แม่วัยหกสิบในหมู่บ้านอีสานไม่เคยรู้จักคำว่า ‘Pride’ และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าโลกมีเดือนที่ฉลองสิ่งที่ลูกเธอเป็น ผู้ชายก็ได้ ผู้หญิงก็ได้ กะเทยก็ได้ ขอให้เอาตัวรอดในทางที่เลือกเดินก็พอ เป็นสิ่งที่ผุดในใจนับตั้งแต่วันที่คนในหมู่บ้านมาพูดถึงลูกด้วยเสียงหัวเราะ หนำซ้ำยังคงบอบช้ำในคืนที่ต้องกินยาคลายเครียดก่อนนอนเพราะลูกถูกจับในคดีความที่เธอยังไม่ค่อยเข้าใจ และยังรอให้ลูกได้กลับมาพิสูจน์ว่าการรอคอยที่จะพบกันนั้นมันจะคุ้มค่า
เรากำลังพูดถึง “แม็กกี้” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ลูกชายที่กลายมาเป็นลูกสาว และยังติดอยู่ในเรือนจำที่ห่างออกไปมากกว่าห้าร้อยกิโลเมตร พร้อมกับโทษทัณฑ์ที่ยังเหลืออีกกว่าสองทศวรรษ
วันที่เราไปนั่งคุยกันที่บ้านด่าน อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร แดดบ่ายกำลังร้อน ปราณีรับเราเข้าบ้านด้วยสีหน้าเรียบง่ายแบบที่หาได้ในชนบท พร้อมต้อนรับด้วยเก้าอี้ไม้ ขวดน้ำเปล่า และเรื่องราวที่เธอเก็บไว้คนเดียวมาเนิ่นนาน
“แม่อยู่คนเดียวค่ะ” เธอบอก แล้วก็เงียบไปสักครู่ก่อนบอกเล่าว่า ลูกคนโตอยู่มุกดาหาร ลูกคนเล็กไปทำงานย่านรังสิต ส่วนลูกคนกลางอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม
___________________________
.
รถตู้ที่จากไปแล้วไม่กลับมาสิบปี
จากชื่อในทะเบียนบ้านที่ตั้งไว้สำหรับเด็กผู้ชาย แต่คนที่เติบโตขึ้นมาในบ้านหลังนั้นรู้มาตั้งแต่ก่อนจำความได้ว่าตัวเองเป็นใครและจะเลือกเพศวิถีแบบไหน
ราวประถมปีที่ 4 มีคนในหมู่บ้านมาพูดกับปราณีว่า “แม่มีลูกผู้หญิงแล้วนะ คนหนึ่ง” แล้วก็หัวเราะ ในแบบที่ชาวบ้านมักพูดเรื่องแบบนี้ กึ่งล้อกึ่งจริง เธอไม่ได้ตอบอะไร “แม่ก็คิดว่า ผู้ชายก็ได้ ผู้หญิงก็ได้ กะเทยก็ได้ ขอให้เขาเป็นคนดีก็พอแล้วค่ะ”
ประโยคนั้นเธอพูดอย่างเรียบง่ายจนเกือบฟังดูเหมือนสามัญสำนึก แต่สำหรับหญิงวัย 60 ปี ในหมู่บ้านห่างไกลความรับรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ การพูดประโยคนั้นออกมาได้โดยไม่ลังเลคือสิ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ไม่น้อย สามีของเธอไม่ได้ใจกว้างแบบนั้นในตอนแรก เขาพูดเหน็บเมื่อเห็นลูกแต่งตัวเป็นผู้หญิง ปราณีก็บอกให้หยุดพูดเพราะลูกไม่ได้ก่อความเดือดร้อน แต่ผู้ชายที่โตมาในหมู่บ้านห่างไกลกว่าจะเข้าใจเรื่องราวบางทีก็ต้องการเวลา

