บันทึกเยี่ยม “พรชัย” ผู้ต้องขังคดี ม.112: สถานการณ์โรคระบาด และความฝันถึงประชาธิปไตยหลังกำแพง

ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม พรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ทั้งหมด 2 ครั้ง เขาถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ด้วยโทษรวม 12 ปี จากการถูกกล่าวหาว่าโพสต์เฟซบุ๊ก 4 ข้อความ และถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2567 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนแล้ว

.

ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ทนายพบพรชัยที่หน้าตายิ้มแย้มเช่นเดิม เขาเริ่มเล่าถึงสถานการณ์โรคระบาดในเรือนจำ มีคนป่วยหนัก มีอาการหายใจไม่ได้ หายใจติด ๆ ขัด ๆ ซึ่งผู้ต้องขังด้านในก็ไม่ทราบกันว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ในห้องฉุกเฉินมีคนป่วยจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นโรคผื่นคัน เจ้าหน้าที่ก็ไม่เพียงพอต่อผู้ต้องขังที่เจ็บป่วย ทำให้ผู้ต้องขังด้านในตื่นตระหนกกันไปหมด

พรชัยตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ทำหน้าที่ฝ่ายที่ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล ให้ยาผู้ป่วยในเรือนจำก็คือผู้ต้องขังที่เหมือนเป็นพยาบาลที่ดูแลกันเอง ไม่มีผู้มีวิชาชีพและทำงานด้านการรักษาเฉพาะในเรือนจำ

พรชัยเองก็กลับมาเป็นผื่นคันอีก ช่วงกลางเดือน ก.ย. 2568 มีอาการแสบ ๆ  คัน ๆ ผิวตึง จนต้องหาซื้อยาในเรือนจำมาทา เขาคิดว่าผื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเรือนจำมีนักโทษเยอะ อากาศร้อนและอับชื้น น้ำไม่สะอาด ไม่เพียงพอต่อการชำระล้างร่างกายเหมือนเดิม

ตอนนี้พรชัยยังทำงานอยู่กองกลาง มีหนังสืออ่านบ้าง ส่วนใหญ่เป็นนิตยสาร หนังสือธรรมะ ไม่ค่อยมีหนังสือดี ๆ ให้อ่านสักเท่าไร ถ้าหากต้องการอ่านหนังสือที่มีผู้บริจาคเข้ามาให้ ก็ต้องเขียนคำร้องขอออกไปอ่านหนังสือที่แดนการศึกษา

.

พรชัยทราบข่าวการตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เขารอดูว่าจะยุบสภาในอีก 4 เดือน และเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามสัญญาหรือไม่  โดยเขามองว่าพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ซื้อใจประชาชนได้ในช่วงเวลานี้ 

“ประชาชนกำลังต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้อำนาจ”

พรชัยเห็นว่าพรรคประชาชนควรต่อรองให้มากขึ้น เสียงต้องดังขึ้นกว่านี้ ให้ดังพอที่อนุทินจะทำตามข้อตกลงอย่างบิดพริ้วไม่ได้ เร่งคืนอำนาจให้ประชาชน และยังต้องฟังเสียงประชาชนเสมอ เป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนต่อไป 

“ในฐานะผู้ต้องขังทางการเมือง ที่ต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำ ผมขอบอกว่าผมยังให้การสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย และหวังว่าประชาชนฝั่งประชาธิปไตยจะเลิกทะเลาะกันเอง”

นอกจากนี้ พรชัยยังไม่เห็นด้วยถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ในเรื่องการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” เขาเห็นว่า สสร. จะต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่ สสร. ที่ถูกเลือกมาจากคนบางกลุ่มเท่านั้น  แต่ต้องทำให้มีการยึดโยงกับประชาชน

พรชัยยังสนใจเรื่องการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม แม้ทราบว่าการรวมคดีมาตรา 112 จะเป็นไปได้ยากแล้ว แต่เขาเห็นว่าหากมีการใส่เงื่อนไขต่าง ๆ ก็อาจเป็นช่องทางให้คนที่ถูกดำเนินคดีนี้เรื่องนี้ได้ตัดสินใจต่อไป รวมทั้งตัวเขาด้วย โดยเขายังหวังว่ากฎหมายจะผ่านในช่วงสภานี้ไปได้

.

พรชัยเล่าว่าก่อนหน้านี้ เขากำลังเขียนหนังสืออยู่ แต่ช่วงนี้งดเขียนไป เพราะไม่ค่อยมีสมาธิเขียนเลย (หัวเราะ) เพราะอากาศร้อนแล้วคนก็เต็มห้อง แทบไม่มีที่นั่ง แต่ก็ขึ้นร่างคำนำและโครงร่างหนังสือแล้ว โดยจะเป็นหนังสือเล่าเรื่องผ่านชีวิตของเขาที่ผ่านมา จนถึงชีวิตที่อยู่ในเรือนจำในบทสุดท้าย มันเหมือนเป็นทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้น 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 เป็นวันเกิดของพรชัย โดยปกติก็ไม่ตื่นเต้นในวันเกิดของตัวเองสักเท่าไร ถ้าอยู่ข้างนอกเขาคงจะโทรหาแม่ เพื่อขอบคุณและอธิษฐานเผื่อแม่

“วันเกิดผมไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย แต่ผมจะคิดถึงแม่เป็นคนแรก”

พรชัยเล่าว่าช่วงหลังมานี้ เขาไม่ค่อยได้จดหมายจากภายนอกเลย และก็ไม่ได้ส่งออกไปด้วย แต่มีฉบับหนึ่งจากน้องนักศึกษา มช. คนหนึ่งที่สนใจการเมืองส่งเข้ามา พรชัยยังเขียนจดหมายถึงเอกชัย หงส์กังวาน แต่จดหมายถูกตีกลับอย่างไม่รู้สาเหตุ

“ผมอยู่อย่างมีความหวังว่าจะออกไปได้เร็วที่สุดครับ” 

สิ่งที่พรชัยจะทำเพื่อผลักดันประชาธิปไตยในอนาคตก็คงเล่าเรื่องให้คนรุ่นหลังฟัง และหวังว่าบ้านเมืองเราจะดีขึ้นเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงสักวันหนึ่ง 

.

ย้อนอ่านเรื่องราวชีวิตของพรชัย การต่อสู้ของ “พรชัย”: จากคนบนดอย คนจร พ่อค้า ผู้ชุมนุม และผู้ถูกดำเนินคดี ม.112

.

X