วันที่ 15 ก.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ วัย 26 ปี และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาเป็นเวลา 693 วัน หรือ 1 ปี กับ 10 เดือน 28 วันแล้ว
เก็ทส่งจดหมายสื่อสารถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความเคลื่อนไหวเรื่องสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม 5 ฉบับ ที่เขาติดตามอย่างใกล้ชิดแม้อยู่ในเรือนจำ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อสมาชิกรัฐสภาและประชาชนที่ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม แม้สุดท้ายพบว่าสภาจะโหวตไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ที่นับรวมคดีมาตรา 112
เขาสะท้อนความคิดเห็นต่อพฤติกรรมของผู้แทนราษฎรบางคนที่ทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประชาชน และชื่นชมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ยังคงต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ
จดหมายดังกล่าวมีส่วนสำคัญระบุให้เห็นถึงปรัชญาการใช้ชีวิตที่เขายึดมั่น นั่นคือ “ความกล้าในการพูดความจริง” โดยเชื่อมั่นว่าสังคมไม่ต้องการคนที่เก่งหรือฉลาดที่สุด แต่ต้องการเพียงคนธรรมดาที่มีความกล้าหาญในการชี้ให้เห็นปัญหาของบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา
__________________________________________
ความกล้าในการพูดความจริง
“ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็สิทธิ์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราบ่ผิดท่านมาล้างดาบนี้คืนสนอง”
ผมได้ทราบการเคลื่อนไหวในรัฐสภาแล้ว ขอบคุณสมาชิกผู้แทนราษฎรหลายท่าน และประชาชนที่ยืนหยัดในการรักษาความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่ “ผู้แทน” บางคนก็เสมอต้นเสมอปลาย เป็นผู้แทนประชาชนเพียงในนาม แต่พฤติกรรมทำเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง
เอาเถอะ การพูดนั้นไม่ใช่เพียงการสื่อสาร แต่ยังเป็นภาพสะท้อนตัวตนของผู้พูดด้วย “น้ำลดตอผุดยังคงใช้ได้เสมอ” ได้ทราบว่าปูนและเบนจาเข้าไปพูดด้วย เสียดายที่ไม่ได้ฟังสด แต่ก็ได้ทราบสรุปประเด็นที่ทั้งสองพูดอยู่ ใจความที่ทั้งคู่พูดออกมาดีทีเดียว มันเสริมสร้างกำลังใจมากเลยนะที่ในห้วงขณะที่เรากำลังสร้างทุ่งฝันวันใหม่กันอยู่อย่างยากลำบาก ยังคงมีเพื่อนพ้องคอยยืนเคียงข้างกัน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แล้วไม่ควรมีใครตาย (หรือติดคุก หรือลี้ภัย หรือถูกดำเนินคดี) เพียงเพราะพูดความจริง
การยืนหยัดเพื่อรักษาความยุติธรรมในยุคที่อำนาจเถื่อนยังครองเมืองนั้น จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญ สังคมไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุดหรือฉลาดที่สุดในการต่อสู้และแก้ปัญหา สังคมต้องการเพียงคนธรรมดาที่มีความกล้า เป็นความกล้าที่เรียบง่าย นั่นก็คือความกล้าที่จะพูดถึงปัญหาหรือความผิดปกติของบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา เฉกเช่นการปฏิเสธว่า 2 + 2 ไม่เท่ากับ 5 มันต้องเป็น 4
โดยเบื้องต้น ผู้พูดอาจไม่สามารถหาทางแก้ไขปัญหาได้ในทันที แต่เมื่อมีการชี้ให้เพื่อนร่วมสังคมเห็นถึงประเด็นปัญหานั้นแล้ว ก็จะเกิดการอภิปรายและนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาในที่สุด จังหวะเวลาที่ความก้าวหน้าและความล้าหลังชักเย่อกันอยู่
“ความกล้า” อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่หากผู้คนช่วยกันลุกขึ้นยืนหยัดแล้วก็ผ่านความล้าหลังไปได้ ความกล้านั้นก็จะเป็นเรื่องปกติที่สามารถแสดงออกได้อย่างปลอดภัย
ไม่ว่าฝ่ายก้าวหน้าหรือล้าหลังหากเป็นวิญญูชนแล้ว ก็ย่อมรู้ว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญถกเถียงกันยังไม่จบสิ้นในสภาคืออะไร แต่กล้าจะพูดไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่กล้าก็อาจเป็นเพราะกลัวถูกดำเนินคดี ถูกยุบพรรคเสียตำแหน่งหน้าที่ บ้างไม่กล้าเพราะผลประโยชน์มันค้ำคอ หมามันเลียนายไม่ใช่เพราะเนื้อในมันอร่อยหรอก มันรู้ว่าประจบใครแล้วจะได้อาหารต่างหาก
โดยส่วนตัวผมการพูดกันอย่างจริงใจน่ะดีที่สุดแล้ว ด้วยเหตุนี้ผมจึงไร้ซึ่งความสำนึกผิดหรือเสียใจกับความเคลื่อนไหวที่ได้ทำไปแล้ว แม้ว่าจะถูกดำเนินคดีก็ตาม
ขอบคุณทุกความกล้าหาญ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
ย้อนอ่านจดหมายของเก็ท
จดหมายจาก “เก็ท” โสภณ: รำลึก 93 ปี อภิวัฒน์สยาม ยังฝันถึงฟ้าสีทองผ่องอำไพ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
📩 สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ท โดยฝากถึง “โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 33 ถนนงามวงค์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900”
หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
