เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม พรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ เขาถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ด้วยโทษรวม 12 ปี จากการถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊ก 4 ข้อความ และถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2567 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 8 เดือนแล้ว
ในช่วงนี้ เรือนจำกลางเชียงใหม่มีนโยบายการโยกย้ายผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วไปเรือนจำอื่น ๆ เพื่อระบายความแออัดของเรือนจำ และตัวพรชัยก็ทราบว่าอาจจะถูกย้ายตัวไปที่เรือนจำอื่น โดยอาจเป็นที่จังหวัดพิษณุโลก ลำพูน หรือย้ายไปภูมิลำเนาตามทะเบียนของเขา คือจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยตอนนี้มีผู้ต้องขังถูกย้ายไปเรือนจำจังหวัดลำพูนประมาณ 200 คนแล้ว เขาก็คิดว่าถ้าย้ายไปที่มีความแออัดลดลง มีสุขภาวะต่าง ๆ ที่ดีกว่า จะย้ายไปก็ได้
“มีความเป็นไปได้สูงว่า ผมอาจจะถูกย้ายเรือนจำ เร็ว ๆ นี้ แต่ไม่ทราบว่ารอบไหน” พรชัยบอกไว้ โดยเขาฝากติดตามในช่วงหลังกลางเดือนธันวาคมนี้ อาจจะทราบชัดเจนขึ้น
จากตัวเลขของกรมราชทัณฑ์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม เรือนจำกลางเชียงใหม่มีผู้ต้องขังจำนวน 6,389 คน ขณะที่เรือนจำประมาณความจุในการรองรับผู้ต้องขังได้ประมาณ 4,939 คน เท่ากับรองรับผู้ต้องขังเกินกว่ากำหนดถึง 1,450 คน หรือประมาณร้อยละ 30 เลยทีเดียว
พรชัยเล่าย้ำเรื่องนี้ว่า ในแดน 5 ที่เขาอยู่ ก็แออัดมาก ตอนนี้เหมือนมีผู้ต้องขังคนจีนเข้ามามากขึ้นด้วย เข้าใจว่าเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงหรือสแกมเมอร์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ลำบากขึ้น อย่างในเรือนนอนคนแทบจะนอนทับกันอยู่แล้ว
“มีเรื่องนักโทษทะเลาะกันเรื่องที่นอนทุกวัน ล่าสุด เกิดเหตุนักโทษอายุแค่ 19 ปี ที่ได้นอนในซอยที่มีความจุแค่ 4 คน แต่มีนักโทษนอนรวมกันในซอยนั้น 10 คน ตื่นเช้ามาพบว่านักโทษที่อายุ 19 คนนั้นนอนเสียชีวิตอยู่ ยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงเสียชีวิต แต่ผมว่ามันทำให้เห็นสภาพเรือนจำที่แออัดมาก” พรชัยเล่าถึงตัวอย่างสถานการณ์ดังกล่าว
จากการต้องใช้ชีวิตในเรือนจำ พรชัยยังลองเสนอไอเดียการแก้ไขปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องการจำแนกประเภทผู้ต้องขังให้ชัดเจน อาทิ จัดกลุ่มผู้ต้องขังกลุ่มที่เข้าออกเรือนจำอยู่บ่อย ๆ เพราะกระทำผิดซ้ำ, กลุ่มผู้ต้องขังที่เข้าเรือนจำครั้งแรก, กลุ่มผู้ต้องขังที่ไม่ใช่โทษอุกฉกรรจ์, กลุ่มผู้ต้องขังที่ต้องโทษไม่เกิน 2 ปี
พรชัยบอกว่า การจำแนกประเภทเช่นนี้จะส่งผลถึงทั้งการดูแล และการจัดการงบประมาณ เช่น เมื่อพิจารณาแล้วผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมดี ไม่มีความเสี่ยง ก็ให้สามารถออกไปทำงานกองนอกได้ ให้พวกเขาสามารถทำงานได้และมีรายได้ โดยเรือนจำอาจจะมีการร่วมมือกับองค์กรธุรกิจเพื่อให้ส่งเสริมการทำงานของผู้ต้องขัง และเป็นงานที่ไม่ขูดรีดแรงงาน
หรือในกลุ่มผู้ต้องขังที่โทษไม่มาก และอยู่ในเกณฑ์พักโทษได้ ก็สามารถกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวพักโทษ หรือกักขังนอกเรือนจำ เพื่อลดปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำอีกทาง
พรชัยยังเห็นว่าควรจะจัดให้มีทนายความอาสาประจำที่เรือนจำ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลเรื่องสิทธิทางกฎหมายของผู้ต้องขัง เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้ต้องขังจะไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือถึงแม้จะรู้ ก็ทำอะไรไม่ได้ การมีทนายความประจำน่าจะช่วยดูแลเรื่องนี้ได้
พรชัยเพิ่มเติมว่า เขายังสนใจเกี่ยวกับปัญหาคดียาเสพติด เนื่องจากพออยู่ในเรือนจำแล้ว มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดมาพูดคุยด้วยหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ในเรือนจำก็จะต้องโทษคดีเรื่องนี้ เขาพบว่าคดีประเภทนี้บางคดีก็ติดคุกนาน บางคดีไม่นาน บางคดีก็ได้รับการประกันตัว บางคดีก็ไม่ได้ เขาเลยสนใจความแตกต่างเหล่านี้ คิดว่าอยากศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียดขึ้นต่อไป
พรชัยให้ความเห็นว่า คนอาจจะคิดไปว่าการพัฒนาเรือนจำ หรือทำให้มันดีขึ้น จะทำให้คนไม่กลัวการถูกลงโทษจำคุก มีการกระทำผิดมากขึ้น แต่สำหรับเขาแล้ว แม้เรือนจำจะดีขึ้นแค่ไหน แต่คงไม่มีใครอยากเข้ามาให้ตัวเองถูกจำกัดเสรีภาพหรอก รวมทั้งแม้จะเป็นผู้ต้องขัง เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ยังต้องได้รับการเคารพในเรื่องพื้นฐานหลายเรื่อง
รวมทั้งในเรื่องการคืนผู้ต้องขังกลับสู่สังคม พรชัยฝากไว้ด้วยว่า “อยากจะบอกว่าหากคุณได้เจอกับผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไป ไม่ว่าเขาจะเป็นคนในครอบครัว คนที่คุณรู้จักใกล้ชิดหรือไม่ก็ตาม และโดยเฉพาะหากคุณเป็นองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐ ที่จะเปิดใจให้โอกาสกับพวกเขา ให้มองเขาเป็นคนหนึ่งที่ผ่านกระบวนการรับโทษตามกฎหมายมาแล้ว และต้องได้รับโอกาสที่จะกลับใจและเริ่มต้นชีวิตใหม่”
.
| สามารถร่วมเขียนจดหมายถึงพรชัย “ฝากถึง พรชัย วิมลศุภวงศ์ แดน 5 เรือนจำกลางเชียงใหม่ 122 หมู่ 6 ตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 50150” หรือเขียนจดหมายออนไลน์ถึงผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
ย้อนอ่านเรื่องราวชีวิตของพรชัย การต่อสู้ของ “พรชัย”: จากคนบนดอย คนจร พ่อค้า ผู้ชุมนุม และผู้ถูกดำเนินคดี ม.112
.
