วันที่ 26 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม We Volunteer หรือ “วีโว่” กรณีถูกฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3)(5) จากเหตุโพสต์ข้อความวิจารณ์การสลาย #ม็อบย่างกุ้ง ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 และมีข้อความพาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์
เหตุในคดีนี้ ปิยรัฐถูกกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยมี นพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้กล่าวหา
สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” โพสต์ข้อความในทำนองวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน เป็นเหตุให้เชื้อโควิดแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศ จนทำให้ธุรกิจฟาร์มกุ้งได้รับความเสียหายจากการปิดตลาดกุ้งและวิจารณ์การสลาย #ม็อบย่างกุ้ง ที่กลุ่มวีโว่จัดขึ้นบริเวณสนามหลวงในวันนั้น เพื่อช่วยเกษตรกรจำหน่ายกุ้ง โดยมีข้อความพาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์
จากนั้นในวันที่ 30 พ.ย. 2564 กิตติวัฒน์ จิตวิริยาวัฒน์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องปิยรัฐต่อศาลอาญาในฐานความผิด หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)(5)
คำฟ้องระบุว่า จําเลยได้ใช้บัญชีเพจเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” โพสต์ข้อความมีสาระสำคัญว่า “ตํารวจชายแดนนี่ก็นะงานตัวเองไม่รู้จักทํา ปล่อยโควิดเข้ามาจนฟาร์มกุ้งเค้าพัง คนเค้าจะมาช่วยขายกุ้งก็มาสลายการขายกุ้ง คนธรรมดาเค้าอดตายได้นะ เพราะเค้าไม่ได้เสวยสุขบนเงินภาษีของประชาชน…” ทําให้บุคคลทั่วไปที่ได้พบเห็นข้อความเข้าใจว่า รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายโดยใช้เงินภาษีของประชาชน ทั้งๆ ที่ประชาชนกําลังอดอยากและประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์
ปิยรัฐให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอต่อสู้คดี
ดูฐานข้อมูลคดีนี้: คดี 112 “โตโต้-ปิยรัฐ” โพสต์วิจารณ์ตำรวจสลายวีโว่ขายกุ้ง พาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์
คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของปิยรัฐที่ศาลจะมีคำพิพากษา จากคดีมาตรา 112 ทั้งหมด 3 คดีที่เขาตกเป็นจำเลย โดยคดีแรกที่มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ คดีป้ายวิจารณ์ผูกขาดวัคซีนที่กาฬสินธุ์ ส่วนอีกคดีคือ คดีปราศรัยในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 22 ส.ค. 2563 ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการสืบพยาน
สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ หากในคดีนี้ศาลพิพากษาว่าเป็นความผิดตามฟ้อง และลงโทษจำคุก ทั้งไม่ให้ประกันในวันนั้น ปิยรัฐก็จะพ้นสภาพ สส. ในทันที
.
ภาพรวมการสืบพยาน : โจทก์อ้างจำเลยโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบันกษัตริย์ ด้านจำเลยสู้ ขณะเกิดเหตุถูกควบคุมตัวที่ บก.ตชด. ไม่ได้โพสต์ข้อความเอง ทั้ง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ใช่บุคคลตาม ม.112
การสืบพยานในคดีทั้งหมดรวม 3 นัด ในวันที่ 28 ม.ค. , 5 มิ.ย. และอีกครั้งในวันที่ 27 มิ.ย. 2568 ฝ่ายโจทก์นำพยานบุคคลเข้าเบิกความทั้งสิ้น 6 ปาก ได้แก่ นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหา, คมสัน โพธิ์คง พยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย, นพคุณ ทองถิ่น และระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ กลุ่ม ศปปส. พยานความเห็น, พ.ต.ท.ภาคิน ไกรกิตติชาญ ฝ่ายสืบสวน บก.ปอท. และ พ.ต.ต.พงษ์ปิติ ตรีนิคม พนักงานสอบสอน บก.ปอท.
พยานโจทก์ทั้งหมดล้วนยืนยันว่า ข้อความตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ในลักษณะจาบจ้วง แม้คำว่า “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้เฉพาะเจาะจงถึงบุคคลใด แต่พยานโจทก์เห็นว่าหมายความรวมถึงพระมหากษัตริย์หรือรัชกาลที่ 10 ด้วย อีกทั้งเชื่อว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” และเป็นคนโพสต์ข้อความตามฟ้อง
ส่วนฝ่ายจำเลยมีพยาน 2 ปาก ได้แก่ ปิยรัฐ จงเทพ ซึ่งอ้างตนเป็นพยาน และกฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยปิยรัฐยืนยันว่า แอดมินเพจมีหลายคน และตนไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง เนื่องจากข้อความดังกล่าวโพสต์ในขณะที่ตนถูกควบคุมตัวที่ บก.ตชด.ภาค 1 และถูกยึดอุปกรณ์สื่อสาร ด้านกฤษณ์พชรให้ความเห็นว่า มาตรา 112 ไม่คุ้มครองถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีความหมายครอบคลุมทั้งรูปธรรมและนามธรรม และเห็นว่าข้อความตามฟ้อง เป็นการวิจารณ์ตำรวจตระเวนชายแดนแล้วเปรียบเปรยถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งการเปรียบเปรยอาจเป็นการไม่เคารพ แต่การไม่เคารพไม่เท่ากับการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท
ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยานในนัดสุดท้าย ศาลบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาโดยปรากฏข้อความว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” เป็นครั้งแรกในคดีนี้
.
