ปากคำอดีตปลัดอำเภอ ผู้ชุมนุมโดยสงบใน #ม็อบ28กุมภา แต่ถูกจับกุม-แจ้ง 6 ข้อหา

“จังหวะที่ตำรวจประกาศให้กลับบ้าน แป๊ปเดียวเองนะ แล้วตำรวจก็กรูเข้ามา มีทั้งโล่ กระบอง จังหวะนั้นผมเห็นหลายคนถือปืนยาง แล้วหลายคนก็แตกตื่น” พีรวุฒิเล่าย้อนเหตุการณ์ขณะก่อนถูกจับกุมช่วงค่ำวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

พีรวุฒิ (สงวนนามสกุล) อดีตปลัดอำเภอ วัย 31 ปี เป็นอีกหนึ่งใน 23 ผู้ถูกจับกุมจาก #ม็อบ28กุมภา ย้อนกลับไปในค่ำคืนนั้น เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าตนได้ไปร่วมชุมนุมเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังกองพันทหารราบที่ 1 โดยไม่ได้มีบทบาทใดในการชุมนุม เป็นแต่เพียงผู้เข้าร่วมชุมนุม

ขณะสถานการณ์เริ่มวุ่นวาย และพีรวุฒิตัดสินใจว่าจะกลับบ้าน ทางตำรวจได้ประกาศให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที ตำรวจได้เข้ากระชับพื้นที่ ซึ่งตนสังเกตเห็นโล่ กระบอง และเจ้าหน้าที่บางนายได้ถืออาวุธปืนและเริ่มยิงกระสุนยาง ทำให้ฝั่งผู้ชุมนุมที่อยู่เกาะกลางแตกตื่น ได้ถอยร่นเข้ามาทางปั๊มเชลล์ อีกส่วนวิ่งหลบไปทางศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

พีรวุฒิจึงตัดสินใจวิ่งออกจากปั๊ม และคนแถวนั้นแจ้งว่าให้หลบไปทางซอยประชาสงเคราะห์ เนื่องจากตำรวจกำลังเข้ามา “กระชับพื้นที่” ในปั๊ม ระหว่างนั้นมีผู้หญิงสะดุดล้มข้างหน้า ตนจึงตัดสินใจช่วยพาเข้าไปหลบในซอกของลานจอดรถ หลังจากรอให้สถานการณ์ภายนอกสงบประมาณ 15 นาที ผู้หญิงคนนั้นได้บอกตนว่าจะวิ่งไปหาทีมพยาบาล เนื่องจากมากับหน่วยพยาบาลอาสา ซึ่งเธอได้กลับไปอย่างปลอดภัย ส่วนตนรอดูท่าทีต่อและตรวจสอบสถานการณ์ภายนอกกับเพื่อนทางออนไลน์อยู่นั้น ก็ได้มีตำรวจควบคุมฝูงชน 2 นาย เข้าตรวจค้นบริเวณนั้นและเข้าจับกุมตัวเขา

พีรวุฒิตัดสินใจไม่หลบหนีหรือขัดขืนการจับกุม โดยมองว่าตนมีเจตนาในการมาชุมนุมอย่างสงบสันติ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงกับตำรวจตั้งแต่แรกเริ่มชุมนุมจนถึงวินาทีนั้น น่าจะพูดคุยกันได้ และไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกดำเนินคดี

แม้เขาจะเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าให้เจ้าหน้าที่ฟัง ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุวุ่นวาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีท่าทีสนใจ เขาจึงตะโกนบอกผู้สื่อข่าวว๊อยซ์ทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่ว่า “ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าใครเป็นเพื่อนผม เห็นผมโดนจับกุมติดตามผมด้วยนะครับ ชื่อพีรวุฒิครับ”

หลังจากจับกุม พีรวุฒิ เผยว่า ตนไม่ได้ถูกทำร้ายขณะจับกุมเหมือนผู้ถูกจับรายอื่นบางคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้กระบองตีหรือกระทืบ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งสิทธิในการจับกุม หรือระบุว่าเขากระทำความผิดใดขณะจับกุม ทั้งยังมีการปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วาจา หรือการใช้เท้าเขี่ยผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ 20 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่จะพาผู้ต้องหาทยอยไปยังรถคุมขัง

