ก่อนการเลือกตั้งและลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ท่ามกลางเสียงสะท้อน Unheard Votes ของผู้ต้องขังทางการเมืองส่วนหนึ่ง ที่ได้สะท้อนถึงความเสียดายที่ไม่สามารถออกไปร่วมใช้สิทธิใช้เสียงในครั้งนี้ได้ และยังร่วมให้ความเห็นถึงความคาดหวังต่าง ๆ ที่อยากเห็นจากโอกาสทางการเมืองในครั้้งนี้
ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงของผู้ต้องขังอีกหลายคนที่ร่วมสะท้อนความรู้สึก ความคิดความเห็นเหล่านั้นออกมาผ่านลูกกรง พร้อมฝากผู้คนภายนอกให้ไปร่วมกันลงคะแนนแทน โดยเฉพาะการเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในขณะที่พวกเขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ต่อไปนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนเหล่านั้น
——————————
.
“ตัน” อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใหม่ สร้างการมีส่วนร่วมให้กว้างขวาง
“ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ ผู้ต้องขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จ ฝากความเห็นว่า เขาเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 เห็นได้ชัดว่ามีหลายเรื่องที่ทำให้เกิดวิกฤติในสังคม เขาเสนอว่าอาจจะรวบรวมปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้น แล้วชี้ให้เห็นว่าหลายปัญหา แก้ไขได้ด้วยการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร เผื่อทำให้คนทั่วไปเห็นภาพมากขึ้น
“กระบวนการต่อไป อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สสร. ต้องเอาหลายฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องเรื่องนี้ไปให้ความเห็นจริง ๆ อาจจะยาก ช้า หรือเจออุปสรรคใด ๆ แต่ก็ต้องทำมันให้ได้ เพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง จะได้ไม่ต้องมาพูดอีกว่าขาดเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนฟังก็เบื่อหน่าย คนทำก็เบื่อหน่าย”
ในส่วนเรื่องการเลือกตั้ง สุรนาถเล่าว่าคนในเรือนจำก็สนใจติดตามข่าวสารกันเท่าที่ทราบ ส่วนตัวเขาสนใจเกี่ยวกับนโยบายการศึกษาของพรรคการเมืองต่าง ๆ เขาสะท้อนปัญหาการหาเสียงที่ผ่านมาว่า
“เรารู้สึกว่านักการเมืองทุกคนมองออกหมดเลยนะว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไร ข้อมูลแน่นมาก ภาษาก็สวยหรูมาก แต่ทำไมเวลาออกแบบนโยบายทำงานจริง ยังไม่เห็นมีใครแก้อะไรได้เลย ยังไม่เห็นว่าชีวิตใครจะดีขึ้นได้ นอกจากถูกหวยรวยเบอร์
“ถ้านักการเมืองตั้งใจจะทำงานให้คนที่มีปัญหาจริง ๆ ควรไปทำงานกับคนที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขที่คุณพูดถึงให้มากขึ้น คนทำงานอย่างเราเก็บสถิติ เก็บตัวเลขทุกปี แต่มันไปไม่ถึงต้นตอ เราก็ทำเท่าที่กำลังเราจะทำไหว ถ้าคนมีอำนาจจะเอามันไปทำต่อ ก็จับมือกับภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นคนไร้บ้าน คนที่หลุดออกจากการศึกษา ล้วนเป็นคนที่นักการเมืองพูดถึงในดีเบตทั้งนั้น พวกเราเคยส่งต่อนโยบายที่เรามีอยู่ให้พรรคการเมือง แต่คนที่มาฟังไม่มีอำนาจพอ ถ้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นนโยบาย ก็อาจจะไม่เป็นประโยชน์กับตัวพรรคเอง สุดท้ายก็เงียบ ปัญหายังเกิดขึ้นกับคนกลุ่มเดิม ๆ”
สุดท้าย สุรนาถแสดงความเสียดายที่ครั้งนี้ไม่มีโอกาสไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ “ถ้าข้างใน เลือกตั้งได้ก็คงจะดี”
.
“แบงค์ ณัฐพล” อยากเห็นพรรคการเมืองที่เข้าใจปัญหาเรือนจำ เข้ามาดูแลเรื่องสิทธิผู้ต้องขัง-สวัสดิการ จนท.
