วันที่ 8 ก.พ. 2569 คือวันที่ประชาชนไทยเดินเข้าคูหาพร้อมบัตรสามใบในมือ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต บัตรบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เมื่อปิดหีบ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่ความชัดเจน หากแต่เป็นคำถามที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่จำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่ไม่เท่ากันเป็นจำนวนมาก ไปจนถึงข้อพิรุธเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจขัดรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งที่ต้องเป็นความลับ เอกสารและสายรัดหีบบัตรในหลายหน่วยเลือกตั้งที่มีความเคลือบแคลงด้านความโปร่งใส จนเกิดการชุมนุมทั้งเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในหลายจังหวัด
สัปดาห์หลังเลือกตั้ง ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมือง 3 ราย ได้แก่ “ตัน” สุรนาถ ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จ, “ก้อง” อุกฤษฎ์ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และ “เก็ท” โสภณ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112
แม้ถูกคุมขังโดยไม่มีสิทธิ์เข้าคูหา แต่ยังรับรู้ข่าวสารจากภายนอกผ่านการเยี่ยม จดหมาย และการพูดคุยกันในแดน ทั้งสามรายต่างสะท้อนความรู้สึกที่อยู่ระหว่างความงงงวยและความไม่แปลกใจ จากสิ่งที่ได้รับรู้เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งและพฤติกรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ตันพูดถึงความรู้สึกเฟลในช่วงสองวันแรกที่รู้ข่าว และความกังวลต่อกระบวนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ผลการเลือกตั้งและสภาที่จะเกิดขึ้นเช่นนี้ ก้องกล่าวถึงปัญหาความโปร่งใสของ กกต. ว่าดูราวกับเป็นความตั้งใจมากกว่าความผิดพลาด และตั้งคำถามว่าหากการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำขึ้นแค่เพื่อให้อ้างความชอบธรรมได้ จะเกิดผลอย่างไร ขณะที่เก็ทสะท้อนว่าปัญหาความไม่โปร่งใส ที่อาจไปถึงขั้นการทุจริต ที่อาจถูกปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่มีการตรวจสอบ จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่เปิดทางให้เกิดขึ้นซ้ำในครั้งต่อ ๆ ไป
_____________________________________________
“ตัน” เล่าผู้ต้องขังคุยกันขรม เรื่องเลือกตั้งไม่โปร่งใส กกต.ต้องรับผิดชอบหรือไม่
วันที่ 13 ก.พ. 2569 ตัน สุรนาถ เปิดประเด็นว่า “อยากบ่นเรื่องเลือกตั้งมาก แต่อยู่ข้างในคุยกับใครไม่ได้” ก่อนจะระบายความรู้สึกว่า “สองวันนี้ได้ดูข่าว กกต. กับการเลือกตั้งที่ชลบุรี สุพรรณบุรี และมหาสารคามตลอดเวลา เราได้ฟังแถลงของ กกต. เพราะมันตรงกับช่วงที่เขาเปิดข่าวทีวีพอดี คนในห้องก็คุยกันขรม บอกว่าถ้าไม่ยอมนับใหม่ ก็เท่ากับมีบัตรเลือกตั้งเพิ่มหรือเปล่า โกงคะแนนหรือเปล่า กกต. ต้องโดนอะไรบ้างที่จัดการเลือกตั้งได้ไม่โปร่งใสขนาดนี้ ไม่ควรมีข้อยกเว้น”
ขณะที่การซื้อเสียง ตันบอกว่าได้ยินคนคุยว่ารอบนี้ซื้อเสียงสูงสุดหัวละสามพัน ยิ่งพอรู้ผลเลือกตั้งก็โกรธ แต่ยังจัดการตัวเองได้ ตันเล่าว่าผู้ต้องขังหลายคนคาดเดาว่าพรรคประชาชนนอนมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อไทยที่สอง ภูมิใจไทยที่สาม “เราก็ว่า เอาว่ะ ให้ได้ที่หนึ่งก่อนค่อยว่ากัน แต่กลายเป็นว่าภูมิใจไทยกดมาเกือบสองร้อย มันกลายเป็นมีความมั่นคงในการควบคุมอำนาจอย่างน่ากลัว”
ตันยังกังวลถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะมีความหวังไหม แม้จะผ่านประชามติในครั้งแรก แต่ยังต้องผ่านขั้นตอนในสภาและประชามติอีกถึง 2 ครั้ง ถ้าพรรคอันดับหนึ่งกับพรรคอันดับสองได้ที่นั่งใกล้เคียงกัน น่าจะยังมีความหวังอยู่ แต่พอห่างกันขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องน่ากังวล
.