.
บันทึกการสืบพยานโจทก์
ผู้กล่าวหาอ้าง แม้โพสต์ตามฟ้องกล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์” แต่พยานเห็นว่าหมายถึง ร.10 ทั้งข้อความมีลักษณะจาบจ้วง แต่รับว่า เพจ “โตโต้” มีการโพสต์แม้ช่วงจำเลยถูกจับ
นพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหา เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงบ้านเมืองไม่สงบสุข และมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2564 พยานอยู่บ้านเล่นโซเชียลมีเดียพบข้อความในเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” ซึ่งโพสต์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2563 มีข้อความว่า “…คนธรรมดาเค้าอดตายได้นะ เพราะเค้าไม่ได้เสวยสุขบนเงินภาษีประชาชนเหมือนสถาบันกษัตริย์” เมื่ออ่านแล้ว พยานเห็นว่าเป็นข้อความล่วงละเมิด จาบจ้วงพระมหากษัตริย์ มีลักษณะเป็นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กล่าวหาราชวงศ์ว่า สูบเลือดสูบเนื้อประชาชน ในขณะที่ประชาชนเดือดร้อน สถาบันกษัตริย์ยังอยู่ดีกินดี ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา พยานจึงไปแจ้งความที่ บก.ปอท.
พยานเห็นว่า คำว่า “สถาบันกษัตริย์” หมายความรวมถึง รัชกาลที่ 10 และพระราชินีด้วย
พยานไม่รู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักจำเลยเพราะเป็นคนดังของฝ่ายต่อต้าน และเป็น “ตัวตึง” ของฝ่ายม็อบ
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ในช่วงการชุมนุม ปี 2563 – 2564 พยานไปแจ้งความคดีมาตรา 112 มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 คดี
เฟซบุ๊กที่พยานนำมาแจ้งความในคดีนี้เป็นบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งแม้ข้อมูลที่พยานนำมาแจ้งความ ไม่มี IP Address สำหรับตรวจสอบที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ของผู้โพสต์ แต่การยืนยันตัวตนสามารถใช้วิธีดูความเชื่อมโยงจาก Digital Footprint ก่อนหน้าได้เช่นกัน
ในการสมัครบัญชีเฟซบุ๊กใช้เพียงอีเมลเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสแกนหน้าหรือนิ้ว ทำให้อาจมีบัญชีปลอมได้ เพราะผู้สมัครเข้าใช้สามารถตั้งชื่อและโปรไฟล์เป็นบุคคลใดก็ได้
พยานไม่ทราบว่า เพจเฟซบุ๊กในคดีนี้เคยลงข่าวไม่ให้ประกันตัวจำเลยในคดีอั้งยี่ของศาลอาญา และคดีของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มาก่อน แต่ทราบว่า ช่วงที่จำเลยไม่ได้รับการประกันตัว เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวยังมีการอัพเดตข้อความอย่างต่อเนื่อง
พยานยืนยันว่า สถาบันกษัตริย์มีลักษณะเป็นองค์กร ประกอบด้วยบุคคลหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทองค์ปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทในอดีต รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย ซึ่งรวมแล้วหลายพระองค์ ทั้งหมดคือสถาบันกษัตริย์
ข้อความที่จำเลยโพสต์ตามคำฟ้องเป็นการพูดโดยรวม ไม่เจาะจงผู้ใดโดยเฉพาะ แต่ช่วงโพสต์อยู่ในรัชกาลปัจจุบัน พยานจึงเห็นว่า หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน
พยานให้การในชั้นสอบสวนไว้ว่า เมื่อประชาชนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจว่า ช่วงโควิดพระมหากษัตริย์เสวยสุขบนภาษีประชาชนนั้น เป็นการตีความของพยานเองในฐานะประชาชนทั่วไป ซึ่งพยานรู้สึกว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นการพูดถึงพระมหากษัตริย์ เพราะวัตถุประสงค์ของการชุมนุมคือการล้มล้างสถาบันฯ จึงอนุมานได้ว่าเป็นการโจมตีพระมหากษัตริย์ ไม่ได้เป็นการโพสต์ลอย ๆ แต่มีบริบทหลายอย่าง พยานตีความจากการรับรู้ข่าวสารในช่วงนั้น
พยานไม่ทราบว่า มีคดีที่ศาลมีวินิจฉัยว่า คำว่า สถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยคดีถึงที่สุดแล้ว
พยานเห็นว่า แม้กลุ่มวีโว่ซึ่งจำเลยเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่เป็นการ์ดในการชุมนุม และจำเลยไม่ได้ขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แต่ก็เป็นจิ๊กซอว์หนึ่ง โดยแบ่งงานกันทำในบทบาทหน้าที่อื่น
พยานไม่เห็นด้วยที่ผู้ชุมนุมพุ่งเป้าโจมตีสถาบันกษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศ พยานจึงทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ไม่ได้สนใจว่า จำเลยจะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกับพยานหรือไม่
ทนายจำเลยถามว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 คุ้มครองพระมหากษัตริย์ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า พยานเข้าใจว่า โพสต์ของจำเลยพูดถึงพระมหากษัตริย์ และพยานตีความว่า สถาบันกษัตริย์หมายรวมถึงพระมหากษัตริย์ด้วย
.
นักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็น ข้อความตามฟ้องผิด ม.112 แต่รับว่ากล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล
คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการอิสระ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้พนักงานสอบสวนนำข้อความบนเฟซบุ๊กตามฟ้องมาขอความเห็นทางกฎหมาย เนื่องจากพยานเคยเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ พยานดูแล้วทราบว่าเป็นเฟซบุ๊กของจำเลย เมื่ออ่านข้อความแล้วเห็นว่า เนื้อหาเป็นการต่อว่าตำรวจที่สลายการชุมนุมกลุ่มผู้ประกอบการฟาร์มกุ้ง และเปรียบเปรยไปถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึก 2 ประการ คือ รู้สึกต่อตำรวจว่ากระทำรุนแรง และรู้สึกเกลียดชังสถาบันกษัตริย์ที่อยู่สบายบนเงินภาษีประชาชน
พยานเห็นว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่สังคมสมมติขึ้น ประกอบด้วยองค์กรและตัวบุคคล ซึ่งรวมถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ และอาจหมายถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย ดังนั้น ในความเห็นของพยาน ข้อความดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากมีลักษณะดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ และพระมหากษัตริย์ในช่วงเวลานั้น
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า ไม่เคยทำวิทยานิพนธ์หรือมีบทความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมาตรา 112 หรือสถาบันกษัตริย์ของสำนักงานยุติธรรม แต่พยานเคยเขียนหนังสือชุดวิชากฎหมายอาญา 2 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ และความผิดต่อพระมหากษัตริย์
พยานรับอีกว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 คุ้มครองพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ แต่จะต้องตีความโดยดูหมวดพระมหากษัตริย์ประกอบด้วย ไม่ใช่ตีความเฉพาะคำ
พยานเห็นว่า คำว่า สถาบันกษัตริย์ หมายความรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากสามารถสืบสันตติวงศ์ แต่ไม่รวมถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต และผู้แทนพระองค์ เว้นแต่กระทำในนามพระมหากษัตริย์ ซึ่งข้อความที่พนักงานสอบสวนให้พยานดูนั้นกล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นบุคคลใดในสถาบันกษัตริย์
.
แนวร่วม – ตัวแทนกลุ่มปกป้องสถาบันยืนยัน “สถาบันกษัตริย์” หมายถึง ร.10 แม้ไม่เจาะจงชื่อ แต่รับ เพจที่โพสต์อาจมีแอดมินหลายคน
นพคุณ ทองถิ่น แนวร่วมกลุ่ม ศปปส. พยานความเห็น เบิกความว่า พยานไม่ได้อยู่กลุ่ม ศชอ. เพียงไปร่วมกับกลุ่มผู้แจ้งความมาตรา 112
เกี่ยวกับคดีนี้ขณะพยานเดินทางไปที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มีตำรวจ ปอท. นำข้อความมาให้ดูถามความเห็น พยานเห็นว่า เป็นข้อความมาจากบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ” หัวหน้าการ์ดกลุ่มวีโว่ ซึ่งมีชื่อเสียง เมื่ออ่านข้อความแล้วเห็นว่า เป็นการพูดถึงว่า สถาบันกษัตริย์เอาภาษีประชาชนมาใช้ส่วนตัว ทำให้ประชาชนคนไทยรู้สึกว่า สถาบันกษัตริย์โกงประชาชน เพราะภาษีประชาชนควรจะต้องเอาให้ประชาชนใช้หรือพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันกษัตริย์
สำหรับพยาน คำว่า “สถาบันกษัตริย์” หมายถึงพระมหากษัตริย์ตั้งแต่พระองค์แรกจนถึงปัจจุบัน คือ รัชกาลที่ 10 และรวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ก่อนไปให้การคดีนี้พยานรู้จักกับ นพดล พรหมภาสิต มาก่อน โดยพยานเป็นแนวร่วมกลุ่ม ศชอ. และต่อมาเป็นแนวร่วมกลุ่ม ศปปส. (ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน) ซึ่งในช่วงการชุมนุมปี 2563 – 2564 กลุ่ม ศปปส. ได้แจ้งความมาตรา 112 กับประชาชนและผู้ชุมนุมหลายสิบคดี
พยานรับว่า ข้อความตำรวจ ปอท.ให้ดูถูกโพสต์โดยเพจ ไม่ใช่บัญชีส่วนตัว ซึ่งผู้ที่เป็นแอดมินหรือเจ้าของเพจอาจมีได้หลายคน
พยานติดตามเพจดังกล่าวเห็นว่ามีการโพสต์มาโดยตลอด แต่พยานไม่ทราบว่ามีช่วงที่จำเลยไม่ได้รับการประกันตัวในคดีอื่น
บันทึกคำให้การของพยานคล้ายกับคำให้การของ คมสัน โพธิ์คง ในส่วนที่ตอบพนักงานสอบสวนว่า ข้อความผิดมาตรา 112 อย่างไร เพราะมีแนวคิดเหมือนกัน และตำรวจก็พิมพ์โดยใช้สำนวนคล้ายกัน หากมีคำพูดไม่เหมาะสมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปรับคำ ทำให้คล้ายกัน
พยานรับว่า คำว่า “สถาบันกษัตริย์” ไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึง พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด
.
