สืบเนื่องจากกรณีของ ดร.พอล แชมเบอร์ส ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวในช่วงแรกของการถูกดำเนินคดี จนส่งผลให้ ดร.พอล ถูกคุมขังที่เรือนจำจังหวัดพิษณุโลก กรณีดังกล่าวได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุมขังก่อนหรือระหว่างพิจารณาคดีของผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และยังส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายในการคุมขังอย่างเป็นวงกว้าง
แม้ว่าในภายหลัง ดร.พอล จะได้รับการประกันตัว แต่เป็นที่สังเกตได้ว่าเงื่อนไขการประกันตัวนั้นสะท้อนนการจำกัดเสรีภาพอย่างเข้มงวด เช่น การวางเงินประกันรวม 600,000 บาท พร้อมกับให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล ยึดหนังสือเดินทาง และตั้งผู้กำกับดูแลในระหว่างปล่อยตัวชั่วคราว
ในบทความฉบับนี้ จึงอยากขอเชิญชวนผู้อ่านทำความเข้าใจ และพิจารณาการคุมขังโดยมิชอบในเลนส์กฎหมายต่าง ๆ ผ่านกรณีการคุมขัง ดร.พอล จากการดำเนินคดีตามมาตรา 112
.
การคุมขัง ดร.พอล ขัดและแย้งกับกฎหมายภายในประเทศหรือไม่?
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญยังเป็นกฎหมายที่ประกันสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
ทั้งนี้ในลำดับแรกก่อนที่จะพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการคุมขัง ควรคำนึงถึงหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 29 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อประกันสิทธิของผู้ต้องหาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าได้กระทำความผิดโดยกระบวนการยุติธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย และประกันว่าการปฏิบัติต่อผู้ต้องหานั้นจะปฏิบัติเฉกเช่นผู้ที่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิดแล้วไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ในระหว่างที่ถูกดำเนินคดี รัฐควรหลีกเลี่ยงที่จะคุมขังผู้ต้องหาในเรือนจำ เนื่องจากการคุมขังดังกล่าวเป็นการปฏิบัติกับผู้ต้องหาเสมือนว่าได้ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น สิทธิในการขอประกันตัวจึงเป็นทั้งหลักการสำคัญและสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม โดยปราศจากอคติหรือการตัดสินล่วงหน้าว่าผู้ถูกดำเนินคดีเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมและได้รับความยุติธรรมตามครรลองของกฎหมาย
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาอย่างเฉพาะเจาะจงในประเด็นของการควบคุมตัว มาตรา 29 วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยยังได้วางหลักไว้ว่า “การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี” ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลักการดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำว่าการคุมขังมิใช่แนวทางปฏิบัติโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องเป็นมาตรการที่มีเหตุผลจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องมีการพิจารณาการใช้มาตรการดังกล่าวโดยเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
นอกจากนี้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้วางหลักกฎหมายในเรื่องการควบคุมตัวไว้ ดังนี้
มาตรา 86 วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ใช้วิธีควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าที่จําเป็นเพื่อป้องกันมิให้เขาหลบหนี
มาตรา 87 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจําเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี
จากหลักกฎหมายในข้างต้น จะเห็นได้ว่า แก่นสำคัญของการใช้มาตรการคุมขังคือ การจำกัดเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยจะสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริงเท่านั้น เช่น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลบหนี โดยต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดีแต่ละกรณี
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าศาลพิษณุโลกได้มีการออกคำสั่งอนุญาตให้คุมขัง ดร.พอล ในชั้นสอบสวน ซึ่งในประการแรกก่อให้เกิดความเคลือบแคลงใจถึงความชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ยังนำไปสู่การพิจารณาประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ สิทธิการประกันตัว สืบเนื่องจากภายหลังที่ได้มีการออกคำสั่งคุมขังแล้วนั้น ดร.พอล ถูกปฏิเสธการให้สิทธิในการประกันตัวถึง 2 ครั้ง โดยอ้างถึงเหตุผลว่า“คดีมีอัตราโทษสูง ผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ ประกอบกับผู้ร้องคัดค้านการประกันตัว จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง” ทั้งนี้ ในการพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราว ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้วางหลักกฎหมายไว้ ดังนี้
มาตรา 108/1 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า การสั่งไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว จะกระทำได้เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
- ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
- ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
- ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
- ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
- การปล่อยตัวชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล
เมื่อเปรียบเทียบหลักกฎหมายกับคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวของศาลพิษณุโลก จะสังเกตได้ว่าศาลมิได้ระบุอย่างชัดเจนว่าศาลอ้างเหตุใดภายใต้มาตรา 108/1 อีกทั้ง ดร.พอล ไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี เนื่องจากมีภูมิลำเนาแน่นอนและมีหลักฐานยืนยันการประกอบอาชีพในประเทศไทย การคุมขังดังกล่าวจึงอาจเป็นการคุมขังที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้เป็นไปตามมาตรา 108/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า หากไม่มีเหตุภายใต้บทบัญญัตินี้ ศาลต้องสั่งให้ประกันตัว
การคุมขัง ดร.พอล จึงเป็นการคุมขังที่ขัดกับมาตรา 29 วรรคสองและสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขัดกับมาตรา 108/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
.
