เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2568 ทนายความได้เข้าเยี่ยม “ทิวากร วิถีตน” บัณฑิตทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรกรชาวขอนแก่นวัย 50 ปี ที่ถูกคุมขังในทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 112
ทิวากรต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 ภายหลังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาแตกต่างจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยตัดสินยกฟ้อง โดยกลับเป็นว่าเขามีความผิดและลงโทษจำคุกรวม 6 ปี
การพบกันครั้งนี้เป็นวาระก่อนครบวันเกิดอายุ 50 ปีของเขาในวันที่ 31 ตุลาคม วันเกิดครั้งที่สองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในกำแพงเรือนจำ ทิวากรพูดถึงความรู้สึกที่ “ไม่ควรมาอยู่ที่นี่แม้แต่วันเดียว” ทั้งการถูกควบคุมเข้มงวดมากขึ้นหลังวันที่ 19 ก.ย. 2568 ที่มีการเข้าเยี่ยม การถูกเจ้าหน้าที่ยึดสมุดและปากกาที่ทำให้การเตรียมคดีชั้นฎีกาเกิดอุปสรรค ความคิดถึงพ่อแม่ที่ไม่ได้มาเยี่ยมราวสองเดือน และการยื่นขอประกันตัวที่ถูกปฏิเสธไปแล้ว 10 ครั้ง แต่เขายืนยันว่าจะยื่นต่อไปทุกเดือนจนกว่าจะหมดสิทธิตามกฎหมาย
ในภาพรวม ทิวากรยังคงมีกำลังใจดี ร่างกายแข็งแรงขึ้นจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ แม้จะมีอาการไอเล็กน้อย และยังคงเชื่อมั่นว่าจะชนะคดีในชั้นฎีกา ท่ามกลางความกังวลลึก ๆ ว่าคดีและตัวเขาอาจถูกใช้เป็น ตัวอย่างเชิงลงโทษ หรือ “เชือดไก่ให้ลิงดู”
แต่เขายังใช้เวลา 444 วันแห่งการคุมขังด้วยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “ไม่ควรจะมาอยู่ในคุกแม้แต่วันเดียว”
______________________________
เมื่อเดินเข้าไปในห้องเยี่ยม พบทิวากรที่มีทรงผมสกินเฮด โดยผมขาวแซมดำ ใบหน้าคล้ำ รูปร่างผอม ทิวากรยิ้มให้ ท่าทีดูมีความหวังขึ้นมาบ้างว่า อาจมีข่าวคืบหน้ามาบอก
เขาเริ่มต้นด้วยคำถามที่กลายเป็นเหมือนพิธีกรรมประจำทุกครั้ง สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนพี่น้องคนอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง คดีไปถึงไหนแล้ว ข่าวการเมืองเป็นอย่างไร
“ปีนี้เป็นวันเกิดครั้งที่สองที่ต้องอยู่ในเรือนจำ” เขาเริ่มต้นบทสนทนา ประโยคเดียวที่ติดอยู่ในหัวเขาคือ “ไม่ควรมาอยู่ที่นี่แม้แต่วันเดียว”
ทิวากรยืนยันว่าการถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 นั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของคดี เพราะเขาไม่ได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาทโดยเฉพาะ หากแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯโดยรวม แต่ศาลกลับตีความบทบัญญัติอย่างขยายกว้าง แทนที่จะตีความโดยเคร่งครัดตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย
กับชีวิตข้างในเรือนจำเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงอายุ 49 ปี ถึง 50 ปี การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทำให้ความรับรู้ข่าวสารและสติปัญญาถูกลดทอน เขาเล่าว่าภายในเรือนจำมีการเผยแพร่เฉพาะสื่อแนวอนุรักษ์นิยม เช่น รายการสวดมนต์ เพลงสรรเสริญ และข่าวเชิงรักชาติ หนังสือที่อ่านได้มีจำกัด และในช่วงเวลา 16.00 น. ถึง 18.00 น. ก่อนเข้าห้องนอน จะไม่อนุญาตให้อ่านหนังสือ
สำหรับวันเกิดปีนี้ แม้ญาติบางคนจะซื้อเค้กมาเยี่ยม แต่เขาไม่อยากจัดงานวันเกิดในคุก เพราะตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยฉลอง “สิ่งเดียวที่อยากทำคืออยู่กับพ่อแม่ ซึ่งไม่ได้มาเยี่ยมราวสองเดือนแล้ว อยากรู้ว่าท่านทั้งสองเป็นอย่างไร”
ทิวากรยังกล่าวอีกว่าหากได้รับอิสรภาพ เขาอยากกลับไปทำงานที่ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อสะสางงานที่ค้างไว้ตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับอาจารย์
ช่วงเวลาในเรือนจำผ่านไปอีกระยะ สิ่งที่ทิวากรคิดถึงนอกจากอิสรภาพนั่นคืออาหารที่อยากรับประทาน โดยเฉพาะ ‘ส้มตำ’ ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด
ก่อนบทสนทนาจบเรื่องราวเกี่ยวกับวันเกิด เขาฝากข้อความถึงครอบครัวว่า “ให้ดูแลตัวเองให้ดี อย่าประมาทกับชีวิต รักษาสุขภาพ และมีกำลังใจต่อสู้กับปัญหา ไม่ต้องเป็นห่วงผม”
