พิพากษาปรับ ‘ประชาชนวัย 27 ปี’ คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เหตุชุมนุม #ม็อบ20ตุลา63 หลังกลับคำให้การ เพราะภาระคดี

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ศาลแขวงบางบอน มีนัดคุ้มครองสิทธิในคดีของ ชลธิชา คุ้มจันอัด ประชาชนวัย 27 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง จากเหตุเข้าร่วมการชุมนุม #ม็อบ20ตุลา บริเวณด้านข้างห้างเดอะมอลล์ บางแค เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563

จำเลยได้ตัดสินใจเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ เนื่องจากกังวลต่อภาระทางคดี ที่ต้องใช้เวลาต่อสู้ต่อไป ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับ 40,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือปรับ 20,000 บาท

.

ในคดีนี้ ภายหลังจากการชุมนุม #ม็อบ20ตุลา เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ชลธิชาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 4 เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือมั่วสุม” หรือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง ที่ สน.หลักสอง เธอได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยตำรวจไม่ได้ควบคุมตัวไว้แต่อย่างใด 

จนผ่านมามากกว่า 5 ปี ในวันที่ 5 ก.พ. 2569 ช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ชลธิชาได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมบริเวณพื้นที่ สน.สุทธิสาร และจะส่งตัวไปยัง สน.หลักสอง ที่เป็นเจ้าของคดี 

หลังทนายความติดตามกรณีดังกล่าว พบว่าจับกุมเกิดขึ้นตามหมายจับของศาลแขวงบางบอน ลงวันที่ 4 มี.ค. 2564 กล่าวคือมีการออกหมายจับมาเกือบ 5 ปีแล้ว แม้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2566 ชลธิชาได้ถูกจับกุมในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรงอีกคดีหนึ่ง ซึ่งเป็นคดีของ สน.พญาไท แต่การจับกุมในครั้งนั้น ตำรวจก็ไม่เคยแสดงหมายจับของคดี สน.หลักสอง ที่ออกไว้ตั้งแต่ปี 2564 แต่อย่างใด

หลังชลธิชาถูกจับกุมและถูกนำตัวมายัง สน.หลักสอง พบว่าเธอถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในข้อหา “เป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนการชุมนุม” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 อีกหนึ่งข้อหา และควบคุมตัวไว้ที่ สน.หลักสอง หนึ่งคืน ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะส่งตัวให้กับอัยการ

วันที่ 6 ก.พ. 2569 พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลแขวงบางบอนทันที โดยยื่นฟ้องเฉพาะในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง ภายหลังศาลรับฟ้อง ชลธิชาได้รับประกันตัวโดยวิธีสาบานตน พร้อมกำหนดนัดคุ้มครองสิทธิในวันที่ 4 มี.ค. 2569 

.

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ชลธิชาและทนายความเดินทางมาศาลตามนัดหมาย โดยก่อนที่จะมีการสอบคำให้การ ชลธิชาปรึกษากับทนายความก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามที่ถูกกล่าวหา เนื่องจากกังวลต่อภาระจากการถูกดำเนินคดี 

ศาลจึงมีคำพิพากษาออกมาในวันเดียวกัน ว่าจำเลยมีผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9, 11, 18 ให้ลงโทษปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 20,000 บาท 

หลังฟังคำพิพากษาชลธิชาไปจ่ายค่าปรับต่อศาล ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน

.

สำหรับชลธิชา ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมในช่วงปี 2563 ทั้งหมด 3 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีแรกที่เธอถูกสั่งฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  ส่วนอีก 2 คดี คือ ชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน และ ชุมนุม #21ตุลาไปอนุสาวรีย์ชัย โดยในคดีหลังสุดนี้ อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว

การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 15 ต.ค. 2563 เวลา 04.00 น. ถึง 22 ต.ค. 2563 เวลา 12.00 น. เพื่อจัดการกับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองโดยเฉพาะ การประกาศดังกล่าวเป็นการยกระดับความรุนแรงของการใช้กฎหมายขึ้นไปกว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับปกติ และถูกตั้งคำถามต่อความชอบด้วยกฎหมายของการประกาศดังกล่าวอีกด้วย โดยต่อมาพบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมไม่น้อยกว่า 72 คน ในจำนวน 35 คดี 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ผ่านไป 5 ปีเศษ อัยการสั่งฟ้อง ‘ประชาชนวัย 27 ปี’ คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง กรณีร่วม #ม็อบ20ตุลา63 ที่บางแค 

X