ติดตามนัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์คดี “ไผ่” จตุภัทร์ ม.116 เหตุปราศรัย-แห่ป้ายข้อความที่ขอนแก่น จับตาคำร้องให้ยุติคดีเหตุเข้าข่ายนิรโทษกรรม

ในวันที่ 29 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ  “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการเข้าร่วมกิจกรรม  “หมายที่ไหนม็อบที่นั่น” ที่จัดโดยกลุ่ม “ขอนแก่นพอกันที” เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 

ก่อนหน้านี้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยุติคดี เนื่องจากคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ ทำให้ยังต้องติดตามในวันนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

.

ย้อนเหตุคดี: จากการให้กำลังใจเพื่อนถึงข้อกล่าวหาก้าวล่วงพระราชอำนาจ

เหตุการณ์ในคดีนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมืองช่วงปี 2563 ที่มีนักเรียน-นักศึกษาออกมาชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐใช้การดำเนินคดีอย่างเข้มงวดกับผู้ชุมนุมในหลายพื้นที่ ทำให้มีผู้ถูกออกหมายเรียกจำนวนมาก รวมถึงจตุภัทร์เองที่ถูกออกหมายเรียกจากการชุมนุม “อีสานบ่ย่านเด้อ” เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2563 ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองขอนแก่น ในวันที่ 10 ก.ย. 2563

เมื่อทราบข่าวการนัดหมาย กลุ่มขอนแก่นพอกันทีจึงจัดกิจกรรม “หมายที่ไหนม็อบที่นั่น” ขึ้นในวันเดียวกัน เพื่อให้กำลังใจผู้ถูกออกหมายเรียก โดยเริ่มต้นเดินขบวนที่อนุสาวรีย์จอมพลสฤษดิ์ ก่อนถือป้ายผ้าจำนวน 17 แผ่น ไปตามถนนในตัวเมืองขอนแก่น ผ่านหน้าโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนถึง สภ.เมืองขอนแก่น 

ป้ายผ้าทั้ง 17 แผ่นมีข้อความหลากหลาย ทั้งเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร การเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไปจนถึงข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ อาทิ “ยกเลิก รธน.ม.6”, “ยกเลิก ม.112”, “ควบคุมตรวจสอบทรัพย์สินกษัตริย์” และ “ลดงบกษัตริย์” ระหว่างทางมีการปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงและถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนที่กลุ่มผู้ถูกออกหมายเรียกจะเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยจตุภัทร์และอรรถพล บัวพัฒน์ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยอีกครั้งที่หน้าอาคาร สภ.เมืองขอนแก่น หลังรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้จตุภัทร์ถูกกล่าวหาในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 (2)(3) โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เข้าไปแจ้งข้อหาในเรือนจำเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2563 กล่าวหาว่าการเดินขบวนถือป้ายผ้าและการปราศรัยตามความหมายในป้าย มุ่งหมายให้ยกเลิกหรือลิดรอนพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต 

หลังอัยการสั่งฟ้องและจตุภัทร์ต่อสู้คดี วันที่ 5 ก.พ. 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาว่าจตุภัทร์มีความผิดตามมาตรา 116 (2) (3) เห็นว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ มีจุดประสงค์ให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนและความไม่สงบในราชอาณาจักร 

พิพากษาจำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามเนื่องจากกระทำผิดซ้ำภายใน 5 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี ก่อนลดโทษให้หนึ่งในสามเนื่อจากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และให้ริบป้ายผ้าของกลางทั้ง 17 ผืน 

ภายหลังคำพิพากษา จตุภัทร์ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์โดยวางหลักประกันเป็นเงินสด 70,000 บาท และให้ความเห็นสั้นๆ ว่าโทษที่ได้รับหนักเกินไป โดยตั้งข้อสังเกตว่าใกล้เคียงกับโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 ที่ศาลมักพิพากษาราว 3-4 ปีเช่นกัน

.