เขายังเล่าถึงชีวิตในเรือนจำที่ยืนยันข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า ผู้คุมได้ยึดสมุดและปากกาที่ใช้จดบันทึกประเด็นพูดคุยกับทนายความ โดยให้เหตุผลว่าเป็นระเบียบ ห้ามนำเครื่องเขียนเข้าระหว่างการเข้าเยี่ยม ส่งผลให้การเตรียมคดีชั้นฎีกาเกิดอุปสรรคอย่างมาก
“เวลาพบทนาย ความจริงเราอยากจดบันทึกประเด็นสำคัญเพื่อใช้ต่อสู้คดี แต่เมื่อถูกห้าม ก็ต้องจำทุกอย่างไว้ในหัว ซึ่งเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายละเอียดพยานเอกสารและข้อเท็จจริงมากมาย” ทิวากรสะท้อนไว้อีกตอน
เขาอธิบายว่าหลังจากวันที่ 19 ก.ย. 2568 เป็นต้นมา รู้สึกว่าถูกควบคุมเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่อาบน้ำ ซึ่งจากเดิมสามารถล้างมือหรือแปรงฟันได้ในอ่างล้างมือ แต่ปัจจุบันกลับไม่อนุญาตให้ใช้ ต้องไปใช้สถานที่อื่นแทน นอกจากนี้เอกสารส่วนตัวบางส่วนที่เคยเก็บไว้ในล็อกเกอร์ก็ถูกผู้คุมสั่งให้นำออก
กับอีกเรื่องสำคัญ ยังไม่พ้นเรื่องของสิทธิประกันตัว ทิวากรนับว่าได้ยื่นขอแล้ว 10 ครั้ง และถูกปฏิเสธทุกครั้ง ศาลให้เหตุผลว่า ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม อย่างไรก็ดี เขายืนยันว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นขอประกันตัวต่อไปทุกเดือน เพราะเชื่อว่าการพิจารณาให้ประกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น มากกว่าพฤติการณ์ส่วนบุคคล
เมื่อพูดถึงความเชื่อมั่นในการต่อสู้คดี ทิวากรยังคงมั่นใจว่าจะชนะคดีในชั้นฎีกา แต่ก็ยอมรับว่าลึก ๆ มีความกังวลใจอยู่ว่าอาจถูกใช้เป็น ตัวอย่างเชิงลงโทษ เขากล่าวเปรียบเปรยว่า เหมือนการเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อให้ผู้อื่นไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์อีก
ทิวากรยังเล่าถึงเรื่องสุขภาพร่างกาย ระบุว่าช่วงนี้มีอาการไอ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในเรือนจำ อาจเกิดจากสภาพอากาศภายใน แต่สุขภาพโดยรวมดีขึ้น เพราะได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ค่อยมีอาการหน้ามืดเช่นช่วงแรก ร่างกายดูจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้แล้ว แม้จิตใจจะยังไม่ยอมรับความจริงที่ว่าต้องอยู่ที่นี่
ทิวากรเอ่ยว่า การอยู่ในเรือนจำทำให้ “ถูกลดทอนสติปัญญาและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก” หากได้รับอิสรภาพจะต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่พัฒนาไปไกลในช่วงเวลาที่ถูกจองจำ แต่เขาไม่ได้ปล่อยให้เวลาเลยผ่าน ยังคงฝึกตัวตนผ่านการอ่านหนังสือ
เขาเอ่ยถึงเล่มที่อ่านหลายรอบคือ The First American: The Life and Times of Benjamin Franklin และ Fight for Freedom: The American Revolutionary War ว่าด้วยแนวคิดเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และการต่อสู้ทางการเมือง
ในห้วงวันเกิดปีที่อายุ 50 ทิวากรฝากข้อความว่า “คิดถึงโซเชียล คิดถึงการเล่นมือถือ อินเทอร์เน็ต คิดถึงแฟนเก่า คิดถึงพ่อแม่มาก กำลังใจยังดีเสมอ” ทั้งยืนยันก่อนจากกันอีกครั้งว่า “ผมไม่ควรจะมาอยู่ในคุกแม้แต่วันเดียว”
.
จนถึงปัจจุบัน (31 ต.ค. 2568) ทิวากรถูกคุมขังระหว่างฎีกาที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาแล้ว 444 วัน หรือ 1 ปี 2 เดือน 19 วัน
สามารถเขียนจดหมายออนไลน์ถึงทิวากร ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
และสามารถเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดถึงทิวากร ได้โดยตรงตามที่อยู่ ‘ทิวากร วิถีตน’ เลขที่อยู่ 117 ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ถ.ศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไปรษณีย์ 40000
หรือหากสนใจบริจาคหนังสือส่งไปได้ที่ ห้องสมุดพร้อมปัญญา ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น 117 ถนนศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไปรษณีย์ 40000
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
‘399 วัน’ แห่งการถูกคุมขัง “ทิวากร” ยืนยัน “ยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิด” ฝากขอบคุณกำลังใจจากคนข้างนอก