การคุมขัง ดร.พอล ในมุมมองกฎหมายระหว่างประเทศ
นอกเหนือจากกฎหมายภายในประเทศแล้ว กฎหมายระหว่างประเทศยังได้วางหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการคุมขังไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนฉบับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ไม่ว่าจะในเชิงนิติบัญญัติ การบังคับใช้กฎหมาย หรือการตีความและใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการ
การคุมขังโดยมิชอบ ได้ปรากฎอยู่ในข้อ 9 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งวางหลักไว้ว่า “บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศไปต่างถิ่นโดยพลการไม่ได้” และในข้อ 9 (1) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุและโดยเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”
นอกจากนั้น ในข้อ 9 (3) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยังได้วางหลักอีกว่า “…ไม่ให้ถือว่าเป็นหลักการทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี แต่ในการปล่อยตัวอาจกำหนดให้มีการประกันว่าจะมาปรากฏตัวในการพิจารณาคดี ในขั้นตอนอื่นของกระบวนการพิจารณา และจะมาปรากฏตัวเพื่อการบังคับตามคำพิพากษา เมื่อถึงวาระนั้น”
เมื่อพิจารณาประกอบความเห็นทั่วไปที่ 35 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ การพรากไปซึ่งอิสรภาพ (deprivation of liberty) ที่ขัดกับข้อ 9 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นั้นรวมถึงการจับกุมหรือคุมขังที่ขัดต่อกฎหมาย แต่ไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยพลการ (unlawful, but not arbitrary) หรือ การจับกุมหรือคุมขังที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ถือว่าเป็นกระทำโดยพลการ (lawful, but arbitrary) หรือการจับกุมหรือคุมขังที่ทั้งขัดกับกฎหมายและเป็นการกระทำโดยพลการ (unlawful and arbitrary)
ทั้งนี้ เป็นที่พิจารณาอย่างเป็นสำคัญว่า “การใช้อำนาจโดยพลการ” (arbitrariness) ไม่ได้เทียบเท่ากับ “การขัดต่อกฎหมาย” การตีความการคุมขังโดยพลการ ต้องพิจารณาอย่างครอบคลุมไปถึงองค์ประกอบของความไม่เหมาะสม ความอยุติธรรม การขาดความคาดหมายได้ และกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย (due process of law) รวมไปถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ความสมเหตุสมผล ความจำเป็น และความได้สัดส่วน
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าการกระทำรูปแบบใดถือว่าเป็นการคุมขังโดยมิชอบ ในแนวทางของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Working Group on Arbitrary Detention การคุมขังโดยมิชอบ หมายถึง ในกรณีที่เป็นการพรากไปซึ่งอิสรภาพ โดยเหตุผลที่ขัดกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีของการพรากไปซึ่งอิสรภาพอันเป็นผลมาจากการตัดสินจากขั้นท้ายสุดภายใต้กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศและสอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในกรณีเช่นว่านั้นไม่ถือว่าเป็นการคุมขังโดยมิชอบ
ทั้งนี้ บทความนี้จะใช้หลักเกณฑ์ของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการฯ ในการวิเคราะห์เป็นหลัก ซึ่งคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการฯ จะมีความเห็นว่าการพรากไปซึ่งอิสรภาพเป็นการคุมขังโดยพลการ ก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงในคำร้องตกอยู่ใน 1 ใน 5 ประเภทของการคุมขังโดยพลการ ได้แก่ (I) การคุมขังโดยไร้ซึ่งฐานกฎหมาย (II) การคุมขังละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (III) การคุมขังละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (IV) การคุมขังผู้ขอลี้ภัย ผู้ลี้ภัย หรือผู้อพยพ ที่มีระยะเวลายาวนาน และไม่สามารถทบทวนโดยศาลหรือทางปกครองได้ (V) การคุมขังที่สืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบ
จากข้อเท็จจริงตามกรณีของ ดร.พอล จะพบว่าการคุมขัง ดร.พอล เป็นการคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ (I) (II) (III) และ (V)
.