“แบงค์” ณัฐพล ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ก็สะท้อนความรู้สึกสงสัยว่าทำไมนักโทษถึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งเช่นกันกับอีกหลายคน “เห็นคนข้างนอกเลือกตั้ง ผมก็สงสัยว่าทำไมเค้าไม่ให้นักโทษเลือกตั้งกันบ้าง สำหรับผม มองว่าตัวเองยังเป็นพลเมืองประเทศไทย ถึงอยู่ข้างในเรือนจำ ถึงจะเป็นนักโทษ ผมก็ยังเป็นคนไทย เลขบัตรประชาชน 13 หลักก็ยังมี และตามกฏหมายแล้วคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็มีสิทธิ์จะเลือกตั้ง นักโทษเองต่างก็อยากจะเลือกอนาคตให้ตัวเอง ไม่ต่างจากคนข้างนอกหรอก”
แบงค์บอกว่า แม้ผู้ต้องขังในเรือนจำ จะถูกมองว่าทำผิดมาในอดีต แต่ในอนาคต ทุกคนก็ต้องได้รับอิสรภาพออกไป แล้วแต่ละคนก็ควรได้มีส่วนร่วมในอนาคตเหล่านั้น อย่างน้อยก็เป็นหนึ่งเสียงในการแสดงออกได้ และไม่ว่าอยู่ข้างในหรือข้างนอก ทุกคนต่างก็ได้รับผลจากนโยบายทางการเมืองต่าง ๆ เหมือนกัน
“ถ้าได้พรรคการเมืองที่เข้าใจโครงสร้างปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเรือนจำ มาปรับแก้ปัญหาให้ผู้ต้องขังทั้งหมดคิดถึง สิทธิผู้ต้องขัง ก็คงจะดีมาก ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ที่ผมเห็น เค้าก็เข้าเวรซ้ำ ๆ เยอะมาก งานหนัก แต่เค้าก็ทำอะไรไม่ได้ ผมคิดว่ามันคงดีกว่านี้ถ้ามีคนเข้ามาดูแล เข้ามาจัดการเกี่ยวกับเรื่องเรือนจำ
“ผมไม่ได้หมายถึงแค่นักโทษทางการเมืองนะ แต่ผมหมายถึงสิทธินักโทษทั่วไปเลย ทั้งเรื่องอาหารการกินความสะอาด อย่างช่วงแรกที่เข้ามา ผมได้แค่แปรงสีฟันกับยาสีฟันหลอดเล็ก ๆ แล้วก็สบู่นกแก้วหนึ่งก้อน ผ้าสามผืน แต่ที่นี่ดีหน่อยมันปรับปรุงขึ้นเยอะ มีที่นอนเป็นเบาะนอนให้
“ผมเห็นอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าอยากให้ทุกเรือนจำมันมีสวัสดิการเท่าเทียมกัน อย่างนักโทษบางคนไม่มีญาติ พอเข้ามาเค้าก็ไม่มีอะไรเลย ถ้าเรือนจำไม่ได้จัดอะไรไว้ให้ ทุกอย่างข้างในเรือนจำต้องซื้อ ถ้าหากมีคนเข้ามาจัดการปัญหาเรือนจำให้มีมาตรฐานเดียวกันทุกที่ก็คงจะดีครับ
“ผมยังยืนยันนะว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน สำหรับคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งก็อยากให้ออกไปใช้สิทธิ์กันเยอะ ๆ นะครับ” แบงค์ฝากข้อความถึงเพื่อน ๆ ข้างนอก
.
“เวหา” คาดหวังผลเลือกตั้ง-ประชามติ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม
เวหา แสนชนชนะศึก ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 บอกเล่าถึงการได้ติดตามข่าวสารเรื่องการเลือกตั้งและการลงประชามติบ้าง แต่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื้อหาในทีวีส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการหรือหนังที่เจ้าหน้าที่เลือกสรรมาแล้ว จึงไม่ได้รู้สถานการณ์มากมายนัก
“การเลือกตั้งครั้งนี้ผมตื่นเต้นมากว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะอย่างน้อยไม่มีเสียง สว. เข้ามามีส่วนในการโหวตนายกฯ มันจึงต้องมาวัดกันที่การเลือกตั้งจริง ๆ แต่เสียดายที่ผมไม่ได้อยู่ข้างนอก เลยไม่รู้กระแสว่าตอนนี้เป็นอย่างไร” เวหาให้ความเห็น
สำหรับเขา การเลือกตั้งเป็นการสื่อสารความต้องการของประชาชนออกไปได้ ได้การร่วมกันยืนยันจุดยืนของตัวเองยังเป็นเรื่องสำคัญเสมอ คนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะเลือกแล้วถูกแทรกแซง แต่ก็อยากให้คนมีความหวัง และไปยืนยันสิทธิของตนให้เยอะ ๆ
เวหาบอกถึงความคาดหวังในครั้งนี้ด้วยว่า อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เสียงของประชาชนจะได้กำหนดหน้าตาของรัฐบาลอย่างแท้จริง โดยไม่มีอำนาจใดมาแทรกแซง และแม้ได้หน้าตารัฐบาลแบบที่เราไม่อยากได้ เราก็พร้อมน้อมรับ เพราะมันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าไม่มีการแทรกแซงจริง ๆ
เวหายังอยากรู้สถานการณ์เกี่ยวกับการลงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาดูภาพข่าวเกี่ยวกับการรณรงค์ของภาคประชาสังคมด้วยความสนใจ เขาบอกว่าข้างใน เจ้าหน้าที่บางคนยังไม่ทราบเลยว่า เที่ยวนี้มีการให้ลงประชามติเรื่องนี้ด้วย
“ผมกลัวว่าคนจะไม่เข้าใจว่าประชามติครั้งนี้คืออะไร อยากให้คนเข้าใจว่าเรายังไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอะไรเลย แต่ประชามติครั้งนี้คือการไปลงความเห็นกันว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไหม ซึ่งมันก็ควรรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันเยอะ ๆ มันจะได้รู้กันไปเลย”
เวหายังสะท้อนว่า กลุ่มผู้ต้องขังไม่ว่าคดีอะไร ก็น่าจะมีสิทธิในการเลือกตั้งและลงประชามติ เขาเข้าใจเรื่องการทำผิด แล้วก็จะต้องถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ก็คิดว่าคนเหล่านี้ก็ยังเป็นพลเมืองของประเทศนี้ ควรจะมีสิทธิในเรื่องนี้อยู่ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องมีส่วนกำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่กระทบถึงคนข้างในได้
สุดท้าย เขาคาดหวังว่าการเลือกตั้งนี้ อยากให้มีผลดีต่อการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมใหม่ในสภาครั้งหน้า โดยหวังว่าจะมีเสียงมากพอที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง
.
