด่นอันดีงามของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยที่แตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยของประเทศอื่น ๆ พร้อมกับผูกโยงให้การกระทำที่กระทบต่อสถานะดังกล่าวเป็นการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมและเป็นกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญร่างขึ้นมาเพื่อลดความขัดแย้งกับสร้างความสงบสุขในประเทศ อัตลักษณ์ดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นกลไกปกป้องระบอบการปกครอง (self-defending democracy) มากำกับการใช้สิทธิและเสรีภาพของพรรคการเมืองและบุคคลในสังคมไทยได้ คำวินิจฉัยฉบับนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญให้กับคำวินิจฉัยอีกสองฉบับต่อมา
คำวินิจฉัยที่ 19/256420 เป็นหมากตัวที่สองที่ศาลรัฐธรรมนูญเดินเข้าสมรภูมิการเมืองก่อนรุกฆาตอัตลักษณ์ลำดับรองอื่น ๆ ของสังคมไทย สำหรับที่มาของคดีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองของ อานนท์ นำภาและพวก เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านข้อเสนอ 10 ประการ โดยคดีดังกล่าวนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นว่าหลักการทางรัฐธรรมนูญ (Constitutional Principles) ที่เป็นแก่นของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 คือ อัตลักษณ์หลักของรัฐไทยที่ให้ความสำคัญกับสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์และศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยมีคุณค่าทางรัฐธรรมนูญที่สูงเด่น จนมิอาจถูกล่วงละเมิดโดยอัตลักษณ์ลำดับรองอื่น ๆ จากการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญได้ พร้อมกับกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้เคารพต่อหลักการดังกล่าว
หากคราวนี้ศาลได้ให้รายละเอียดถึงแหล่งที่มาของอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยดังกล่าวให้แตกต่างจากคำวินิจฉัยที่ 3/2562 ที่จำกัดเฉพาะคุณค่าหรือประเพณีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยภายหลัง 24 มิถุนายน 2475 ให้ขยายออกไปถึงผลผลิตทางประวัติศาสตร์ (historical constitution) อื่น ๆ ที่สั่งสมและถักทอขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านกาลเวลา กฎหมายโบราณและจารีตประเพณีอันมีลักษณะเฉพาะของสังคมไทย อย่างประวัติศาสตร์ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และหลักการที่มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนาด้วย พร้อมกับวินิจฉัยให้เด็ดขาดลงไปว่าการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลใดที่กระทบต่ออัตลักษณ์หลักของรัฐไทยดังกล่าว ย่อมเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และในส่วนของคำวินิจฉัยที่ 20/256721 ถือว่าเป็นหมากตัวสุดท้ายที่นำมาสู่การรุกฆาตในสมรภูมิทางการเมืองที่มีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และความเหมาะสมของอำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐต่าง ๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยศาลรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เพราะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ปิดประตูและลงกลอนในทางรัฐธรรมนูญ ปิดช่องมิให้พรรคการเมืองและประชาชนที่ถูกปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญาอาศัยกลไกทางรัฐธรรมนูญใดเพื่อนำเสนออัตลักษณ์ลำดับรองอื่น ๆ ขึ้นมาท้าทายอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยได้อีก
ความเป็นมาของคดีนี้มาจากการที่พรรคก้าวไกลดำเนินการรณรงค์ทางการเมืองให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งกับเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองที่มีการเคลื่อนไหวเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวนี้ ศาลยังคงได้เน้นย้ำถึงการใช้เสรีภาพของพรรคการเมืองให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นเดิม และกลไกยุบพรรคการเมืองถือเป็นมาตรการสำคัญที่ใช้ปกป้องไม่ให้มีความพยายามทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกต่อไปในภายภาคหน้า
ศาลได้วินิจฉัยลึกลงไปว่าแม้ว่าจะเป็นการเสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ แต่หากว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อลดทอนคุณค่าของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเปิดทางให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกโจมตี ติเตียนจากทางการเมืองหรือสังคมได้ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติไทย และนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้
ผลกระทบทางการเมืองกับสังคมของคำวินิจฉัยทั้งสามคดีของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ป้องกันมิให้ทั้งการใช้สิทธิเสรีภาพและอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของพรรคการเมือง/ประชาชน มาเป็นกลไกในการนำเสนออัตลักษณ์อื่นขึ้นมาโต้แย้งความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้อีกต่อไป และด้วยผลลัพธ์ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กำหนดโดยมาตรา 211 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ให้ผูกพันองค์กรของรัฐทั้งปวง จึงส่งผลให้บรรดาเหตุผลทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาทในคดี จึงได้หลั่งไหลไปสู่การตีความกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของศาลยุติธรรมในคดีอื่น ๆ ต่อไป
