วันที่ 26 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “วิจิตร” (นามสมมติ) ประชาชนจากจังหวัดขอนแก่นวัย 60 ปี ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และเป็นผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) ซึ่งถูกขังในระหว่างชั้นอุทธรณ์มาแล้ว 1 ปี 4 เดือนเศษ จากเหตุโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กจำนวน 10 โพสต์ ระหว่างปี 2557 – 2558 และถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระบุโดยสรุปว่า เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเจ็บป่วย กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 55 และตามพฤติการณ์ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
กรณีดังกล่าว ทนายความยื่นประกันตัว “วิจิตร” ไปเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 (เป็นครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ถูกคุมขัง) โดยระบุเหตุผลในคำร้องว่า วิจิตร ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อยู่เกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ตามที่ระบุในบัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอทูลเกล้าฯ
.
สำหรับคำร้องขอประกันตัวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
“วิจิตร” ถูกฟ้องในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และข้อหาดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการรอทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
คดีของจำเลยเป็นคดีที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม เนื่องจากจำเลยโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ภายหลังการรัฐประหาร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
ตามกฎหมายดังกล่าว กำหนดไว้ว่า ให้การกระทำหรือแสดงความคิดเห็นของบุคคลที่ได้กระทำไปโดยมีมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองระหว่าง พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2568 ที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกันให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด ซึ่งบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวระบุถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
อีกประการหนึ่งคือ ปัจจุบันจำเลยอายุ 60 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคปอดอักเสบ โดยโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการรักษาตัวที่สถาบันโรคทรวงอก ระหว่างวันที่ 17-27 มิ.ย. 2568 ปัจจุบันจำเลยยังคงรักษาอย่างต่อเนื่อง และแพทย์สถาบันโรคทรวงอกนัดตรวจรักษาและติดตามอาการทุกสองเดือน
ทั้งนี้ ศาลอาจมีคำสั่งกำหนดเงื่อนไขในประกันตัว โดยให้จำเลยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่ยินยอมรับจำเลยไว้ในกำกับดูแล จำเลยยินยอมให้ศาลกำหนดเงื่อนไขเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ตั้งผู้กำกับดูแลจำเลย และการรายงานตัวต่อศาล หรือผู้นำชุมชนในท้องที่ของจำเลย หรือให้ไปรายงานตัวต่อสถานีตำรวจหรือพนักงานคุมประพฤติ
จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด นับแต่ในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ และชั้นศาล โดยจำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวตั้งแต่ในชั้นฝากขังและชั้นพิจารณา และปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด จำเลยมารายงานตัวตามนัดทุกนัด ให้ความร่วมมืออย่างดี ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่เคยผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด
คำร้องขอประกันตัวถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต่อมาในวันที่ 26 ก.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งลงวันที่ 24 ก.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี และโทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง อันเนื่องจากเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี อีกทั้งศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเจ็บป่วยนั้น กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 55 และตามพฤติการณ์ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
.
ย้อนรอยความพยายามยื่นประกันตัว “วิจิตร”: แม้คดีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม และปัญหาสุขภาพวิกฤต ศาลยังคงยกคำร้อง
ตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ “วิจิตร” ได้ผ่านการยื่นคำร้องขอประกันตัวมาแล้วหลายครั้ง (นับถึงปัจจุบันรวม 8 ครั้ง) โดยในการยื่นประกันตัวแต่ละครั้ง ทนายความได้พยายามนำเสนอเหตุผลสำคัญ 2 ประการหลักต่อศาล
ประการแรกคือ สถานะของคดีที่เข้าเงื่อนไขตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมให้ผู้กระทำพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด ปัจจุบันทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการแล้ว และอยู่ระหว่างรอขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประการต่อมาคือความเปราะบางทางสุขภาพของจำเลยในวัย 60 ปี จากอาการป่วยด้วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง จนเคยต้องถูกส่งตัวไปรักษาที่สถาบันโรคทรวงอก ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลประกอบความจำเป็นในการขอประกันตัว เพื่อให้จำเลยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับอาการป่วย
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากการยื่นประกันตัวในแต่ละครั้ง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้อง สำหรับคำร้องประกันตัวในช่วงที่วิจิตรมีอาการป่วย ศาลอุทธรณ์ก็ระบุคำสั่งในทำนองว่า กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ ส่วนกรณีที่ยื่นประกันตัวก่อนหน้านี้ด้วยเหตุที่ว่า คดีเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ศาลอุทธรณ์ก็ยกคำร้อง โดยเหตุผลส่วนใหญ่ระบุว่า “ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
กรณีคำสั่งยกคำร้องครั้งล่าสุดนี้ แม้ทางนิติบัญญัติจะเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการสร้างความสมานฉันท์และสังคมที่สันติสุข แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ศาลยังคงปฏิเสธการให้ประกันตัววิจิตร ด้วยเหตุผลในลักษณะเดิมว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ทั้งที่คดีของวิจิตรอยู่ในสถานะที่กฎหมายนิรโทษกรรมเตรียมบังคับใช้ในไม่ช้านี้
อ่านบนทสัมภาษณ์
“วิจิตร”: เมื่อเด็กชายในสงครามคอมมิวนิสต์ ผู้สร้างโบสถ์วิหาร ต้องเผชิญคดีการเมือง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