ช่วง ป.5 ถึง ม.3 แม็กกี้ไปรำในงานบุญบั้งไฟเดือน 6 ทุก ๆ ปี แต่งหน้าเป็นนางรำ ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ๆ เพราะต้องไปรวมกับเพื่อน ๆ เพื่อแต่งหน้าทำผม โดยมีบางช่วงพ่อเป็นคนขับรถไปส่ง
คนในหมู่บ้านเห็น พ่อก็ได้ยิน แต่เขาก็ยังขับรถไปเท่าที่จะทำได้ “ก็ไม่รู้ว่าพ่อเขารับได้หรือไม่ได้” แม็กกี้เคยเล่าในภายหลังให้ทนายความฟัง “แต่เขาจะไปรับไปส่งตลอด ถ้าวันนั้นต้องได้ทำกิจกรรมอะไร”
ครั้งหนึ่ง พ่อกลับจากไร่ ในมือถือดอกกล้วยไม้สีม่วงมา ไม่พูดว่าอะไร ไม่อธิบายว่าเอามาให้ทำไม เพียงแต่วางไว้แล้วก็เดินเข้าบ้าน ในมุมของแม็กกี้ นั่นคือคำพูดของพ่อ บางทีคนที่รักกันมากที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย และแม่มักเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้
เมื่อย้อนไปในเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่ง ปราณีนึกภาพวันนั้นออกเสมอ วันที่ลูกออกจากบ้าน ปี 2558 แม็กกี้จบ ม.3 แม่อยากให้เรียนต่อ ม.ปลาย แต่เด็กวัยนั้นบอกว่าเรียนไม่เก่ง อายเพื่อน แม่ก็ยอม เลยได้ลองไปเรียนช่างเสริมสวยที่อุบลราชธานีแทน อยู่ได้ 3 เดือน แล้วก็กลับมาบ้าน ลูกไม่บอกเหตุผลชัด ๆ แค่บอกว่าไม่อยากอยู่ แล้วก็ขอข้าวหอมมะลิครึ่งกระสอบ ขึ้นรถตู้ไปกรุงเทพฯ
รถตู้ออกจากหมู่บ้านแล้วก็หายไปในถนนสายใหญ่ ปราณีไม่รู้ว่าจะผ่านไปกี่ปีกว่าจะเห็นหน้าลูกอีกครั้ง คำตอบคือเกิน 10 ปี และเมื่อได้เห็น ก็เป็นในห้องเยี่ยมเรือนจำ
“ก็โทรมาบ้าง ช่วงแรก ๆ” เธอบอก แม็กกี้โทรผ่านโทรศัพท์ของพี่ชาย ส่งรูปถ่ายที่ทำงานให้ดู บอกว่าทำงานเสิร์ฟอาหารที่โรงแรม แล้วการติดต่อสื่อสารก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนไม่โทรเลย
ขณะที่พ่อเริ่มป่วยเป็นโรคตับปี 2558 หมอบอกให้หยุดเหล้า เขาก็หยุดทันที แล้วก็ทำไร่ทำนาต่อตามปกติ เพิ่งกลับมาตรวจอีกครั้งปี 2568 เมื่อรู้สึกว่าอาการไม่ปกติ หมอบอกสายเกินไปแล้ว
“พ่อไม่ชอบไปหาหมอ ถ้าหมอนัดถึงจะไป ถ้าหมอไม่นัดแม้จะรู้สึกไม่ดี ก็ไม่ไป” วันที่สามีเสียที่โรงพยาบาล บ้านยังสร้างไม่เสร็จ เธอขายวัวมาเทพื้น แล้วก็พาสามีกลับมาบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ในช่วงเวลานั้น ลูกยังอยู่กรุงเทพฯ ยังไม่รู้ข่าวการป่วยของพ่อ และพ่อเองก็ไม่เคยได้ไปเยี่ยมลูกในเรือนจำ เพราะลูกถูกจับหลังพ่อล้มป่วยหนัก ชีวิตไม่ค่อยให้เวลาพอสำหรับการบอกกัน
.