ผู้ต้องขังหลายคนสะท้อนความรู้สึกการถูกจำกัดสิทธิการเลือกตั้ง
ขณะที่ผู้ต้องขังอีกหลายคนก็ได้ฝากข้อความในรูปแบบต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งและลงประชามติที่จะมาถึงด้วย
“วิจิตร” ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฝากข้อความสั้น ๆ ว่า “ลุงมีความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้มาก และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรมีการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพราะกฎหมายของ คสช. คือต้นไม้พิษ ดอกผลของมันก็เป็นพิษ ส่งผลร้ายต่อผู้คนด้วย ต้องโค่นทิ้งและปลูกมันขึ้นมาใหม่”
“อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 สะท้อนความรู้สึกในการถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองออกมาว่า “เราเสียสิทธิการเลือกตั้งไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นนักโทษในเรือนจำ ก็ควรมีสิทธิที่ควรมี ตอนอยู่ข้างนอกเราใช้สิทธิตลอด ก็รู้สึกว่าถูกลิดรอนไป นักโทษก็คือมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน มันอัดอั้นจริง ๆ นะ
“อยู่ข้างในเราเห็นอะไรหลายอย่าง ถูกจำกัดสิทธิไปเยอะมาก ผู้ต้องขังพูดเรื่องเลือกตั้งกันเยอะ มีคนมาคุยกับเราเรื่องข่าวสารการเมือง อินมาก ทุกคนก็อยากรับรู้ข่าวสารกันหมด”
ส่วน “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ก็บอกถึงความเสียใจที่ไม่ได้ออกไปมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและลงประชามติครั้งนี้ และอยากให้ดคนภายนอกร่วมกันออกไปส่งเสียงแทน
“เสียใจที่เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ออกไป มันมีลงประชามติด้วย ก็อยากให้เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ฝากทุกคนช่วยออกไปใช้เสียงแทนเราที อายบอกที่บ้านไปเลือกตั้งตลอด ถ้าได้พรรคที่ใส่ใจผู้ต้องขังทางการเมือง อายก็คงมีความหวังว่า อายจะได้กลับบ้าน อยู่ในคุกมันไม่มีคำว่าสบายหรอก มันไม่เหมือนข้างนอก”
ขณะที่ “หอมแดง” ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 สะท้อนถึงความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า อยากให้เป็นการเลือกตั้งที่ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลุดจากวงจรเดิม ๆ อย่างเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น
“ในฐานะเกษตรกร อยากให้พรรคที่ได้ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงกับเกษตรกรไว้จริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดไปเฉย ๆ เลือกตั้งครั้งก่อนเป็นช่วงหอมแดงกำลังออกผล ผมอยู่อุตรดิตถ์-ศรีสะเกษ ได้ยินนโยบายเกี่ยวกับหอมแดงมากมาย ช่วยประกันราคาหอมบ้างอะไรบ้าง แต่พอได้เป็นแล้ว ก็ไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไร คนที่ได้ประกันราคาหอมก็ไม่ทั่วถึง”
“แล้วก็อยากให้มีนิรโทษกรรมผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคน รวมคดี 112 ด้วย ไม่รู้ว่ายากไปหรือเปล่า”
.
| Unheard Votes คือ บันทึกการสนทนากับผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป ช่วงที่ผู้คนนับล้าน ๆ กำลังจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมกับลงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ . แต่สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจผ่านไปเหมือนวันธรรมดา ไม่มีบัตรเลือกตั้ง ไม่มีโอกาสร่วมส่งเสียง มีเพียงการติดตามข่าวจากโทรทัศน์ที่คัดกรองมาแล้ว หรือข่าวสารจากผู้คนที่มาเยี่ยม แต่พวกเขายังคงมีความคิดฝันปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกพรากสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไป |
.