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ ตัวแทนกลุ่ม ศปปส. เบิกความว่า เดิมพยานมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดแพร่ มาอาศัยในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2563 – 2564 ด้วยเหตุว่าขณะนั้นมีสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบ มีการชุมนุมเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กลุ่ม ศปปส. เป็นการรวมตัวกันของภาคประชาชน ระบุจำนวนสมาชิกไม่ได้
เกี่ยวกับคดีนี้ จำเลยได้โพสต์ข้อความตามฟ้องลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัวที่เปิดเป็นสาธารณะ พยานเห็นว่า มีความหมายเป็นการใส่ร้ายสถาบันฯ ว่า ไม่เป็นห่วงประชาชน ซึ่งคำว่า สถาบันกษัตริย์ เป็นคำองค์รวม โดยรวมถึงรัชกาลที่ 10 ด้วย การโพสต์ถึง สถาบันกษัตริย์ จึงหมายถึงรัชกาลที่ 10 แม้ว่าข้อความไม่เจาะจงชื่อว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใด
หลังจากโพสต์ข้อความตามฟ้อง จำเลยก็มีการโพสต์อีกหลายครั้ง แต่พยานไม่ทราบว่าโพสต์เรื่องอะไร พยานไม่เคยรู้จักจำเลยเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักจำเลยในฐานะบุคคลสาธารณะ
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
กลุ่ม ศปปส. ก่อตั้งขึ้นประมาณเดือนกรกฎาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งความเยาวชนที่มาเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ รวมถึงประชาชนที่เข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันฯ ปัจจุบันแจ้งความเป็นร้อยคดีแล้ว พยานรู้จักกับ นพดล พรหมภาสิต และนพคุณ ทองถิ่น เพราะมี DNA เดียวกัน และเป็นตัวแทนของกลุ่ม ศปปส. เหมือนกัน
สำหรับพยาน คำว่า สถาบันกษัตริย์ หมายถึง ในหลวงรัชกาลที่ 10 และอดีตพระมหากษัตริย์ในอดีต รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ แต่ไม่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ในอดีต
ข้อความตามฟ้องโพสต์โดยเพจซึ่งสามารถมีแอดมินได้มากกว่า 1 คน
พยานรับว่า คำให้การชั้นสอบสวนของพยานมีข้อความเหมือนกับคำให้การของ คมสัน โพธิ์คง และนพคุณ ทองถิ่น ทุกตัวอักษร
ที่พยานไปให้การในคดีนี้ เพราะพยานอยู่ในกลุ่ม ศปปส. ที่ไปดักรออยู่ที่ ปอท. ในวันที่จำเลยเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่พยานตั้งใจไปอีกคดีหนึ่ง แล้วเจอจำเลยโดยบังเอิญ
.
ปอท. ตรวจสอบพบ แอดมินเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” มีมากกว่า 5 คน แต่ไม่รู้ว่าใครโพสต์ข้อความ ทั้งไม่รู้ว่า ข้อความถูกโพสต์ ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ บก.ตชด.
พ.ต.ท.ภาคิน ไกรกิตติชาญ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรกองกำกับการ 3 บก.ปอท. เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ” ซึ่งมีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับตำรวจชายแดนสลายการชุมนุมคนขายกุ้ง
โพสต์ดังกล่าวคนทั่วไปที่ได้อ่านอาจเกิดความรู้สึกไม่ดีกับสถาบันกษัตริย์ว่า ไม่ได้ลำบากเหมือนประชาชน ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบมากมายทั้งต่อตำรวจและต่อสถาบันกษัตริย์
จากการตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวพบว่า มีการโพสต์จริง ปัจจุบันก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ พยานหลักฐานที่เป็นภาพบันทึกหน้าจอไม่ได้มีการตัดต่อแต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กที่โพสต์โดยดูจากชื่อและรูปโปรไฟล์ เทียบกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ รวมทั้งตรวจสอบอีเมลหน้าเพจด้วย AI พบว่าเป็นอีเมลของจำเลย จึงเชื่อว่าเป็นเฟซบุ๊กของจำเลย หรือจำเลยอาจมีความเกี่ยวข้อง เพจดังกล่าวมีคนกดติดตามประมาณ 90,000 และคนกดถูกใจอีกประมาณ 100,000
ช่วงเกิดเหตุเพจดังกล่าวมีการโพสต์เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มวีโว่ เพราะจำเลยเป็นแกนนำ แต่ปัจจุบันโพสต์เกี่ยวกับการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุที่พยานเชื่อว่า จำเลยโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในเพจดังกล่าวเอง เนื่องจากจำเลยมีการลงชื่อในบางโพสต์ ประกอบกับเคยโพสต์หมายเรียกจำเลยในคดีนี้ นอกจากนี้ จำเลยยังไลฟ์สดเป็นประจำ โดยไม่เคยปรากฏหน้าแอดมินคนอื่น ๆ ในการไลฟ์สดเลย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนในประเด็นการตรวจสอบอีเมลด้วย AI และไม่ได้ระบุในรายงานการสืบสวนที่พยานจัดทำด้วยเช่นกัน
การตรวจ IP Address จะสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ แต่เพราะปัจจุบัน IP Address มีลักษณะเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ไม่สามารถเฉพาะเจาะจงเครื่องใดเครื่องหนึ่งได้เหมือนเดิม จึงไม่สามารถใช้ยืนยันว่าโพสต์จากเครื่องใดได้ ซึ่งถ้าจะตรวจสอบก็สามารถทำได้ แต่ยาก
พยานไม่ทราบว่า ช่วงเวลาที่โพสต์ข้อความตามฟ้อง จำเลยถูกควบคุมตัวไปที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 และจำไม่ได้ว่าได้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนี้หรือไม่
พยานเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 19 แต่พยานไม่เคยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลย พยานได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบเพียงว่าใครเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความเท่านั้น ส่วนเรื่องการตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาตรวจสอบ พยานไม่ทราบว่าผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้คนอื่นทำหรือไม่
จากการตรวจสอบของพยานแอดมินเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” มีมากกว่า 5 คน ซึ่งพยานตรวจสอบไม่ได้ว่า แอดมินคนไหนเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง
.
