เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีของ นิเวศน์ (สงวนนามสกุล) และ กชมน (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังถูกกล่าวหาจากเหตุเข้าร่วมการชุมนุมทวงคืนประเทศไทยขับไล่ปรสิต หรือ #ม็อบ18กรกฎา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ลาออก, ปรับลดงบสถาบัน-กองทัพ และเรียกร้องวัคซีน mRNA ให้ประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่า การที่จะรับฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานมาพิสูจน์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริง พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง
.
ถูกจับกุมไปแจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก่อนศาลชั้นต้นยกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าทั้งสองคนเข้าร่วมการชุมนุม
ก่อนหน้านี้ ภายหลังจากการชุมนุม นิเวศน์และกชมนถูกตำรวจจับกุมโดยไม่มีหมายจับที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ในช่วงค่ำของวันที่ 18 ก.ค. 2564 ภายหลังตรวจพบว่าทั้งสองอยู่ในบริเวณพื้นที่การชุมนุมและมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ม่อน อาชีวะ” หรือ ธนเดช ศรีสงคราม แกนนำกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชน โดยทั้งสองเป็นผู้ขับรถของธนเดชกลับบ้าน
ทั้งนี้ ตำรวจได้บรรยายพฤติการณ์ในบันทึกการจับกุมโดยสรุปว่า ทั้งสองอยู่ในบริเวณพื้นที่การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมีการพูดคุยกับธนเดช ต่อมาตำรวจได้ติดตามรถของนิเวศน์และกชมน ก่อนเข้าจับกุมพร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ อาวุธมีด และหัวน็อตสีเงิน ซึ่งพบอยู่ภายในรถกระบะของธนเดชไว้เป็นของกลาง โดยระหว่างการทำบันทึกการจับกุมที่ สน.บางเขน ทั้งสองคนไม่มีทนายความเข้าร่วมด้วย
จากนั้นนิเวศน์และกชมน รวมถึงผู้ที่ถูกจับกุมในวันดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 14 คน ถูกควบคุมตัวไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 และทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ทั้งสองคนถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และพกพาอาวุธ (มีด) ไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรฯ
วันต่อมา (19 ก.ค. 2564) พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขออำนาจศาลแขวงดุสิตฝากขังในชั้นสอบสวน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ทนายความจึงยื่นคำร้องขอประกันตัว ศาลอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์คนละ 20,000 บาท
ต่อมา พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนิเวศน์และกชมนต่อศาลแขวงดุสิต เฉพาะในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธ และต่อสู้คดีว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่ชัดเจน อีกทั้งยังไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามคำฟ้องอย่างไร โดยเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2566 ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าทั้งสองมีพฤติการณ์เข้าร่วมการชุมนุมหรือร่วมทำกิจกรรมใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
ฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ส่วนจำเลยโต้แย้งพยานหลักฐานโจทก์มีข้อพิรุธและไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2566 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา โดยให้เหตุผลประกอบว่า โจทก์มีประจักษ์พยานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเข้าเบิกความ 2 ปาก ซึ่งได้รับมอบหมายให้ติดตามจับกุมธนเดช และพบเห็นจำเลยทั้งสองเข้ามาพูดคุยกับธนเดชและได้เข้าร่วมเดินขบวนกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นสงสัยว่า จำเลยทั้งสองอาจเพียงมาพบธนเดชหรือมาสังเกตการณ์แล้วกลับออกไป โดยมิได้เข้าร่วมการชุมนุม เห็นว่า พยานทั้งสองปากยืนยันแล้วว่า เห็นจำเลยทั้งสองมาพบธนเดชแล้วเข้าร่วมการชุมนุม อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็อยู่จนการชุมนุมเลิกในเวลาประมาณ 18.00 น. ซึ่งถ้าจำเลยทั้งสองประสงค์จะมาพบธนเดช จำเลยทั้งสองพบแล้วตั้งแต่เวลาประมาณ 16.30 น. จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องอยู่จนกระทั่งเลิกการชุมนุมแล้วขับรถไปส่งผู้ร่วมชุมนุมบางคน จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ จึงขอให้ศาลพิพากษากลับเป็นลงโทษจำเลยตามคำฟ้องโจทก์
.