ภายใต้ความกลัวคิดว่าลูกไปทำผิดร้ายแรง
ตำรวจหลายนายมาบ้านในวันหนึ่งตอนกลางวัน หลังจากวันที่แม็กกี้ถูกจับตัวไป ปราณีนั่งมัดฝาท่อรับจ้างอยู่ ฝาท่อละห้าบาท มัดไปเรื่อย ๆ บริเวณหน้าบ้าน
“ก็กลัวค่ะ คิดไปว่าลูกคงไปทำอะไรสักอย่าง” ความตกใจนั้นเป็นเพราะหากคนละแวกหมู่บ้าน เมื่อต้องคดีความหรือติดคุกส่วนใหญ่เป็นคดีค้ายา ฆ่าคน “แม่ก็คิดไปแบบนั้นน่ะค่ะ” เธอพูดแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย ยิ้มแบบที่คนพยายามหัวเราะกับสิ่งที่เจ็บปวดมาแล้ว
“สงสัยแม็กกี้ไปขายยา สงสัยไปทำคนตาย” แต่ความจริงคือลูกถูกจับในคดีมาตรา 112 จากการโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์รวม 18 ครั้ง จากวันนั้นถึงวันนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวเหตุในคดีนัก คนในหมู่บ้านได้ยินข่าว บางคนพูดว่า “คดีในหลวงน่ะหนักนะ สงสัยเขาจะสั่งฆ่าลูกมึงแล้ว” เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาเชื่อจากที่เคยได้ยินมา บางคนพูดว่าสงสัยลูกเธอตายในคุกไปแล้ว

หลาย ๆ ประโยคที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ปราณีนอนไม่หลับ ต้องไปขอยาคลายเครียดจากโรงพยาบาล กินทุกคืน “แม่ก็คิดว่า เออ มันไม่ได้ฆ่าคน มันไม่ได้ค้ายา แต่ทำไมต้องติดคุก” เธอพูดแล้วน้ำตาเริ่มไหลมาบริเวณที่ตา ก่อนเช็ดออกอย่างเร็ว ราวกับไม่อยากให้ใครเห็น เธอไม่ได้โกรธลูก ไม่ได้อยากให้ใครมาโทษลูก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมโทษถึงต้องหนักขนาดนั้น ในห้วงนั้นไม่มีใครตอบได้ และเธอก็รู้ดีว่าไม่มีคำตอบที่เธออยากได้ยิน
จนถึงวันที่ปราณีไปเยี่ยมลูกครั้งแรกแบบใกล้ชิดที่เรือนจำ เธอกลัวมาก “แม่คิดไปว่าสงสัยเขาจะผอมดำ ใส่โซ่ตรวนไว้ที่เท้า แม่คิดอย่างนั้นเลยนะ ก่อนไป สงสัยเขาโกนหัวให้แล้วก็ผูกโซ่อะไรมั้ง”
ก่อนจะไปเยี่ยมครั้งแรก ปราณีเกือบไม่กล้าไปเลย มีคนโทรมาบอกว่าลูกไม่ได้ทำเรื่องร้ายแรงแบบอาชญากรรม ไปเยี่ยมได้ เธอจึงตัดสินใจไป แต่เมื่อไปถึง ลูกเดินออกมา หน้าตาไม่ได้แย่ ได้แต่งหน้า ไม่ผอมโซ ไม่มีโซ่ เธอจำได้เพียงว่าดีใจมาก กอดกัน ร้องไห้ เล่าถึงตรงนี้เธอยิ้ม ยิ้มจริง ๆ เป็นรอยยิ้มแรกในบทสนทนานั้นที่ดูไม่มีความเจ็บปวดปนอยู่
เธอถ่ายรูปไว้กับลูก รูปที่ลูกยิ้มกว้าง เธอยิ้มตาม เอากลับมาให้สามีดูที่บ้าน สามีที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนั้น ดูรูปแล้วพูดว่า “เขาไม่ได้ผอมเหมือนอย่างที่เราคิดเลย” ไม่นานหลังจากนั้นพ่อก็จากไป โดยยังไม่ได้ไปเยี่ยมลูกด้วยตนเองเลยสักครั้ง ปราณีส่งรูปนั้นไปให้ลูกดูในครั้งต่อมา แต่เรือนจำตีกลับ ไม่ให้นำรูปเคลือบพลาสติกเข้าไป เธอก็เลยเก็บไว้ที่บ้าน
.