พนักงานสอบสวนไม่ทราบว่า เพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” มีแอดมินมากกว่า 5 คน ทั้งไม่ทราบว่า ช่วงจำเลยถูกขัง เพจยังเคลื่อนไหวอยู่
พ.ต.ต.พงษ์ปิติ ตรีนิคม พนักงานสอบสวน ปอท. เบิกความว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2564 ขณะพยานเป็นพนักงานสอบสวนเวร นพดล พรหมภาสิต ได้เข้ามาแจ้งความให้ดำเนินคดีมาตรา 112 กับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ” โดยให้การว่า ได้ตรวจพบข้อความบนเฟซบุ๊กของปิยรัฐ จงเทพ ซึ่งสื่อถึงสถาบันกษัตริย์โดยตรง เป็นการโพสต์ในรัชกาลที่ 10 นพดลเห็นว่า เป็นการโพสต์สาธารณะลักษณะอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112
จากนั้นได้สอบพยานเพิ่มเติม คือ คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย ซึ่งได้ให้ความเห็นไว้ว่า ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย มุ่งหมายให้ประชาชนเกิดความเสื่อมศรัทธา, ระพีพงษ์ จำนามสกุลไม่ได้ และนพคุณ ทองถิ่น เป็นพยานคนกลาง
พยานได้รับรายงานการสืบสวนเกี่ยวกับผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชีที่ถูกกล่าวหา ซึ่งจัดทำโดย พ.ต.ท.ภาคิน รายงานดังกล่าวระบุว่า บัญชีที่กระทำความผิดมีผู้ใช้ ชื่อ ปิยรัฐ จงเทพ โดยทำการตรวจสอบชื่อและรูปโปรไฟล์เทียบกับทะเบียนราษฎร์พบว่าตรงกัน
พยานเคยเรียกจำเลยเข้ามาแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดตามมาตรา 112 จำเลยให้การปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา แต่จำเลยไม่ได้ให้การในรายละเอียดไว้
คดีนี้พยานได้สรุปสำนวนและมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ปิยรัฐ จงเทพ ในความผิดตามมาตรา 112 ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ทราบว่า ทนายความที่ไปร่วมรับทราบข้อกล่าวหากับจำเลยได้ป่วยและเสียชีวิต เป็นเหตุให้จำเลยไม่ได้ให้การเพิ่มเติมในรายละเอียด
พยานไม่ทราบเกณฑ์การเลือกพยานผู้เชี่ยวชาญของ ปอท. ที่พยานเลือกคมสัน โพธิ์คง มาเป็นพยานในคดีนี้ เพราะคมสันเคยเป็นพยานในคดีมาตรา 112 ที่ ปอท. หลายคดี แต่พยานไม่ทราบรายละเอียดว่า พยานคนดังกล่าวมีความรู้ความเข้าใจหรือความเชี่ยวชาญเรื่องสถาบันกษัตริย์หรือไม่ ทั้งไม่ทราบว่า นพดล พรหมภาสิต, ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ และนพคุณ ทองถิ่น เป็นกลุ่ม ศปปส. เหมือนกัน
พยานมาทราบภายหลังทำความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในคดีนี้ว่า คำพิพากษาของศาลหลายแห่ง รวมถึงศาลอาญา วินิจฉัยว่า คำว่า สถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
พยานไม่ทราบว่า คดีมาตรา 112 ของจำเลยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดด้วยบัญชีเฟซบุ๊กเดียวกันกับคดีนี้นั้น ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ด้วยว่าบัญชีดังกล่าวมีหลายคนที่เกี่ยวข้อง
จากการสอบสวน พยานไม่ทราบว่า เพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” มีแอดมินมากกว่า 5 คน ส่วนจำเลยจะเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้โพสต์ข้อความจริงหรือไม่พยานไม่ขอตอบ
พยานจำไม่ได้ว่า คดีนี้ได้มีการขอหมายศาลเพื่อตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาทำการตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สามารถตรวจพบการกระทำความผิดได้ หากผู้ต้องหาใช้อุปกรณ์เครื่องนั้นในการโพสต์ หรือลงชื่อเข้าใช้บัญชีที่มีการกระทำความผิด
พยานไม่ได้ทำหนังสือไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบว่า คำว่า สถาบันกษัตริย์ มีความหมายหรือว่ามีองค์ประกอบอย่างไร แต่ใช้วิธีขอความเห็นจากพยานนักวิชาการ
คมสัน โพธิ์คง, นพคุณ ทองถิ่น และระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญ แต่ที่คำให้การของทั้งสามคนเหมือนกันทุกตัวอักษร เพราะทั้งสามให้การไปในทางเดียวกัน
พยานไม่ทราบว่า จำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. – 3 พ.ค. 2564 และไม่ทราบว่า ในช่วงดังกล่าวบัญชีเฟซบุ๊กที่อ้างว่าเป็นของจำเลยยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
ช่วงที่เพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” ไลฟ์สดแล้วปรากฏหน้าของจำเลย เป็นการไลฟ์สดหลังเกิดเหตุคดีนี้
.