อุทธรณ์ของไผ่: ไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัดทำป้ายผ้า ข้อเรียกร้องต้องผ่านสภา ไม่ใช่การก้าวล่วงพระราชอำนาจ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 จตุภัทร์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีสาระสำคัญแบ่งเป็นประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก การกระทำที่ถูกกล่าวหาไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดชี้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำป้ายผ้าทั้ง 17 แผ่น หรือเป็นผู้จัดการชุมนุม แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำป้ายผ้าโดยตรง แต่กลับวินิจฉัยว่าการที่ร่วมเดินขบวนและกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง ถือเป็นการร่วมกันแสดงให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา 

จตุภัทร์เห็นว่าเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะจากการนำสืบของโจทก์เองก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ให้มีการชุมนุม เป็นแอดมินเพจ “ขอนแก่นพอกันที” ที่ประชาสัมพันธ์เชิญชวน หรือถือป้ายผ้าและปราศรัยขณะเดินขบวนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงชี้ได้เพียงว่าจำเลยมาเข้าร่วมการชุมนุมและเดินขบวนไปกับผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามที่พยานตำรวจเองก็ยอมรับ

ประเด็นที่สอง แม้ป้ายผ้าจะมีข้อความเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และ ป.อาญา มาตรา 112 ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หรือให้ตรวจสอบทรัพย์สินสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตาม จำเลยยืนยันว่าข้อความเหล่านี้เป็นเพียงการเสนอความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ต้องรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง 

พยานโจทก์หลายปากเบิกความสนับสนุนว่า การเรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายต้องผ่านการเสนอต่อรัฐสภา ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ และต้องผ่านการลงพระปรมาภิไธยด้วย ไม่ใช่การก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยตรงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แม้แต่นักวิชาการสังกัดสถาบันพระปกเกล้าที่โจทก์อ้างเป็นพยานเองก็ยังให้ความเห็นว่า ข้อความบนป้ายผ้าไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนประมุขของรัฐจากพระมหากษัตริย์เป็นรูปแบบอื่น จึงยังอยู่ในขอบเขตของการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34

ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับคำปราศรัยครั้งที่สองของจำเลยที่หน้าอาคาร สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งศาลชั้นต้นนำมาพิจารณา จตุภัทร์ชี้ว่าคำปราศรัยดังกล่าวมีที่มาจากความไม่พอใจที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกโดยไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำที่แยกออกจากการเดินขบวนถือป้ายผ้า และการปราศรัยก็เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของแต่ละบุคคลเช่นกัน แม้จะยอมรับว่าถ้อยคำบางส่วนที่กล่าวไปอาจไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่มีเจตนามุ่งให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักรตามที่ถูกกล่าวหา 

ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยยืนยันว่าคดีนี้อัยการโจทก์ไม่เคยนำสืบให้ปรากฏชัดเจนว่าคำปราศรัยครั้งที่สองนี้มีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ไม่มีการนำบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยหรือคลิปวิดีโอมาแสดงต่อศาล ทำให้ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยปราศรัยจนเป็นความผิดตามฟ้อง

ประเด็นที่สี่ จตุภัทร์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่เห็นว่าการกระทำอาจก่อให้เกิดความขุ่นเคืองในหมู่ประชาชนทั่วไปและนำมาซึ่งความแตกแยก โดยยืนยันว่าความผิดตามมาตรา 116 เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ได้ให้คำนิยาม “ความมั่นคงในราชอาณาจักร” ไว้ว่าหมายถึงภัยที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลายหรือทำความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ 

จำเลยจึงเห็นว่าเกียรติยศหรือชื่อเสียงของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสียหายที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐตามความหมายของกฎหมายดังกล่าว การชุมนุมในวันเกิดเหตุยังไม่ถึงขนาดก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้น

.

จับตาคดีท่ามกลาง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่มาตรา 116 เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม

สำหรับคดีนี้ เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ก่อนวันนัดในคดีนี้ ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติคดี และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้ว แต่ศาลยังไม่มีคำสั่ง ทำให้ยังต้องจับตาวันนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์นี้ ว่าศาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

ทั้งนี้ในวันที่ 29 ก.ย. 2569 จตุภัทร์มีนัดฟังคำพิพากษาสองคดีในวันเดียวกัน ทั้งคดีที่จังหวัดขอนแก่น กรณีฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นี้ และคดีมาตรา 112 ที่อำเภอภูเขียว ซึ่งมีนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ร่วมกับ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ โดยคาดว่าจะเป็นการดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ทั้งสองคดี เนื่องจากทั้งสองคนถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บันทึกปากคำพยานคดี ม.116 เหตุปราศรัย-แห่ป้ายยกเลิกมาตรา 6 – ม.112 ที่ขอนแก่นปี 63 “ไผ่” ยืนยัน เรียกร้องแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง 

ดูฐานข้อมูล คดี 112 – เพนกวิน, 116 – ไผ่ #ม็อบ20สิงหา ขอนแก่น

.

X