 

คลิประหว่างที่มีการจับกุมพีรวุฒิ ระหว่างไลฟ์สดของ Voice TV

 

“ความรู้สึกเหมือนกรณีตากใบ” เขาระบุหลังถูกจับขึ้นรถคุมขังคันแรก

พีรวุฒิรู้สึกว่าไม่ควรจับคนมากว่ายี่สิบคนมารวมกองไว้ในรถคันเดียว (ขนาดรถหกล้อ) ที่ร้อนอบอ้าว และไม่สะอาด หลายคนต้องนั่งยองๆ พาดตัวกันไปมา ทุกคนถูกจับมัดมือไว้ด้านหน้าหรือหลังด้วยสายเคเบิ้ลไทร์ หลายคนบาดเจ็บจากการรัดแน่นเกินไป เกิดเป็นรอยแดงช้ำบนข้อมือทั้งสองข้าง แม้ภายหลังเจ้าหน้าที่จะช่วยคลายเส้นเคเบิ้ลและเคลื่อนย้ายผู้ถูกจับกุม โดยแยกกลุ่มด้วยรถอีกสองคันก็ตาม

นอกจากนี้ พีรวุฒิได้ยืนยันว่าหลังถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม ขณะที่อยู่บนรถคุมขังผู้ถูกจับกุมได้ช่วยกันพยายามติดต่อบุคคลภายนอก เพื่อให้ทราบเหตุการณ์ถูกจับกุมและสถานที่ที่จะพาตัวพวกเขาไป

ภายหลังจึงทราบว่าเขาและผู้ชุมนุมรายอื่นถูกพาไปยังกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 พีรุวฒิถูกตั้งข้อกล่าวหา 6 ข้อหา ซึ่งรวมไปถึงข้อกล่าวหาอย่างมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย, ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และร่วมทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ก่อนในเย็นวันต่อมา ศาลจะให้ประกันตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมดออกมา

 

“ผมขอให้ทุกคนสู้ต่อไป ขอให้ทุกคนช่วยเป็นกระบอกเสียงด้วยความหวังดีต่อประเทศนี้”

พีรวุฒิเล่าว่า ตนจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ และเคยเป็นอดีตข้าราชการปลัดอำเภอ ก่อนตัดสินใจลาออก เนื่องจากไม่พอใจระบบข้าราชการ หลังจากนั้นหันมาช่วยงานทางการเมือง ด้วยการเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว หลังจากพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบ

เขายืนยันเจตนารมณ์ว่าการไปร่วมชุมนุมคือการไปแสดงออกโดยสงบ เรียกร้องอย่างสันติ อยู่ภายใต้กรอบเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และเขาไม่เคยพกพา “อาวุธ” ไปร่วมชุมนุมแม้แต่ครั้งเดียว

พีรวุฒิ ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังเหตุการณ์ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุไปมาก และขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนสามารถออกมาชุมนุมโดยสงบได้ และเขาจะสู้ต่อไป ไม่ว่าทั้งทางคดี หรือการชุมนุมโดยสงบสันติ พร้อมทั้งขอให้ประชาชนสู้ต่อ เพราะหากทุกคนไม่สู้ ก็จะไม่มีวันเห็นเพื่อนร่วมประเทศมีชีวิตที่ดีกว่านี้ และจะไม่มีวันส่งต่อประเทศที่ดีกว่านี้ให้คนรุ่นต่อไปได้

 

อ่านรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุม #ม็อบ28กุมภา

เปิดข้อหาประชาชน-เยาวชนรวม 23 ราย กรณี #ม็อบ28กุมภา ก่อนศาลให้ประกันตัว

“ผมแค่ไปยืนดูเฉยๆ”: คำบอกเล่าพนักงานส่งอาหาร หลังถูกจับกุม #ม็อบ28กุมภา ใกล้สน.ดินแดง

 

More from my site

X