.
บันทึกการสืบพยานจำเลย
“โตโต้” เบิกความ โพสต์ตามฟ้องระบุเวลาไม่ตรงกับหน้าเพจ ยืนยันไม่ใช่ผู้โพสต์ เหตุข้อความถูกโพสต์ขณะถูกคุมตัวอยู่ ตชด. ทั้ง ม.112 ไม่คุ้มครอง “สถาบันกษัตริย์”
ปิยรัฐ จงเทพ จำเลย เบิกความเป็นพยานให้ตนเองว่า พยานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคประชาชน ตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค ไม่มีประวัติต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษา
พยานมาทราบภายหลังว่า นพดล พรหมภาสิต, นพคุณ ทองถิ่น และระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ เป็นกลุ่ม ศปปส. ที่ดำเนินการแจ้งความคดีทางการเมืองโดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ศปปส. เป็นกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกันกับผู้ชุมนุม และมีพฤติกรรมรวมกลุ่มกันมาแจ้งความหลาย ๆ คนรวมถึงพยานด้วย
วันที่ 31 ธ.ค. 2563 พยานออกไปช่วยเกษตรกรเอากุ้งสดมาจำหน่าย เพราะเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการปิดตลาดกุ้งที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงมาจัดกิจกรรมขายกุ้งเผา โดยนัดรวมตัวกันประมาณ 09.00 น. บริเวณสนามหลวงฝั่งศาลฎีกา มีการแบ่งหน้าที่ และจัดสถานที่เพื่อไม่ให้เกิดการเบียดเสียดกันและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ แจ้งให้เลิกกิจกรรม หลังประกาศเสร็จตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ประมาณสามกองร้อยก็เข้าปิดล้อมสนามหลวง มีการประกาศว่าหากประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมไม่เดินทางกลับจะถูกจับกุม พยานจึงแจ้งว่าถ้าจะจับประชาชนก็ให้จับพวกของพยานแทน จากนั้นพยานถูกจับกุมในเวลาประมาณ 11.35 น. พร้อมถูกยึดอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด และถูกควบคุมไปที่ บก.ตชด.ภาค 1 ปรากฏตามบันทึกการจับกุม ก่อนได้รับการปล่อยชั่วคราวในวันที่ 2 ม.ค. 2564
ในช่วงเวลาที่พยานถูกควบคุมตัวดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือสื่อสารเลย เพราะเกรงว่าจะแจ้งสถานที่ควบคุมตัวและกลัวมวลชนจะติดตามมา
คำฟ้องคดีนี้ระบุเวลาที่โพสต์ข้อความ คือ 07.15 น. ไม่ตรงกับเวลาที่ปรากฏในหน้าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวที่ระบุว่าโพสต์ในเวลา 14.15 น. ซึ่งขณะนั้นพยานถูกควบคุมตัวที่ บก.ตชด.ภาค 1 แล้ว พยานจึงไม่รู้เห็นและไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง
เพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” ถูกกล่าวหาด้วยความผิดมาตรา 112 ในศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจากการสืบพยานปรากฏว่า ขณะที่พยานถูกควบคุมตัวในวันที่ 11 มี.ค. – 7 เม.ย. 2564 เพจดังกล่าวก็ยังมีการเคลื่อนไหว และมี พ.ต.ท.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท. เบิกความว่า ในการรวบรวมพยานหลักฐานไม่มีการตรวจ IP Address จึงไม่สามารถระบุว่าใครเป็นผู้โพสต์ เช่นเดียวกับคดีนี้ ต่อมา ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่
จากการติดตามข่าวสารในฐานะประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พยานทราบว่า มีคดีมาตรา 112 ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเป็นการกล่าวถึง สถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่องค์ประกอบความผิดของมาตรา 112