กล่าวได้ว่าจำเลยที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าว ได้เปรียบเสมือนจำเลยที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งถูกกำหนดผลแห่งคดีไว้ล่วงหน้าอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่มีลักษณะของข้อเท็จจริงในคดีสืบเนื่องจากเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม เพื่อนำเสนออัตลักษณ์ลำดับรองอื่นขึ้นมาท้าทาย “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
.
.
ความเป็นมาของคดีทิวากร
คดีของทิวากรเป็นคดีที่มีการฟ้อง พิจารณาคดี และมีคำพิพากษาในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังประกอบสร้างและสถาปนาอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยในระบบกฎหมายขึ้นมา ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้อยู่ในระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งทิวากร วิถีตน จำเลยในคดีถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 ด้วยการโพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่ต่อสาธารณะจำนวนสามข้อความ ได้แก่
- ข้อความแรกที่ปรากฎตามคำฟ้องเป็นรูปภาพที่ทิวากร สวมใส่เสื้อคอกลมสีขาวและข้อความสกรีนบนเสื้อดังกล่าวว่า “…เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว…”
- ข้อความที่สอง เป็นข้อความที่จำเลยเรียกร้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ระงับการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
- ข้อความที่สาม เป็นข้อความที่จำเลยเรียกร้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ปล่อยแกนนำทางการเมืองที่ถูกขังระหว่างพิจารณา
ทิวากรจำเลยในคดีนี้ได้ถูกพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นฟ้องดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนฝืนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 (3) รวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3) ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2564
เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับคำเบิกความของจำเลยในคดี พบว่าจำเลยรับว่ากระทำการตามที่ถูกพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นฟ้อง แต่มีจุดมุ่งหมายที่จะใช้กลไกสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อนำเสนออัตลักษณ์ลำดับรองของตนเองในฐานะประชาชนที่ถูกปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญดังกล่าว ว่าอำนาจหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กร (organ) ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ ไม่อยู่ในจุดสมดุลอันเหมาะสมที่จะสามารถสร้างสถานะอันเป็นที่ศรัทธาของประชาชนได้ การใช้และตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในปัจจุบันเป็นอุปสรรคทางกฎหมายที่สำคัญในการปิดกั้นประชาชนผู้หวังดี ได้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเสนอความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญได้22
อัตลักษณ์ลำดับรองดังกล่าวจำเลยได้อธิบายเพิ่มเติม ว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่จำเลยยึดถืออย่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยและการยึดมั่นในสังคมพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม บุคคลทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะสามารถออกถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้23
จากการวิเคราะห์เอกสารทางคดีของโจทก์ในคดีนี้โดยเฉพาะคำฟ้อง จะพบว่าโจทก์ยึดถืออัตลักษณ์หลักของรัฐไทยเชื่อมโยงกับการตีความรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่แตกต่างจากจำเลยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ โจทก์มิได้ยึดถือทวิกายาของพระมหากษัตริย์ (the King’s Two Bodies) ที่แบ่งแยกระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรของรัฐ (The Crown) กับองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะตัวบุคคลเฉกเช่นเดียวกันจำเลย แต่ถือว่าทั้งสองร่วมกันเป็นกายาเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการตีความข้อความ “…สถาบันกษัตริย์..” หมายถึง หน่วยงานหนึ่งที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข การที่จำเลยโพสต์ข้อความทั้งสามข้อความข้างต้นกลายเป็นการสร้างความเสียหายให้สถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นการละเมิดทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ในแง่องค์กร และสถานะอันล่วงละเมิดมิได้กับศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยขององค์พระมหากษัตริย์ในแง่บุคคลตามรัฐธรรมนูญไปในคราวเดียวด้วย24
.