จอโทรศัพท์ในวันฌาปนกิจ
วันที่ 13 มกราคม 2569 พ่อของแม็กกี้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ทนายเดินเข้าเรือนจำไปบอกข่าว แม็กกี้นั่งนิ่งอยู่สักพัก แล้วน้ำตาก็ไหล มาสคาร่าเปื้อนแก้ม เธอปาดออกโดยไม่สนใจ
วันรุ่งขึ้นเป็นวันฌาปนกิจ เจ้าหน้าที่เรือนจำช่วยประสานงาน หาไอดีไลน์ของญาติที่งานศพ เขียนคำร้อง ส่งเอกสาร ผู้บัญชาเรือนจำอนุมัติให้ทำออนไลน์ได้ บ่ายสามกว่า ๆ หลังกดโทรออก ครั้งแรกไม่มีคนรับ ครั้งที่สองเงียบ แม็คกี้เริ่มใจหาย กลัวจะไม่ได้คุย ครั้งที่สามมีคนรับ
เธอเห็นพ่อเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี ในสภาพที่ซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กำลังถูกล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวก่อนเผา ระยะทางระหว่างห้องเรือนจำกับวัดในยโสธรคือห้าร้อยกว่ากิโลเมตร ระยะทางระหว่างลูกกับพ่อคือสิบกว่าปีที่ไม่ได้พบหน้า และคืนนั้นก็เป็นคืนสุดท้าย

แม็กกี้ได้คุยกับป้า ลูกสาวป้า ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ทุกคนผลัดกันถือโทรศัพท์มาพูดคุย ไม่มีใครพูดเรื่องชุดนักโทษ ไม่มีใครพูดเรื่องคดี ทุกคนแค่บอกว่าคิดถึง “ตอนแรกรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนกันว่าคนอื่นเห็นเราอยู่ในชุดนักโทษจะรู้สึกยังไง” แม็คกี้เล่าให้ทนายความฟังในวันต่อมา “แต่พอได้เริ่มบทสนทนา ไม่มีใครพูดอะไรที่หนูรู้สึกไม่ดีเลย เสียใจที่พ่อจากไป แต่มันเหมือนความรู้สึกที่เคยรู้สึกว่าไม่มีใครของเรา มันดีขึ้น”
.
ในวันเวลาที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว ปราณีทำนาในที่นา 9 ไร่ ขายผลผลิตได้ไม่กี่หมื่นบาทต่อปี บางวันเธอปั่นจักรยานไปรับจ้างถากหญ้าที่ไร่คนอื่น ได้สามร้อยบาท กลับบ้านสี่โมงครึ่ง แม้อายุหกสิบแล้วแต่ยังไป ยังไหว เงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ ที่ส่งมาให้เดือนละสามพัน เธอเอาไปซื้อปุ๋ยใส่นา ค่าน้ำค่าไฟก็ออกจากเงินก้อนเดียวกัน บางเดือนก็ซื้อของใส่บาตรตอนเช้า เธอบอกว่าทำได้ ไม่ถึงกับอดอยาก แค่ต้องคำนวณ ส่วนโฉนดที่ดินยังอยู่ในมือธนาคาร ค้ำประกันเงินกู้ที่ขอมาสร้างบ้านหลังนี้ ส่วนเบี้ยผู้สูงอายุยังไม่ถึงวันที่จะได้สวัสดิการ ต้องรอถึงเดือนธันวาคม
บ้านหลังที่สามีไม่ได้เห็นสร้างเสร็จ บ้านหลังที่ลูกไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอยู่ไหม “แม่ก็แค่อยากให้เขาเป็นคนดีและเอาตัวรอดค่ะ” เธอพูดประโยคนั้นซ้ำอีกครั้งที่ดูเหมือนพูดซ้ำมาหลายปีแล้ว เหมือนเป็นสิ่งเดียวที่เธอถือไว้ได้
น้ำตาของเธอไหลลงมาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่เช็ด โทษยี่สิบห้าปีเป็นตัวเลขที่ใหญ่เกินกว่าแม่วัยหกสิบในหมู่บ้านอีสานจะจินตนาการออก ลูกอายุ 28 ปีตอนถูกตัดสิน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอจะเป็นผู้หญิงวัยแปดสิบกว่าเมื่อลูกได้ออกมา เธอรู้เรื่องนี้ แต่ไม่พูดถึงมัน
.
