ในวันที่ 19 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “แท็ค” สิทธิโชค เศรษฐเศวต ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 28 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์, วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 217 และ 358 พร้อมข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการถูกกล่าวหาว่านำของเหลวคล้ายน้ำมันไปฉีดพ่นใส่กองเพลิงที่ลุกไหม้ บริเวณฐานพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินนอก แยกผ่านฟ้าลีลาศ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ18กรกฎา2564
.
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี 4 เดือน ถูกคุมขัง 25 วัน ก่อนได้ประกันชั้นอุทธรณ์
ก่อนหน้านี้ (17 ม.ค. 2566) ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกสิทธิโชค 3 ปี ในความผิดมาตรา 112 และจำคุก 6 เดือน ในฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุกรวม 2 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
ในตอนแรก ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่ง ทำให้สิทธิโชคถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต่อมา (19 ม.ค. 2566) ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว
ในการคุมขังระหว่างอุทธรณ์ สิทธิโชคได้ตัดสินใจประท้วงอดอาหารตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรือนจำ เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวพร้อมกับ “ตะวัน – แบม” ซึ่งถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนยกระดับโดยการประท้วงอดน้ำเพิ่ม หลังจากไม่ได้รับสิทธิประกันตัว กระทั่งเรือนจำส่งตัวเขาไปรับการดูแลที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2566
แม้อยู่ที่ รพ.ธรรมศาสตร์ สิทธิโชคยืนยันอดน้ำและอาหารต่อ จนกระทั่งหลังการอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2566 ระบุคำสั่ง “พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่สูงมากนัก และจำเลยเคยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาก่อน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกัน 130,000 บาท” ทำให้เขาถูกคุมขังไปรวม 25 วัน
อุทธรณ์คดีต่อ ยืนยันไม่ได้ร่วมชุมนุม ไม่ได้ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น
คดีนี้ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ดังนี้
1. ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำเลยยืนยันว่าตนกำลังทำหน้าที่รับส่งอาหาร และแวะหยุดดูการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวแต่อย่างใด โดยพยานโจทก์ตำรวจฝ่ายสืบสวนก็เบิกความว่าในวันเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 500 – 700 คน และจากการสืบสวนก็ไม่พบว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมและกลุ่มเยาวชนปลดแอกอย่างไร
นอกจากนี้ พยานโจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบได้ว่า จำเลยได้ปรากฏตัวที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและแยกผ่านฟ้าลีลาศเวลาใด และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันกับกลุ่มเยาวชนปลดแอก หรือมีวัตถุประสงค์เดียวกับกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่
ในบัญชีของกลางที่โจทก์รวบรวมพยานหลักฐานไว้ ไม่ได้ปรากฏสิ่งของ อาทิเช่น แว่นตากัน แก๊สน้ำตา น้ำใช้สำหรับล้างสารเคมี อุปกรณ์ป้องกันกระสุนยาง การกล่าวอ้างว่าพบจำเลยในกลุ่มและร่วมชุมนุม จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ฐานฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามฟ้องของโจทก์
2. ในส่วนฐานความผิดวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และมาตรา 112 โจทก์เบิกความไปในทำนองว่าพบเห็นจำเลยถือขวดพลาสติกบีบของเหลวพ่นไปที่ผ้าประดับฐานซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น และเชื่อว่าของเหลวในขวดดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้
จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นนี้ว่า จำเลยประกอบอาชีพเป็นไรเดอร์ และเป็นอาสาสมัครดับเพลิงตนเองเห็นเหตุการณ์เดียวกันกับพยานโจทก์ในพื้นที่เกิดเหตุ โดยเห็นไฟที่กำลังลุกไหม้ที่ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ แต่ขวดพลาสติกของจำเลยที่บีบใส่ไม่ใช่เชื้อเพลิง แต่เป็นน้ำอัดลมสีม่วงองุ่นผสมน้ำเปล่า ซึ่งจำเลยนำไปช่วยควบคุมเพลิงที่กำลังลุกไหม้
นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากผู้กล่าวหา พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี รองผู้กำกับการสืบสวน สน.นางเลิ้ง ก็ไม่ได้เก็บขวดน้ำพลาสติกมาตรวจสอบ แม้กล่าวอ้างว่าตนยืนอยู่ใกล้จำเลย และพยานปากพนักงานสอบสวน ก็ไม่ทราบว่าของเหลวในขวดคืออะไร เนื่องจากไม่ได้มีการเก็บมาเป็นตรวจสอบ หรือยึดเป็นของกลาง และจากผลตรวจพิสูจน์เพลิงไหม้ ก็ไม่พบน้ำมันเชื้อเพลิงหรือสารเคมีไวไฟที่ผ้าของกลาง ความคิดเห็นของพยานโจทก์ที่เชื่อว่ามีสารเคมีไวไฟจุดที่ผ้าก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ
3. การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 112 เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบดังกล่าว จะต้องมีการตีความอย่างเคร่งครัดตามหลักกฎหมาย การอาฆาตมาดร้ายจะต้องกระทำต่อบุคคลหรือใกล้ชิดบุคคลนั้น หาใช่ต้องกระทำต่อรูปภาพหรือวัตถุสิ่งใด ประกอบกับโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยได้เป็นผู้ริเริ่มในการกระทำวางเพลิงเผาทรัพย์จริงหรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีความน่าสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาดูหมิ่นตามมาตรา 112 จึงควรยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลย
4. ในคดีนี้ หากศาลรับฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรง จำเลยมิได้ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อบุคคล จำเลยประกอบอาชีพสุจริต ทำมาหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว และได้ปฏิบัติตนให้ความร่วมมือกับศาลโดยตลอด ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวมาตลอด
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ถือว่าเป็นการลงโทษจำเลยอย่างร้ายแรง และจำเลยอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถพิจารณารอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ประกอบคำแนะนำประธานศาลฎีกาว่าด้วยแนวทางการใช้โทษทางอาญา พ.ศ. 2563 เพื่อคุ้มครองประโยชน์ให้สังคมได้ในขณะเดียวกัน
สำหรับสิทธิโชคจบการศึกษาระดับ ปวส. ด้านไฟฟ้า เคยทำงานทั้งเป็นเด็กล้างรถ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานร้านอาหาร ทำงานในโรงงาน หรือแม้แต่ขับแท็กซี่ ก่อนเริ่มประกอบอาชีพไรเดอร์ตั้งแต่ช่วงโควิด เขายังทำงานอาสาสมัครกับมูลนิธิร่วมกตัญญู ช่วยเหลือด้านงานแพทย์ฉุกเฉินและงานดับเพลิง
“ผมมีความสุขกับการช่วยใครที่ไม่รู้จัก บอกไม่ถูกเหมือนกัน มีการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ ช่วยงานจราจร ช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น…เวลาไปทำงานผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเอง มีชุดฟอร์มของร่วมกตัญญูซึ่งผมออกค่าใช้จ่ายเอง ออกค่าน้ำมันเอง ไม่เคยได้รับเงินจากการทำงานอาสา”
“การนำตัวผมมากักขัง ทำให้ขาดรายได้รายวันเฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 บาท ผมมีภาระต้องส่งค่างวดรถ ค่าโทรศัพท์ที่ผ่อนกับทางแกร๊ป และค่ากินอยู่ของผมและแฟน ผมรับผิดชอบ ส่วนค่าเช่าบ้านแฟนเป็นคนดูแล แฟนผมทำงานเป็นแม่บ้านที่หน่วยงานแห่งหนึ่ง ผมทำงานเกือบทุกวัน” สิทธิโชคเคยบอกเล่าไว้
.
ย้อนอ่านข้อมูลคดีนี้
เปิดแฟ้มคดี ม.112 “สิทธิโชค” ไรเดอร์ถูกฟ้อง “วางเพลิงเผารูป” แต่จำเลยยืนยันเจตนาต้องการช่วยดับเพลิง
ชีวิตและเลือดเนื้อของไรเดอร์-อาสากู้ภัยที่ชื่อ ‘สิทธิโชค’: “สู้แบบหมาจนตรอก ก็ดีกว่าสู้ในกรง”