บทบาทของศาลที่ขัดแย้งกันในสมรภูมิทางการเมืองที่พิพาทกันระหว่างอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยกับอัตลักษณ์ของจำเลยในฐานะผู้ถูกปกครอง
(1) ศาลชั้นต้นในฐานะผู้พิทักษ์อัตลักษณ์ลำดับรองของสังคมไทย
ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 29 กันยายน 2565 อันเป็นช่วงเวลาภายหลังที่หมากตัวที่สองอย่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ถูกเดินเข้าสู่สมรภูมิทางการเมืองได้เพียงหนึ่งปี แต่ปรากฎว่าศาลจังหวัดขอนแก่นมิได้ผูกโยงตนเองเข้าไปมีบทบาทหรือเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแข็งขัน และมิได้นำประเด็นพิพาทอันเป็นข้อขัดแย้งระหว่างอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยและอัตลักษณ์ลำดับรองที่ถูกนำเสนอขึ้นมาท้าทายโดยสังคมและจำเลยในคดีนี้รวมเข้ามาในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้แต่อย่างใด
พิจารณาได้จากในเหตุผลต่าง ๆ ที่ศาลได้กล่าวไว้ในการวินิจฉัยคำเบิกความของพยานและข้อความที่จำเลยโพสต์ตามฟ้อง ศาลมิได้กล่าวถึงหรือเน้นย้ำถึงสถานะอันล่วงละเมิดมิได้กับศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยขององค์พระมหากษัตริย์ที่กำลังถูกให้ความหมายว่าเป็นอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยไว้ในคำพิพากษา และมุ่งความสนใจในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีไปที่การตีความองค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามหลักการตีความกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด ตามที่ปรากฎในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ส่งผลให้ศาลวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยคดีนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าคำว่า “สถาบันกษัตริย์” เป็นถ้อยคำที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ากล่าวถึงบุคคลใด และองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มุ่งเอาผิดเฉพาะกับการกระทำที่มีลักษณะดูหมิ่นองค์พระองค์มหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งอย่างชัดเจนเท่านั้น25
การแสดงบทบาทเช่นนี้ ในทางกลับกันย่อมถือว่าศาลจังหวัดขอนแก่นวินิจฉัยว่าอัตลักษณ์ทั้งสองไม่ขัดแย้งกันหรือขัดแย้งกัน แต่ศาลประเมินเชิงคุณค่าว่าอัตลักษณ์ลำดับรองของประชาชนสูงเด่นกว่าอัตลักษณ์หลักของรัฐไทย จึงวินิจฉัยว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองดังกล่าวของจำเลยไม่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
(2) ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในฐานะ “ผู้พิทักษ์” อัตลักษณ์หลักของรัฐไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีของทิวากรได้ถูกฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ต่อและเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 4 กระทั่งศาลได้มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ออกมาในวันที่ 26 เมษายน 2567 อันเป็นช่วงเวลาสามปีหลังจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 บทบาทของศาลอุทธรณ์ได้มีความแตกต่างจากศาลชั้นต้นโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ศาลพลิกบทบาทมาเป็นผู้พิทักษ์อัตลักษณ์หลักของรัฐไทยและกดทับอัตลักษณ์ลำดับรองที่จำเลยนำเสนอแทน ด้วยการกล่าวถึงหรือเน้นย้ำถึงสถานะอันล่วงละเมิดมิได้กับศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยขององค์พระมหากษัตริย์ที่ถูกทำให้เป็นอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยไว้ในคำพิพากษาโดยตรง
“…ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมาตรา 6 บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล โดยไม่ต้องรับผิดชอบโดยพระองค์เอง ดังนี้ การที่จำเลยโพสต์ข้อความเรียกร้องดังกล่าว พระมหากษัตริย์จึงไม่สามารถกระทำได้ เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำที่จำเลยโพสต์ดังกล่าว…จึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง”
ด้วยเหตุนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงพิพากษากลับให้การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ลำดับรองของจำเลยในคดี เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 11226
และเมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 อันเป็นห่วงเวลาที่หมากตัวสุดท้ายซึ่งเป็นหมากรุกฆาตในสมรภูมิทางการเมืองดังกล่าวอย่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 บทบาทของศาลฎีกาและแนวทางการพิจารณาคดีพิพากษาของศาลฎีกาจึงไม่มีความแตกต่างจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่อย่างใด27
.