ประเภทที่ I: การคุมขัง ดร.พอล มีฐานกฎหมายมารองรับหรือไม่
เนื่องจากการคุมขังภายใต้ดำเนินคดีตามมาตรา 112 นั้น หากเทียบตามแนวทางของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการฯ ที่ผ่านมา ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับการคุมขังภายใต้มาตรา 112 แล้ว 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 จะพบว่า คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการฯ มองว่ามาตรา 112 ไม่ถือว่าเป็นฐานทางกฎหมายที่สามารถมารองรับการลิดรอนเสรีภาพ เนื่องจากมาตรา 112 มีความคลุมเครือและกว้างขวางเกินไป (vague and overly broad) ไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าการแสดงออกในลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งขัดกับหลัก principle of legality กล่าวคือ กฎหมายต้องมีนิยามที่ชัดเจน บุคคลทั่วไปต้องสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายได้ มิเช่นนั้นบุคคลทั่วไปจะไม่สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตในกรอบกฎหมายได้ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่ากรอบกฎหมายอยู่ที่ใด ประกอบกับการบังคับใช้มาตรา 112 ขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่โดยสิ้นเชิงในการตีความว่าการกระทำใดบ้างเข้าลักษณะความผิด
ไม่เพียงเท่านี้ ในความเห็นทั่วไปที่ 34 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ได้อธิบายว่า บรรทัดฐาน (norm) ที่ถือว่าเป็นกฎหมาย (law) จะต้องมีการกำหนดอย่างชัดเจนเพียงพอเพื่อให้บุคคลสามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้อย่างเหมาะสม และต้องเปิดเผยให้สาธารณชนเข้าถึงได้ กฎหมายไม่อาจให้อำนาจโดยปราศจากข้อจำกัดในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกแก่ผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้
.
ประเภทที่ II: การคุมขัง ดร.พอล นั้นเป็นผลจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
เนื่องจากการคุมขัง ดร.พอล เป็นผลมาจากการดำเนินคดีที่มีการกล่าวหาว่า ดร.พอล เป็นผู้โพสต์ข้อความเชิญชวนเข้าร่วมงานเสวนาออนไลน์ “Thailand’s 2024 Military and Police Reshuffles: What do They Mean?” ลงเว็บไซต์ของสถาบัน Yusof Ishak (ISEAS) ซึ่งเป็นเสวนาวิชาการในประเด็นการเคลื่อนย้ายกำลังพล โดยมี ดร.พอล เป็นผู้ดำเนินการเสวนาดังกล่าว ดังนั้น หากพิจารณาข้อกล่าวหาของตำรวจ สามารถสรุปได้ว่าการดำเนินคดีและคุมขัง ดร.พอล สืบเนื่องมาจากข้อความที่ถูกเขียนในสูจิบัตรสำหรับงานเสวนาวิชาการออนไลน์ข้างต้น ซึ่ง ดร.พอล ไม่ใช่ผู้โพสต์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินคดีมุ่งเล็งไปที่ข้อความวิชาการ จึงกระทบกับเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ ข้อ 19 (1) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
แม้ว่า ข้อ 19 (3) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จะมีข้อจำกัดได้บางส่วน โดยมีเงื่อนไขอันเกี่ยวข้องกับการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น การคุ้มครองความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือสุขภาพของประชาชนหรือศีลธรรม อย่างไรก็ดี การจำกัดซึ่งเสรีภาพดังกล่าว ต้องไม่ทำให้การใช้เสรีภาพดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย และข้อจำกัดนี้ต้องมีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย ซึ่งต้องอยู่บนฐานของการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น และการรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน ทั้งนี้ ข้อจำกัดต้องเป็นไปตามกรอบของหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วนด้วย
ทั้งนี้ สำหรับประเด็นของการจำกัดใช้เสรีภาพในการแสดงออก โดยมีเงื่อนไขอันเกี่ยวข้องกับการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ความเห็นทั่วไปที่ 34 ว่าบุคคลสาธารณะทุกคน รวมถึงผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด เช่น ประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ย่อมสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านทางการเมืองได้อย่างชอบธรรม และกฎหมายไม่ควรกำหนดโทษที่รุนแรงขึ้นเพียงเพราะตัวบุคคลที่ถูกพาดพิงหรือวิพากษ์วิจารณ์เป็นใคร เมื่อนำหลักการดังกล่าวเทียบเคียงกับข้อเท็จจริง จะพบว่า พนักงานสอบสวนได้อ้างเหตุผลในการคุมขังและดำเนินคดีว่า การกระทำของ ดร.พอล เป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ ลดทอนพระราชอำนาจ ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ซึ่งการใช้เหตุดังกล่าวในการอ้างนั้นขัดกับหลักการที่ว่าบุคคลสาธารณะย่อมสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ประกอบกับในกรณีของประเทศไทย กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เป็นกฎหมายที่ได้กำหนดโทษที่รุนแรงขึ้นต่อกรณีที่บุคคลพาดพิงหรือวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ ดังนั้น การคุมขัง ดร.พอล จึงขัดกับหลักการตามข้อ 19 (3) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
.