ส่วนฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์โจทก์ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2567 มีประเด็นสำคัญว่า คำเบิกความของพยานโจทก์มีข้อพิรุธและไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น แม้พยานโจทก์จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ก็อาจจดจำใบหน้าของจำเลยทั้งสองคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากในวันเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมากและทุกคนสวมหน้ากากอนามัย
อีกทั้งพยานทั้งสองปากยังเบิกความขัดแย้งกันเองในประเด็นระยะทางที่เห็นจำเลยทั้งสองร่วมเดินขบวนกับกลุ่มของผู้ชุมนุมด้วย ส่วนพยานหลักฐานภาพถ่ายและกล้องวงจรปิด ในรายงานการสืบสวนมีภาพถ่ายกลุ่มของธนเดชในระยะใกล้หลายภาพ แต่กลับไม่มีภาพของจำเลยทั้งสองปรากฏอยู่ นอกจากนี้บริเวณที่พยานอ้างว่าเห็นจำเลยพูดคุยกับธนเดชก็มีกล้องวงจรปิด แต่โจทก์กลับไม่นำมาแสดงเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
ภาพถ่ายในโทรศัพท์มือถือที่โจทก์อ้างว่าเป็นบรรยากาศการชุมนุมในวันเกิดเหตุ ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพถ่ายก่อนวันเกิดเหตุจึงมิใช่ภาพในวันเกิดเหตุจริง และภาพจากกล้องวงจรปิดที่โจทก์นำมาสืบก็เป็นภาพในช่วงเวลาหลังยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งเป็นเพียงภาพจำเลยเดินไปยังลานจอดรถเท่านั้น
ของกลางที่พยานโจทก์ตรวจพบบนรถ ก็มิใช่ของจำเลย จำเลยเพียงแต่ทำหน้าที่ขับรถไปคืนให้ธนเดชเท่านั้น และได้ให้การปฏิเสธมาตลอดตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ด้วยเหตุนี้จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามชั้นต้น โดยพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เห็นว่าตำรวจน่าจะถ่ายภาพจำเลยมายืนยันว่าเข้าร่วมชุมนุมจริง แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่ายแน่ชัด
วันนี้ (22 เม.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 502 จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีบริเวณหน้าห้องพบว่า วันนี้มีนัดหมายคดีรวมกันทั้งสิ้นกว่า 22 คดี ส่งผลให้มีคู่ความจากคดีอื่น ๆ นั่งรออยู่ที่บริเวณด้านหน้าห้องพิจารณา โดยนัดหมายฟังคำพิพากษาในคดีนี้ถูกจัดไว้อยู่ในลำดับที่ 15
เวลา 08.45 น. กชมนเดินทางมาถึงศาลเพียงลำพัง ก่อนที่เวลา 08.51 น. เจ้าหน้าที่แจ้งให้คู่ความในคดีต่าง ๆ สามารถเข้าไปนั่งรอภายในห้องพิจารณาได้ จากนั้นนิเวศน์เดินทางมาถึงศาลเมื่อเวลา 08.57 น.
กระทั่งเวลา 09.31 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ 1 ท่าน และเริ่มต้นขานชื่อคู่ความของแต่ละคดีตามนัดหมาย ก่อนจะเริ่มอ่านคำพิพากษาคดีนี้ในเวลาประมาณ 09.40 น. โดยคำพิพากษามีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากแม้จะไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน แต่การที่จะรับฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองก็เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานมาพิสูจน์ให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องโจทก์จริง
ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองต่างเบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุแต่งกายนอกเครื่องแบบให้ปะปนกลมกลืนกับผู้ชุมนุม ดังนั้นการที่พยานโจทก์แฝงตัวเช่นเดียวกันกับผู้ชุมนุมอื่น ๆ ก็น่าจะมีวิธีการสามารถบันทึกภาพถ่ายมายืนยันว่าจำเลยเข้าร่วมชมนุมจริง ไม่ใช่เรื่องยากที่พยานโจทก์ในฐานะตำรวจจะดำเนินการ
ทั้งตามภาพถ่ายประกอบคดีซึ่งได้มาจากการตรวจสอบโทรศัพท์ของจำเลยกลับพบคำอธิบายภาพว่าเป็นภาพแสดงการเข้าร่วมชุมนุมครั้งอื่น มิใช่ตามวันเวลาเกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏภาพถ่ายของจำเลยเข้าร่วมชุมนุมแต่อย่างใด
ส่วนที่อุทธรณ์โจทก์ที่อ้างว่า หากจำเลยทั้งสองต้องการพบธนเดชจริง จำเลยทั้งสองพบแล้วตั้งแต่เวลา 16.30 น. ก็ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยทั้งสองอยู่จนเลิกการชุมนุมนั้น ก็มิใช่เหตุที่จะนำมาวินิจฉัยยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเข้าร่วมการชุมนุมหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็นำสืบในข้อนี้แล้วว่ามานั่งรอธนเดช
พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย
องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้แก่ สุจิตร ศรีบุญมา, สุริยา พวงจันทน์แดง และพลีส เทอดไทย
นอกจากคดีนี้ ในคดีที่มีมูลเหตุมาจากการเข้าร่วมชุมนุมในวันเดียวกัน ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาลงโทษปรับธนเดช และพวกรวม 8 คน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางจราจร และกีดขวางทางสาธารณะ ปรับคนละ 34,000 บาท ปัจจุบันคดีสิ้นสุดลงแล้ว
ส่วนคดีของเยาวชน 4 คนที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมดังกล่าว ยังอยู่ในชั้นตำรวจ และคดีของจำเลย 2 คนซึ่งถูกจับกุมบริเวณแยกยมราชจากเหตุชุมนุมดังกล่าว คดีอยู่ในชั้นสอบสวน.
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ประมวล #ม็อบ18กรกฎา ไปทำเนียบฯ ทวงวัคซีน mRNA ไล่ประยุทธ์ ลดงบฯสถาบัน-กองทัพ