บทสรุป: มาตรา 112 กับศาลยุติธรรมในฐานะส่วนต่อขยายของกลไกฟื้นฟูภาวะหลังการเมือง ที่อัตลักษณ์หลักของรัฐไทยปราศจากคู่แข่งขันอีกครั้ง?
แม้ว่าไม่อาจกล่าวได้ว่าคำพิพากษาของคดีทิวากรได้สร้างผลกระทบวงกว้างที่เกินกว่าผลร้ายต่อสิทธิเสรีภาพของจำเลย อย่างการถูกจองจำโดยคำพิพากษา ให้ไปไกลสู่การสร้างผลกระทบทางสังคมและการเมืองของประเทศไทยในภาพใหญ่ได้ เนื่องจากแม้คำพิพากษามิได้มีเนื้อหาสาระสำคัญที่ได้สร้างหลักการหรือองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยขึ้นมาใหม่ หรือสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของศาลขึ้นมาโดยตรง แต่ถ้าหากเราพิจารณาคำพิพากษาของคดีทิวากรในฐานะจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่ถูกประกอบขึ้นเป็นภาพใหญ่ของโครงการทางการเมือง (political project) ที่ถูกวางไว้โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึง 2567 จะพบว่าปัจจุบัน ศาลยุติธรรมและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้กลายเป็นกลไกส่วนต่อขยายสำคัญในการสร้างประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2567 ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฉบับเดิม ด้วยการฟื้นฟูภาวะหลังการเมือง (post-political) ที่เป็นภาวะที่มุ่งขจัดกลุ่มทางการเมืองหรือพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งปฏิรูปสังคมดั่งเดิมแบบถึงรากถึงโคน (radical) ให้หมดไปจากระบบการเมือง28 พร้อมกับสร้างระบบการเมืองที่มีฉันทามติร่วมกันในอุดมการณ์ทางการเมืองใดอุดมการณ์หนึ่งโดยปราศจากคู่ขัดแย้งต่อทางอุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวขึ้นมา29
โดยภาวะหลังการเมืองดังกล่าวถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นภาวะที่ปฏิเสธธรรมชาติของการเมืองที่ดำรงอยู่ด้วยความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทางการเมืองต่าง ๆ โดยตลอด30 และคุ้มครองอำนาจนำที่อยู่เบื้องหลังการสร้างฉันทามติทางสังคมดังกล่าวขึ้นมา มิให้มุมมองอื่นขึ้นมาถกเถียงด้วยได31้ อันจะนำสู่ภาวะถดถอยของระบอบประชาธิปไตย (democratic deficit) ที่พรรคการเมืองไม่มีการชูนโยบายทางการเมืองที่แตกต่างจากฉันทามติที่ถูกสถาปนาโดยอำนาจนำ เนื่องจากพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์การเมืองมุ่งปฏิรูปสังคมดั้งเดิม ได้ถูกบังคับให้ละทิ้งแนวทางเดิมลงและเกิดสภาพที่ประชาชนไม่มีตัวเลือกทางการเมืองที่ตอบสนองต่อความต้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แท้จริงของตัวเองขึ้นมา32
นอกจากนี้ ผลของการไม่มีพื้นที่ทางการเมืองสำหรับการต่อสู้ทางนโยบายหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว ความขัดแย้งต่าง ๆ ในระบอบการเมืองภายใต้ภาวะหลังการเมืองดังกล่าว จึงถูกลดระดับลงเป็นเพียงข้อถกเถียงเชิงศีลธรรมของผู้เล่นทางการเมือง หรือปัญหาทางกฎหมายที่สามารถถูกตัดสินโดยกระบวนการยุติธรรมแทน33