“ก้อง” กังวลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นเพียงพิธีกรรม
ในส่วนการเยี่ยมก้อง เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพูดถึงผลเลือกตั้งและข้อกังขาเรื่อง กกต. ก้องบอกว่าความรู้สึกของเขาไม่ใช่ความผิดหวัง แต่เป็นความงง เขาตั้งคำถามว่าเหตุใดบางพื้นที่จึงมีปัญหาทั้งเรื่องบัตรเขย่งและการเก็บรักษาบัตร จนดูเหมือนเป็นความตั้งใจมากกว่าความผิดพลาด
ในสายตาของเขา การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้รัฐบาลใหม่บอกกับตัวเองได้ว่ามาจากกระบวนการประชาธิปไตย โดยไม่สนใจว่าระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น
เขามองว่ายิ่งรัฐพยายามปิดกั้นประชาชน ก็ยิ่งเผยให้เห็นธาตุแท้ของตัวเองชัดขึ้น และใช้ภาพเปรียบเทียบที่ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตในเรือนจำ ว่าสังคมภายนอกก็ไม่ต่างจากคุกใหญ่ที่รายล้อมด้วยผู้คุมซึ่งมองประชาชนเป็นเพียงแหล่งอำนาจ
ก้องยังแสดงความกังวลต่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในสถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้ โดยคาดว่าในหลายเรื่องคงไม่ถูกแตะต้อง หากรัฐบาลนี้อยู่ยาวออกไปอย่างที่นักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ไว้ เขาเชื่อว่าความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวอีกครั้ง
.
เก็ท “ถ้าเรายอมให้เขาโกงครั้งหนึ่ง ก็จะโกงครั้งที่สอง ครั้งที่สาม”
วันที่ 13 ก.พ. 2569 เก็ทเริ่มต้นด้วยภาพที่เขาเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง มีช่วงที่ฝนตกหนักจนท้องฟ้าเป็นสีทอง เขากับเพื่อนในห้องขังคุยกันว่าบรรยากาศคล้ายปี 2565 ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นเขาได้รับการปล่อยตัว แต่เช้าวันรุ่งขึ้น น้ำกลับท่วมเรือนจำจนรองเท้าแตะลอยหาย และเขาเดินเหยียบขี้แมวกลางสนาม เขายอมรับว่าเป็นเช้าที่ไม่ดี แต่ก็ยังสู้ไม่ได้กับผลการเลือกตั้งที่ประกาศออกมา
เก็ทลองวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นออกเป็นสี่ประการ ได้แก่ ประการแรก การเลือกตั้งครั้งนี้ยืนยันชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาและสมควรได้รับการแก้ไข
ประการที่สอง พรรคประชาชนได้ที่นั่งในสภาประมาณ 118 ที่นั่ง และชนะในทุกเขตของกรุงเทพฯ สะท้อนว่าฐานความนิยมยังคงแข็งแกร่งในเมือง แต่ในระดับท้องถิ่นบางพื้นที่ยังต้องทำงานหนักต่อไป
ประการที่สาม ชัยชนะของภูมิใจไทยถือเป็นบทเรียนที่ต้องถอดรหัส เก็ทมองว่าในระบอบประชาธิปไตยที่สุขภาพดี กลไกฟีตแบคควรทำงานได้ตามปกติ หากประชาชนตัดสินใจให้ความไว้วางใจพรรคใดพรรคหนึ่ง ผลที่ตามมาจะเป็นตัวบอกเองว่า พรรคนั้นสมควรได้รับความไว้วางใจต่อหรือไม่
ประการที่สี่ เก็ทให้น้ำหนักมากที่สุด คือปัญหาความโปร่งใสหรืออาจมีการโกงการเลือกตั้ง เขาชี้ว่านี่คือครั้งที่สามแล้วที่ กกต. ซึ่งมาจากกระบวนการสรรหา สร้างข้อกังขาให้กับสังคม และตั้งคำถามว่า กกต. มองเสียงของประชาชนเป็นอะไรกันแน่
ข้อเรียกร้องของเขาตรงไปตรงมา หากพบว่ามีปัญหาในการนับคะแนน ก็ต้องนับใหม่ หากทำไม่ได้ก็ต้องจัดเลือกตั้งซ่อม และเขาเตือนว่าการปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีการตรวจสอบ จะส่งผลถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย เพราะหากกติกาตั้งต้นยังไม่โปร่งใส สิ่งที่สร้างขึ้นบนฐานนั้นก็ยากจะเชื่อถือได้
“ถ้าเรายอมให้เขาโกงครั้งหนึ่ง ก็จะโกงครั้งที่สอง ครั้งที่สาม” เก็ทกล่าว พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่การเล่นนอกกติกาครั้งแรก และไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นเรื่องปกติ
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