เหตุที่พยานให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และขอให้การเป็นหนังสือในภายหลังเนื่องจากในวันที่ 27 พ.ค. 2564 ซึ่งพยานเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ บก.ปอท. มีกลุ่ม ศปปส. รออยู่ที่ทางออก เจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงว่าหากมวลชนทั้งสองฝ่ายพบกันจะเกิดความวุ่นวาย จึงให้พยานหลบออกจากพื้นที่ก่อน การสอบคำให้การจึงเป็นไปด้วยความเร่งรีบ พยานจึงขอให้การเป็นหนังสือในภายหลัง ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่ได้ติดต่อกับทนายความอีก ก่อนมาทราบภายหลังว่า ทนายความป่วยเรื้อรังและเสียชีวิตกะทันหัน จึงทำให้พยานไม่ได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือมาในเวลาที่กำหนด
พยานไม่ได้โพสต์ข้อความตามฟ้อง และแอดมินเพจมีหลายคนจึงไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์ และสาเหตุที่ไม่ลบโพสต์ดังกล่าว เพราะอยากให้กระบวนการยุติธรรมนำสืบให้สิ้นสงสัย
ที่พยานให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เนื่องจากข้อความตามฟ้องเป็นการกล่าวถึง สถาบันกษัตริย์ ซึ่งพยานยืนยันว่า มาตรา 112 ไม่คุ้มครองไปถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด หากต้องการให้มาตรา 112 คุ้มครองสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นองค์กรด้วย ก็ต้องแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่ตีความขยายไปเอง ซึ่งในการแก้ไขกฎหมายสามารถใช้กลไกของรัฐสภาได้
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
ขณะพยานถูกควบคุมตัวที่ บก.ตชด.ภาค 1 พยานขอไม่ให้การใด ๆ และแจ้งขอทนายความ มีการแจ้งสิทธิต่าง ๆ ภายหลังจากที่มีทนายความแล้ว โดยขณะถูกควบคุมตัว พยานไม่สามารถติดต่อญาติหรือทนายความได้เลย จนกระทั่ง 18.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 2563
ชื่อเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นชื่อเล่นและชื่อจริงของพยาน ตามความเข้าใจเพจนี้ตั้งขึ้นโดยแฟนคลับ (FC) ของพยาน ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อใช้อัพเดตข่าวสาร พยานไม่ได้เป็นแอดมินเพจ เพราะไม่สะดวก จึงอนุญาตให้โพสต์สื่อสารได้เท่านั้น โดยมีแอดมินหลักคนเดียว ส่วนจะมีคนอื่นเป็นแอดมินกี่คนพยานไม่ทราบ
ในการโพสต์ข้อความแต่ละครั้ง แอดมินจะเป็นผู้โพสต์ โดยต้องให้พยานรับรองก่อนลงชื่อ ส่วนการโพสต์ข้อความต่าง ๆ ในช่วงที่พยานถูกควบคุมตัวนั้น พยานไม่ทราบ และไม่ได้เห็น เพราะพยานไม่ได้รับรองและไม่ได้ให้ความยินยอม มาทราบว่ามีการโพสต์ข้อความดังกล่าวก็ตอนเป็นคดีความแล้ว ดังนั้น ก่อนเป็น สส. พยานจึงให้แอดมินเดิมทั้งหมดออก และจ้างทีมออแกไนซ์มาช่วยจัดการดูแลเพจดังกล่าวแทน
ในวันรับทราบข้อกล่าวหาพยานทราบเพียงว่าถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความ แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นโพสต์ใด เนื่องจากสถานการณ์คับขันในวันนั้น มาทราบข้อความภายหลังในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน
หลังทราบข้อความ พยานไม่ได้แจ้งความหรือแจ้งเป็นหลักฐาน เพราะเป็นคดีไปแล้ว และต้องการมายืนยันในชั้นศาล อีกทั้งไม่ได้กดรายงาน (Report) โพสต์ดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้โพสต์หายและไม่ต้องการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พยานต้องการให้มีการพิสูจน์ตามกระบวนการทางกฎหมาย
การโพสต์ข้อความและไลฟ์สดในเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ” ก่อนที่พยานจะเป็น สส. ดำเนินการโดยแอดมิน พยานเป็นเพียงคนนำเสนอ ซึ่งช่วงนั้นเนื้อหาเป็นลักษณะการหาเสียง หลังจากพยานเป็น สส. แล้ว เนื้อหาการไลฟ์สดจะเป็น คลินิกประชาชนทุกวันอาทิตย์ และการนำเสนอต่าง ๆ เป็นการผลิตงานตามที่ว่าจ้าง โดยมีทีมออแกไนซ์คอยตอบคอมเมนต์
พยานเป็นเพื่อนกับ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว เพราะเรียกร้องประชาธิปไตยมาด้วยกัน มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์
.