ด้วยเหตุนี้ จากคำพิพากษาของคดีทิวากรดังกล่าว ทำให้เราสามารถจัดวางบทบาทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กับศาลยุติธรรมในปัจจุบันว่า มีบทบาทอย่างยิ่งในฐานะส่วนต่อขยายที่ทำหน้าที่กดทับอัตลักษณ์ลำดับรองอื่น ๆ ของสังคมไทยเอาไว้ และคุ้มครองให้อัตลักษณ์หลักของรัฐไทยอย่าง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มีสถานะเป็นอำนาจนำเหนือระบบการเมืองกับผู้เล่นทางการเมืองทั้งหมดไว้ เพื่อสร้างภาวะหลังการเมืองขึ้นมาในสังคมไทยอีกครั้ง ภาวะอันไม่มีพรรคการเมืองหรือประชาชนกลุ่มใดอย่าง พรรคก้าวไกล หรือ อานนท์ นำภากับพวก สามารถอาศัยกลไกต่าง ๆ อย่างบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพหรืออำนาจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองในรัฐธรรมนูญขึ้นมาแสดงออกทางการเมือง เพื่อนำเสนออัตลักษณ์อื่น ๆ ท้าทาย โต้แย้ง หรือถกเถียงจากกรอบทางการเมืองที่ถูกขีดเส้นหรือขีดวงไว้แล้ว โดยอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยและศาลรัฐธรรมนูญได้
สำหรับคำถามสำคัญว่าเราจะพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากภาวะหลังการเมืองที่เกิดขึ้นจากการยกระดับอัตลักษณ์หลักของรัฐไทยให้มีฐานะเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ ในฐานะบรรทัดฐานทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อกีดกันอัตลักษณ์หลักอื่น ๆ ของสังคม และจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลยุติธรรมในครั้งนี้ได้อย่างไร จึงเป็นคำถามที่เราไม่สามารถหาทางออกได้จากพื้นหินอ่อนหรือซีเมนต์ในห้องพิจารณาคดีได้ แต่คำตอบดังกล่าวจะถูกค้นพบผ่านสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน” นอกข้อจำกัดจากหลักเกณฑ์ กระบวนการ หรือสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะมีแต่อำนาจดังกล่าวเท่านั้นที่จะสามารถทลายโซ่ตรวนที่พันธนาการสังคมไทยอย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับได้ ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนที่รัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะต้องนำมาสู่การจัดระเบียบการเมืองการปกครองใหม่ให้สอดคล้องกับคุณค่าการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย ประกาศให้บรรดาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการเมืองต่าง ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในอดีตทั้งหมดเป็นโมฆะ และวางกลไกทางรัฐธรรมนูญสำคัญเพื่อประกันมิให้สถาบันปฏิปักษ์เสียงข้างมาก (counter majoritarian institutions) อย่างศาลกับองค์กรอิสระเข้ามาใช้อำนาจหน้าที่เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางรัฐธรรมนูญที่บั่นทอนและเซาะกร่อนระบอบประชาธิปไตยกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะมีแต่เพียงการดำเนินการดังกล่าวเท่านั้นที่จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยฟื้นคืนพื้นที่ทางการเมืองให้กับสังคมไทยอีกครั้ง เพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ การผลักดันการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และการผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมใช้และตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติศาสตร์และเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เกิดขึ้นจริงได้ รวมถึงป้องกันมิให้เกิดคำพิพากษาเฉกเช่นในคดีทิวากรอีก
.