ประเภทที่ III: การคุมขัง ดร.พอล นั้นเป็นการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหรือไม่
ข้อ 14 (2) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้วางหลักว่า “บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา ต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายว่ามีความผิด” หลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์นี้ เป็นหัวใจสำคัญของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยมีผลบังคับต่อทุกขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตั้งแต่การตั้งข้อกล่าวหา การควบคุมตัว การพิจารณาคดี ไปจนถึงคำพิพากษา
หากพิจารณาประกอบความเห็นทั่วไปที่ 32 เจ้าหน้าที่รัฐยังมีหน้าที่ในการงดเว้นการตัดสินไปล่วงหน้าเกี่ยวกับผลของการพิจารณาคดี อีกทั้ง จำเลยไม่ควรถูกพันธนาการหรือคุมขังในกรงระหว่างการพิจารณาคดีหรือถูกนำตัวไปยังศาลในลักษณะที่บ่งชี้ว่าพวกเขาอาจเป็นอาชญากรที่อันตราย
อีกหนึ่งหลักการสำคัญภายใต้สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมอยู่ใน ข้อ 9 (3) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งวางหลักไว้ว่า การคุมขังบุคคลที่รอการพิจารณาคดีมิให้ถือเป็นหลักทั่วไป กล่าวคือ การได้รับการประกันตัวต้องเป็นหลักทั่วไป ส่วนการคุมขังให้ถือเป็นข้อยกเว้น
นอกจากนี้ คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ออกความเห็นในกรณีของอัญชัญ โดยเน้นย้ำว่าการควบคุมตัวบุคคลในระหว่างพิจารณาคดีควรเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่หลักทั่วไป อีกทั้งในการพิจารณาใช้มาตรการคุมขัง ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เป็นรายบุคคล โดยอิงจากความเป็นเหตุเป็นผลและความจำเป็น เช่น การป้องกันการหลบหนี การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือการกระทำความผิดซ้ำ และปัจจัยต่าง ๆ ที่มาเป็นเหตุในการนำมาใช้ซึ่งมาตรการคุมขังต้องระบุไว้ในกฎหมาย โดยต้องไม่ระบุอย่างกว้างหรือใช้มาตรฐานอย่างกว้าง ๆ เช่น ความปลอดภัยสาธารณะ อีกทั้งคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการยังกล่าวอีกว่า ศาลไม่ควรอ้างอัตราโทษของความผิดฐานมาตรา 112 เป็นเหตุไม่ให้ประกันตัว โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล
ด้วยเหตุนี้ มาตรการใด ๆ ที่ส่งผลให้ผู้ต้องหาถูกมองว่าเป็นผู้กระทำผิดล่วงหน้า เช่น การปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวโดยไม่มีเหตุสมควร หรือการกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวที่รุนแรงเกินจำเป็น จึงอาจถือได้ว่าเป็นการละเมิดหลักการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์
ในกรณี ดร.พอล พบว่า ภายหลังจาก ดร.พอลไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก กลับมีการออกคำสั่งคุมขังและคัดค้านการประกันตัวทันทีหลังจากที่ ดร.พอล รับทราบข้อกล่าวหา จึงอาจมองได้ว่าในกรณีเป็นการใช้มาตรการการคุมขังเป็นแนวปฏิบัติทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงสิทธิการให้ประกันตัว ซึ่งควรถือเป็นหลักการพื้นฐานที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก ประกอบกับเมื่อมีการยื่นประกันตัว ศาลจังหวัดพิษณุโลกไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าศาลอ้างเหตุใดภายใต้มาตรา 108/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งได้วางหลักในเรื่องของเหตุของการสั่งไม่ให้ประกันตัว โดยเพียงแต่นำอัตราโทษของคดี คุณลักษณะของผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นชาวต่างชาติ และการคัดค้านการประกันตัวของทางฝั่งผู้ร้อง มาเป็นเหตุในการไม่ให้ประกันตัว อันแสดงให้เห็นถึงการนำลักษณะของคดีหรืออัตราโทษมาเป็นเหตุ ซึ่งเป็นการละเมิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งยังขาดการพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผลและความจำเป็นในการใช้มาตรการคุมขังเป็นรายบุคคลหรือรายกรณี
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ การคุมขังดร.พอลจึงเป็นการคุมขังที่ละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
.
