วันนี้ (3 ก.ย. 2568) เวลา 09.00 น. ศาลแขวงปทุมวันนัดหมายฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “อั๋ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ในขณะนั้น จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรม #Saveวันเฉลิม บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2563 เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งถูกบังคับสูญหายไปในช่วงเย็นวันก่อนหน้านั้น
สำหรับ “ต้าร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร ปี 2557 และถูกบังคับสูญหายไป เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2563 โดยเขาถูกกลุ่มบุคคลอุ้มขึ้นรถคันหนึ่งหายไปจากหน้าคอนโดที่พักในกรุงพนมเปญ ท่ามกลางเสียงสุดท้ายที่พี่สาวได้ยินผ่านโทรศัพท์ว่า “โอ๊ย หายใจไม่ออก”
คดีนี้จุฑาทิพย์ พร้อมกับ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2564 ในข้อหาร่วมกันจัดการชุมนุมและเข้าร่วมการชุมนุมอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่วนจุฑาทิพย์ถูกฟ้องในขัอหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มอีกข้อหาหนึ่ง สาเหตุจากการไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือขณะในระหว่างเข้ารับทราบข้อกล่าวหา
ก่อนหน้านี้ทั้ง ‘พริษฐ์’ และ ‘จุฑาทิพย์’ ได้ต่อสู้คดี โดยพวกเขายอมรับว่าได้เข้าร่วมการชุมนุมในวันดังกล่าวจริง แต่ไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม จึงไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งการชุมนุม อีกทั้งการชุมนุมยังเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเท ผู้ชุมนุมมีการสวมใส่หน้ากากอนามัย และไม่พบผู้ติดเชื้อหลังกิจกรรม จึงไม่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้การชุมนุมยังเป็นไปโดยสงบ ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับวันเฉลิม
.
ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ก่อนให้รอลงอาญา 2 ปี
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ศาลเห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้โพสต์เชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรม #saveวันเฉลิม แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย จำเลยได้ปรากฎตัวในสถานที่จัดกิจกรรม ทั้งเตรียมรูปและป้ายข้อความ และสลับกันขึ้นปราศัย ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องตามคำเชิญชวนที่ปรากฏในเพจเฟซบุ๊ก จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมในการจัดกิจกรรม
ในส่วนของการไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือของจุฑาทิพย์ ศาลวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า การพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นระบบการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของประเทศไทย พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย ฉะนั้น การฝ่าฝืนไม่กระทำการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานย่อมมีความผิดในทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น
- ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง ในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 (2) และมาตรา 18 จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ส่วนจุฑาทิพย์ พิพากษาว่ากระทำความผิดอีกหนึ่งกระทง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งตามเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 ลงโทษ ปรับ 2,000 บาท
ต่อมาวันที่ 5 ก.พ. 2567 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุม แต่จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นกับการชุมนุม อีกทั้งในส่วนข้อหาไม่พิมพ์ลายนิ้วมือของจุฑาทิพย์ เห็นว่าคำสั่งของเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยเป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย
.
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรมชุมนุม มั่วสุม เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยไม่มีเหตุอันสมควร
ต่อมา “อั๋ว” จุฑาทิพย์ ได้ยื่นฎีกาในคดีนี้ต่อ โดยประเด็นหลักที่จุฑาทิพย์โต้แย้ง ได้แก่ ประเด็นเรื่องการเป็นผู้จัดกิจกรรมชุมนุม รวมถึงประเด็นการไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยขอให้กลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
วันนี้ ณ ห้องพิจารณาคดี 710 ตามตารางนัดหมายที่แปะไว้บริเวณหน้าห้อง มีคดีอื่น ๆ ที่รอการพิจารณาอยู่ก่อนหลายคดี ทำให้ห้องพิจารณค่อนข้างหนาแน่น ต่อมาเวลา 09.20 น. จุฑาทิพย์เดินทางมาถึงห้องพิจารณา
เวลา 10.18 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ และเริ่มต้นพิจารณาคดีอื่นตามนัดหมาย ก่อนที่เวลา 10.35 น. ตำรวจศาลจะเดินเข้ามาในห้องจำนวน 2 คน โดยมายืนรอที่บริเวณประตูทางเข้าออก
ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาฎีกา สามารถสรุปได้ว่า ประเด็นปัญหาที่ศาลต้องวินิจฉัย ประการแรก คือ จำเลยเป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรมชุมนุมในลักษณะมั่วสุมแออัดเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าเบิกความว่า พบเห็นการโพสต์เฟซบุ๊กนัดหมายการชุมนุมจากชื่อบัญชี สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษา แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2563 ต่อมาเวลา 17.00 น. จำเลยที่ 2 ได้นำภาพผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาวางไว้บริเวณที่จัดการชุมนุม ก่อนจะเป็นผู้เริ่มกล่าวปราศรัยเป็นคนแรก ทั้งนี้ การชุมนุมดังกล่าวไม่ได้มีการเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างผู้ร่วมกิจกรรม
พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธในประเด็นเรื่องการเป็นผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยการโพสต์เฟซบุ๊ก เพื่อเชิญชวนคนทั่วไปให้มาร่วมการชุมนุม และเมื่อถึงเวลาตามนัดหมาย จำเลยที่ 2 ก็ได้ปรากฏยังสถานที่จัดการชุมนุม อีกทั้งยังขึ้นกล่าวปราศรัยเป็นคนแรก นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้ตระเตรียมภาพถ่ายของผู้ลี้ภัยทางการเมืองนำไปวางไว้บริเวณที่จัดการชุมนุม จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 กับพวกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมชุมนุม
ทั้งนี้ ในวันนัดหมายจัดกิจกรรมชุมนุม มีผู้ร่วมชุมนุมอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน ยืนห่างกันประมาณ 1 เมตร แต่ผู้ร่วมชุมนุมแต่ละกลุ่มมีการยืนติดกัน แม้ว่าสถานที่จัดกิจกรรมชุมนุมจะเป็นสถานที่เปิดโล่ง แต่ผู้ชุมนุมในวันดังกล่าวมีอยู่ประมาณ 50 – 70 คน ไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม จึงเป็นการจัดกิจกรรมชุมนุม ในลักษณะมั่วสุมแออัดเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนความตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548
ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมา กรณีที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าขณะเกิดเหตุตามฟ้องสถิติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ลดลงจนเหลือศูนย์
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้รายงานสถิติการแพร่ระบาดของโรคในขณะนั้นจะเป็นศูนย์ แต่ก็มิได้หมายความว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น จนไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นมาอีก การแพร่ระบาดที่ลดลงดังกล่าว เพียงแค่แสดงให้เห็นว่ามาตรการด้านสาธารณสุขในการควบคุมโรคโควิด-19 ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 เป็นมาตรการที่ใช้ได้ผล แต่หากมีการรวมกลุ่มหรือชุมนุมก็มีโอกาสที่การแพร่ระบาดจะกลับมาเพิ่มมากขึ้นอีกได้ เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกยังไม่ดีขึ้น อีกทั้งจำเลยที่ 2 เองก็ยังมีความหวั่นเกรงว่าจะติดเชื้อ จึงเดินทางไปฉีดวัคซีน เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2564 ฉะนั้น ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้จึงยังฟังไม่ขึ้น
ประเด็นที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมา เรื่องการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องส่งผลให้องค์ประกอบความผิดทางอาญาตามฟ้องโจทก์สิ้นสุดลง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ไม่ได้มีผลเป็นการยกเลิกความใน มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 จึงไม่ใช่กรณีมีกฎหมายประกาศใช้ภายหลังการกระทำความผิด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงยังฟังไม่ขึ้น
ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยประการสุดท้าย ได้แก่ ประเด็นที่จำเลยฎีกาว่าการไม่พิมพ์ลายนิ้วมือไม่ใช่การฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันสมควร
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือ เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การยืนยันตัวตน และใช้ตรวจสอบประวัติอาชญากร ถึงแม้ว่าการตรวจประวัติอาชญากรรมอาจจะกระทำได้โดยอาศัยเลขบัตรประจำตัวประชาชน แต่การพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นย่อมก่อให้เกิดความแม่นยำมากกว่า การไม่พิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการขัดคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาในคดีนี้ ได้แก่ กษิดิศ มงคลศิริภัทรา, กีรติ วรพุทธพงศ์ และกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
.
สำหรับการจัดกิจกรรมทวงคืนความเป็นธรรมให้วันเฉลิม หรือ #Saveวันเฉลิม เกิดขึ้นตั้งแต่มีข่าวการหายตัวไป ของวันเฉลิมในประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2563 โดยมีการแสดงออกทางสัญลักษณ์โดยใช้โบว์สีขาว เช่น กลุ่มสนท.ผูกโบว์ขาวที่รั้วกรมทหารราบที่ 11 และถูกเปรียบเทียบปรับข้อหา พ.ร.บ.ความสะอาด, การจัดกิจกรรม “ทวงความเป็นธรรมให้วันเฉลิม” บริเวณสกายวอล์คหน้าห้างมาบุญครอง เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2563 และการยื่นจดหมายทวงถามความเป็นธรรมหน้าสถานทูตกัมพูชา โดย 4 นักกิจกรรมเครือข่าย People Go และ กป.อพช. และการชุมนุมทวงถามความเป็นธรรมที่หน้าสถานทูตกัมพูชา นำโดยสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในวันที่ 8 มิ.ย. 2563 โดยในคดีหลังนี้ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องและยุติการดำเนินคดี
.
ย้อนอ่านบันทึกสืบพยานของคดีนี้