.
อ้างอิงท้ายบทความ
- Ran Hirshl and Yaniv Roznai, “Introduction: The Quandaries and Parables of Constitutional Identity”, in Ran Hirshl and Yaniv Roznai eds., Deciphering the Genome of Constitutionalism, United Kingdom: Cambridge University press, 2024, 1. ↩︎
- Christian Calliess and Gerhard Van Der Schyff, “Constitutional Identity Introduced” in In Constitutional identity in A Europe of multilevel of constitutional, Cristian Calliess and Gerhard Van Der Schyff (Ed.), (United Kingdom: Cambridge University press, 2020), 3-5. ↩︎
- Elke Cloots, “Constitutional Identity in Belgium”, In Constitutional identity in A Europe of multilevel of constitutional, Cristian Calliess and Gerhard Van Der Schyff (Ed.), (United Kingdom: Cambridge University press, 2020), 74-79. ↩︎
- Julian Scholtes, “Abusing Constitutional Identity”, German Law Journal Vol. 22 (2021), 534–556. ↩︎
- Svenja Behrendt and Joel Colón-Ríos, “Constitutional identity, democracy, and illiberal change”, International Journal of Constitutional Law, Vol. 23, Iss.4, (October 2025), 1330–1350. ↩︎
- ibid. ↩︎
- Michel Rosenfeld, “Modern Constitutionalism as Interplay between Identity and Diversity” in Michel Rosenfeld (Eds). Constitutionalism, Identity, Difference, and Legitimacy: Theoretical Perspectives, London: Duke University Press, 1994, 3. ↩︎
- ibid, 4-5. ↩︎
- ibid, 5-6. ↩︎
- ibid, 7-8. ↩︎
- Dred Scott v. Sandford, (1857). ↩︎
- Michel Rosenfeld, “Modern Constitutionalism as Interplay between Identity and Diversity” in Michel Rosenfeld (Eds). Constitutionalism, Identity, Difference, and Legitimacy: Theoretical Perspectives, London: Duke University Press, 1994, 8. ↩︎
- Svetlana Tyulkina, Militant Democracy: Undemocratic Political Parties and Beyond, New York: Routledge, 2015, 15. ↩︎
- ibid., 65-67. ↩︎
- ibid., 68-69. ↩︎
- ibid., 44. ↩︎
- G. Brinkmann, Militant Democracy and Radicals in the West German Civil Service, The Modern Law Review, vol.46, no. 5, 584–600. ↩︎
- คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีหมายเลขดำที่ อ.167/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 590/2569 (คดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ กับอานนท์ นำภา) ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ↩︎
- คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 ↩︎
- คำเบิกความพยานจำเลย นายทิวากร วิถีตน จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อ.399/2564 ศาลจังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ↩︎
- พยานเอกสารโจทก์ หมายเลข 4 จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อ.399/2564 ศาลจังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ↩︎
- คำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ.399/2564 ศาลจังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ↩︎
- คำพิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่น คดีหมายเลขดำที่ อ.399/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1001/2565 ↩︎
- คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขดำที่ อ.416/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1579/2567 ↩︎
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1731/2569 ↩︎
- Chantal Mouffe, The Democratic Paradox, London: Verso, 2000, 6-8. ↩︎
- ibid., 14-15 and 108. ↩︎
- ibid., xi. ↩︎
- ibid., 5. ↩︎
- ibid., 6-7. ↩︎
- ibid., 115-116. ↩︎
.