ประเภทที่ V: การคุมขัง ดร.พอล นั้นเป็นผลสืบเนื่องจากการเลือกปฏิบัติหรือไม่
หลักการไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination) ได้ปรากฎในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในหลายฉบับ เช่น ข้อ 26 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้บัญญัติว่า “บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกประติบัติใด ๆ และต้องประกันการคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นผลจริงจังจากการเลือกประติบัติด้วยเหตุผลใด เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ”
ตามความเห็นทั่วไปที่ 18 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ หลักการไม่เลือกปฏิบัติ ความเสมอภาคกันตามกฎหมาย และการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ถือเป็นหลักการพื้นฐานแลทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ทั้งนี้ คำว่า “การเลือกปฏิบัติ” ตามที่ใช้ในกติการะหว่างประเทศแห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หมายถึง การแบ่งแยก กีดกัน จำกัด หรือให้สิทธิพิเศษใด ๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด ชาติหรือชาติกำเนิดทางสังคม ทรัพย์สิน ชาติกำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ และมีวัตถุประสงค์หรือมีผลในทางที่ทำให้การรับรู้ การใช้ หรือการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพต่าง ๆ บนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกันของบุคคลทุกคน ถูกลบล้างหรือถูกบั่นทอนลง
เมื่อเทียบกับกรณีของ ดร.พอล ในช่วงของการยื่นประกันตัวในชั้นสอบสวน ได้ปรากฏเหตุของการไม่ให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า ดร.พอล เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งศาลพิษณุโลกไม่ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่าเหตุใดความเป็นชาวต่างชาติหรือสัญชาติของ ดร.พอล จึงเป็นเหตุไม่ให้ประกันตัว จึงเกิดข้อสงสัยว่าเกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อผู้ถูกดำเนินคดีที่ไม่ใช่บุคคลสัญชาติไทยหรือไม่ หาก ดร.พอล มีสัญชาติไทย ศาลพิษณุโลกจะให้ประกันตัวหรือไม่
ประกอบกับการคุมขัง ดร.พอล นั้นเป็นผลสืบเนื่องจากการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งผู้มีอำนาจมองว่าการกระทำที่ได้ถูกกล่าวหาและความคิดเห็นทางวิชาการของ ดร.พอล เป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และรัฐบาล และเป็นที่สังเกตได้ว่าในหลายกรณีของการดำเนินคดีตามมาตรา 112 อันเป็นผลมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกได้ปรากฏการคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีอย่างเป็นรูปแบบ กล่าวคือ เมื่อมีคำสั่งให้คุมขังในชั้นตำรวจหรือในระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ถูกดำเนินคดีมักจะถูกปฏิเสธการให้ประกันตัว (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถิติการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง) เช่นนี้อาจมองได้ว่าการคุมขัง ดร.พอล นั้นเป็นผลพวงมาจากการเลือกปฏิบัติต่อการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หากบุคคลแสดงความเห็นชมเชยรัฐบาลหรือสถาบันกษัตริย์ ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีและถูกคุมขัง แต่หากวิพากษณ์วิจารณ์รัฐบาลหรือกษัตริย์ ก็จะเผชิญความเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญาและถูกคุมขัง
——
จะเห็นได้ว่าจากกรณีการดำเนินคดีตามมาตรา 112 ของ ดร.พอล นั้น ได้ปรากฏลักษณะของการคุมขังโดยมิชอบ ทั้งภายใต้กรอบกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นที่สังเกตได้ว่าปรากฏการณ์การคุมขังโดยมิชอบนี้ มักเกิดขึ้นในกรณีของผู้ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมโดยสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 ซึ่งคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติได้ออกความคิดเห็นต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวไปแล้วกว่า 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555
ในฐานะที่ประเทศไทยได้เป็นหนึ่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จึงมีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการตอบสนองต่อประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งรวมไปถึงประเด็นเรื่องการบังคับใช้และคุมขังบุคคลภายใต้มาตรา 112 อันเป็นประเด็นที่ในระดับเวทีระหว่างประเทศได้สะท้อนมายังประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และจนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏการตอบสนองอย่างชัดเจนหรืออย่างเป็นรูปธรรม
.