ย้อนไปผ่านความทรงจำไกล ๆ แม็กกี้บอกไว้ครั้งหนึ่งว่า “ถ้าหนูไม่รวย หนูไม่กลับบ้านมาหาแม่” เธอยิ้มเล็กน้อยเมื่อกล่าวลอกเลียนประโยคนั้น “แม่ก็ว่า มันไร้สาระ ลูกก็คือลูก จะรวยหรือจนก็กลับมาบ้านได้” ความฝันของเด็กที่เติบโตมาในหมู่บ้านแล้วออกไปหางานกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยพูดความรู้สึกตรง ๆ ออกมาในแบบที่โลกอยากได้ยิน แต่เลือกเก็บไว้ในรูปแบบของความทะเยอทะยานที่วัดได้เป็นตัวเลข
“แม่อยากให้เขาเรียนต่อนะ อยากให้เขามีความรู้ ตอนนี้เขาเรียน ม.ปลายในนั้นแหละค่ะ ทนายเขาบอกให้เรียน แม่ก็ดีใจ” ทนายความที่เข้าเยี่ยมประจำเป็นผู้หญิง แม็กกี้เรียกว่าแม่ มีนักจิตวิทยาจาก Freedom bridge ที่คอยให้คำปรึกษา และยังมีป้าสาครที่ปราณีโทรถามข่าวทุกครั้งที่อยากรู้ว่าลูกเป็นอย่างไร
“แม่โทรแต่ป้าสาครค่ะ เพราะโทรศัพท์แม่มันเป็นแบบกดเบอร์ ไม่มีไลน์ ป้าสาครเขาก็บอกว่าเขาสบายดี เขาแต่งตัวสวย ได้ยินว่าลูกแต่งตัวสวย คนเป็นแม่ก็ดีใจ”
.
แม่รอ แต่ไม่รู้ว่าจะรอถึงไหม
Pride Month คือเดือนที่คนทั่วโลกออกมาฉลองสิทธิและความภาคภูมิใจในตัวตน แต่สำหรับปราณีวันนี้ อาจเป็นเพียงเดือนธรรมดา ๆ เดือนหนึ่ง ที่เธอตื่นมาปั่นจักรยานไปทำงาน สวดชินบัญชรถึงลูกทุกคนก่อนเข้านอน และรอวันที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ที่จะได้เจอลูกสาว
“แม่รอเขานะคะ แต่แม่ก็เริ่มแก่แล้ว ไม่รู้ว่าจะรอถึงไหม” แม่เอ่ย
ข้างนอกบ้านมีเสียงจักรยานแล่นผ่าน เสียงผู้คน เสียงวิทยุจากบ้านใกล้เคียง ชีวิตหมู่บ้านดำเนินต่อไปตามปกติ เหมือนทุกวัน และอาจเหมือนวันที่ลูก ๆ ยังเคยอยู่บ้าน เหมือนวันที่สามียังมีชีวิต

ปราณีนั่งอยู่กับความเงียบนั้น กับกองภาพถ่ายที่เธอค้นมาโชว์ผู้ไปเยือนให้ได้สัมผัสกับทรงจำแห่งครอบครัว ภาพของลูกสาวที่โลกยังเรียกว่าลูกชาย กำลังแต่งหน้าเป็นนางรำในงานบุญบั้งไฟ งานยิ่งใหญ่ประจำปีของยโสธร แม็กกี้ดูมีความสุขในรูปนั้น
ทุกคืนปราณีกราบพระท่องชินบัญชร แล้วก็ฝากคำอธิษฐานไปถึงลูกผ่านทางอากาศว่า ให้ทำความดี ให้เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ ให้ไม่มีเรื่องกับใคร และให้คิดแต่สิ่งดี ๆ เธอรู้ว่านั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ลูกได้จากความห่างไกลในระยะนี้…
.
สำหรับแม็กกี้ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ที่ย่านอโศก กรุงเทพฯ ก่อนถูกข้อหาในคดีมาตรา 112 จากการโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์รวม 18 ข้อความ ศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่อนุญาตให้ประกันตัวตลอดกระบวนการสอบสวนและพิจารณาคดี จนกระทั่งวันที่ 14 มีนาคม 2567 ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 25 ปี
จนปัจจุบัน แม็กกี้ถูกคุมขังมาแล้วกว่า 2 ปี 8 เดือน ยังเหลือโทษอีกกว่า 22 ปี เธอกำลังเรียน ม.ปลายในเรือนจำ และฝากให้ทนายพาแม่เข้ามาเยี่ยมที่เรือนจำกลางคลองเปรมในรอบถัดไป
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