อาจารย์นิติศาสตร์ให้ความเห็น สถาบันกษัตริย์ ≠ พระมหากษัตริย์ จำเลยเปรียบเปรยถึงสถาบันกษัตริย์อาจเป็นการไม่เคารพ แต่ไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท
กฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนรายวิชา กฎหมายรัฐธรรมนูญ, กฎหมายอาญา, ประวัติศาสตร์กฎหมาย และปรัชญากฎหมาย
ตั้งแต่ที่มีการตรากฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 112 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะ คำว่า “สถาบัน” และ “พระมหากษัตริย์” เป็นคนละสิ่งกัน ซึ่งจากที่พยานศึกษามา คำว่า “สถาบัน” หมายถึง องคาพยพทางสังคม ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น สถาบันครอบครัว ก็ไม่ได้เท่ากับ พ่อแม่ แต่หมายถึงประเพณี ความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ แม่ บุตร
ส่วนคำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” อย่างน้อยมี พระมหากษัตริย์ พระราชินี ข้าราชการ องคมนตรี พระบรมวงศานุวงศ์ ประเพณีต่าง ๆ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมแล้วอยู่ในความหมายของคำว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการนับจำนวนพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบัน ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เป็นการยากที่จะตอบ เพราะมีหลายชั้น และถือว่าเป็นจักรีวงศ์
ส่วนรัชกาลที่ 10 มีพระญาติกี่พระองค์ก็นับจำนวนได้ยากเช่นกัน เพราะต้องนับวงศาคณาญาติทุกองค์ ทั้งครอบครัวใหม่และครอบครัวเก่า แม้ไม่มียศเจ้า แต่ก็ถือเป็นพระญาติ
ส่วนการพิจารณาว่าข้อความตามฟ้องเข้าองค์ประกอบความผิดมาตรา 112 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าตามหลักกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด แม้ศาลธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าเป็นลักษณะพิเศษ หรือแม้บอกว่ามาตรา 112 เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งถ้าพิจารณาในความหมายตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็จำกัดว่าเป็นใครก็ไม่ได้ มาตรา 112 เป็นเรื่องการคุ้มครองชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของบุคคล จึงไม่เข้าข่ายความมั่นคงของรัฐ จึงต้องใช้ตามกฏหมายอาญาคือตีความอย่างเคร่งครัด
ข้อความตามฟ้องหากดูเป็นองค์รวม จะเห็นว่าเป็นการวิจารณ์ตำรวจตระเวนชายแดนว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ พยานมีความเห็นว่า ไม่เข้าข่ายในแง่ของการกระทำและกลุ่มคนที่ได้รับคุ้มครองตามกฏหมาย เนื่องจากประการแรก การกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 112 จะต้องเป็นการดูหมิ่น, หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย ซึ่งต้องเป็นการกระทำในความหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 393 หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นซึ่งหน้า
ประการที่สอง ข้อความต้องชัดเจน โพสต์ของจำเลยเป็นการพูดถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาสลายการชุมนุม แล้วมีการเปรียบเปรยถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งการเปรียบเปรยอาจเป็นการไม่เคารพ แต่การไม่เคารพไม่เท่ากับการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท
ดังนั้น จะเห็นว่าจำเลยพูด 2 เรื่องซึ่งไม่เกี่ยวกัน การขายกุ้งกับสถาบันกษัตริย์ ไม่ชัดเจนว่าจำเลยหมายความว่าอย่างไร การตีความว่าผิดมาตรา 112 เป็นการตีความเกินขอบเขตที่มาตรา 112 กำหนดไว้
ส่วนในประเด็นว่าจำเลยโพสต์ถึงองค์พระมหากษัตริย์หรือสถาบันกษัตริย์ ถ้าอ่านจากโพสต์จะเห็นชัดเจนว่าใช้คำว่า สถาบันกษัตริย์ ขณะที่มาตรา 112 คุ้มครองคน 4 ฐานะ คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งมีความหมายแคบกว่า ข้อความที่จำเลยพูด อาจหมายถึง องคมนตรี ประเพณี ข้าราชการ พระญาติ หรืออื่น ๆ ก็ได้ เจตนาอาจมุ่งหมายหมายถึงคนอื่น ๆ ที่กว้างกว่า และไม่อาจตีความบุคคลตามความคุ้มครองของมาตรา 112 รวมกันได้ เพราะมีความหมายแตกต่างกัน
มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคง ลักษณะ 1 หมวดพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทน ในประมวลกฎหมายอาญาไม่มีคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้แต่ชื่อหมวดก็ไม่มี
อาจารย์ที่เชี่ยวชาญกฎหมายอาญา เช่น จิตติ ติงศภัทิย์, หยุด แสงอุทัย ไม่มีท่านใดเคยบอกว่า มาตรา 112 หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ในทางกลับกัน อาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อธิบายว่า ต้องตีความมาตรา 112 ตามบทบัญญัติกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทน ไม่เท่ากับคำว่า สถาบันพระมหากษัตริย์
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
อัยการถามว่า สถาบันกษัตริย์ มีความหมายกว้างและหมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี องคมนตรี พระญาติ ประเพณี แต่เข้าใจได้ว่ามีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางใช่หรือไม่ พยานตอบว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันทางสังคม จึงไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลโดยตรง
อัยการถามว่า ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า แม้ไม่ระบุชัดเจน แต่แปลเจตนาได้ว่าหมายถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี รวมถึงพระญาติ ก็เหมือนคดีนี้ถูกต้องหรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ถูกต้อง เพราะคดีที่อ้างเป็นคดีของ วีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งพูดลอย ๆ แต่คาดหมายได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ แต่คดีนี้มีการระบุถ้อยคำชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สถาบันกษัตริย์
พยานเห็นว่า การกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา 112 คนทำต้องทำโดยเจตนา หากกระทำโดยไม่เจตนาก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งเจตนามีทั้งเจตนาย่อมเล็งเห็นผล และเจตนาโดยประสงค์ต่อผล และต้องดูองค์ประกอบความผิดด้วย ไม่ใช่ดูแค่ว่าประชาชนทั่วไปคิดหรือรู้สึกอย่างไร
แม้ประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร (civil law) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังต้องมีการใช้คำพิพากษาซึ่งเป็นตัวอย่างหรือแนวในการตีความ เท่าที่พยานทราบจนถึงปัจจุบันไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่วินิจฉัยว่า สถาบันกษัตริย์ เป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
.
.


