“เอฟ” ชลธิศ โชติสวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสธ.เอฟ” บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตนักกิจกรรมที่เคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และพรรคโดมปฏิวัติ เสียชีวิตลงในวันที่ 11 ม.ค. 2569 ตามที่ครอบครัวของชลธิศ รวมไปถึง ณัฐชนน ไพโรจน์ ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัว
.
“เอฟ” ชลธิศ เคยออกมาเคลื่อนไหวและชุมนุมทางการเมือง และถูกดำเนินคดีทางการเมืองในช่วงปี 2563-64 ทั้งสิ้น 6 คดี ในจำนวนนี้มีคดีตามมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ดังนี้
1.คดีมาตรา 112 จากการอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ปี 2563 (คดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน ศาลอาญากรุงเทพใต้)
2. คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #เยาวชนปลดแอก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 (คดีสิ้นสุดแล้ว หลังศาลแขวงดุสิตพิพากษายกฟ้องข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ปรับ 200 บาทในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต)
3. คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกิจกรรมให้กำลังใจ “เดฟ ชยพล” และนำธงสีแดงข้อความ “112” ขึ้นสู่ยอดเสา หน้าสภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2564 (คดีสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี)
4. คดีมาตรา 112 ชุมนุมติดตามการจับกุม “นิว สิริชัย” หน้า สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 (คดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน ศาลจังหวัดธัญบุรี)
5. คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการร่วมกิจกรรม #ยืนหยุดขัง หน้าศาลฎีกา วันที่ 28 เม.ย. 2564 (คดีสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี)
6. คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มทะลุฟ้าและประชาชนหน้า บก.ตชด. ภาค 1 เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2564 (คดีสิ้นสุดแล้ว หลังศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษายกฟ้องคดี)
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เคยพูดคุยกับชลธิศเพื่อบันทึกข้อเท็จจริงในคดีที่เขาถูกกล่าวหา รวมถึงพูดคุยกับเขาในช่วงจากหลังที่ถูกดำเนินคดึมาตรา 112 จากการอ่านแถลงการณ์ภาษาไทย หน้าสถานทูตเยอรมัน จึงนำเรื่องราวมาบอกเล่าเอาไว้อีกครั้งเพื่อระลึกถึงเขา
“เอฟ” ชลธิศ อายุ 26 ปี โดยเขาเกิดวันที่ 21 ม.ค. 2542 อีกไม่กี่วันจะอายุย่างเข้า 27 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดสมุทรปราการ เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ช่วงชั้นมัธยมต้น จึงทำให้เขาสนใจการเมืองไปด้วยโดยปริยาย เพราะประวัติศาสตร์และการเมืองนั้นต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป
เมื่อสมัยที่เขาเรียนอยู่ปี 1 ที่เขาเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างที่สังคมไทยในห้วงเวลานั้นยังอยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. เขาได้พบเจอ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และได้ร่วมเคลื่อนไหวด้วยกันมา ตั้งแต่การผลักดันประเด็นทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย อย่างเรื่องเรียกร้องการเลือกตั้ง การเรียกร้องสวัสดิการที่เท่าเทียมให้นักศึกษาในมหาลัย
.
ภาพจาก เฟซบุ๊กเพจสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย
เอฟ ยังมีบทบาทเป็นเลขาธิการของ สนท. หลังจากหมดวาระลงจึงได้เข้าร่วมกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในฐานะฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นมันสมองของกลุ่ม
จนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 เป็นต้นมา เขาเริ่มศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่นเดิม จึงไม่ได้ออกเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว แต่ยังคงบทบาทการสนับสนุนอยู่ และพัฒนาความสนใจทางวิชาการต่อมา โดยเขากำลังทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเกี่ยวเนื่องกับพัฒนาการของความคิดทางการเมืองต่อสถาบันกษัตริย์ในขบวนการนักศึกษา
“พี่เอฟถือเป็นตัวจริงเสียงจริงเรื่องการเมืองไทย ความรู้มากมายมหาศาล สามารถอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย…ผมเชื่อว่าพี่เอฟ ถ้าเรียนต่อโทและเอก คงกลายเป็นอาจารย์ที่เก่งมากคนนึง ความสามารถในการอธิบายเรื่องยาก ๆ ของพี่แกเป็นเลิศ” รุ่นน้องธรรมศาสตร์ได้บรรยายถึงเอฟเอาไว้หลังทราบข่าวการเสียชีวิต
หากย้อนไปในช่วงที่เขาถูกดำเนินคดีมาตรา 112 จากการอาสาออกมาอ่านแถลงการณ์ฉบับภาษาไทยในการชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน โดยมีการแบ่งเนื้อหาเป็นท่อน ๆ เพื่อให้ผู้อ่านแต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงออก
“ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว สายธารแห่งประชาธิปไตยอันไหลเชี่ยวมิอาจหยุดยั้งได้ และเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ราษฎรจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” นี่คือหนึ่งในข้อความจากแถลงการณ์ที่ถูกอ่านในวันดังกล่าว จนกลายเป็นหนึ่งในการชุมนุมที่มีผู้ถูกแจ้งข้อหา ม.112 มากที่สุด ถึง 13 คน ในช่วงปีนั้น
เอฟบอกว่าเขาเข้าใจดีว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นจะทำให้ต้องตกเป็นเป้าถูกรัฐจับตา แต่เขาก็ยังเลือกที่จะขออาสา นั่นก็เพราะจากการทบทวนตัวเองถึงจุดยืน และตัดสินใจก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ นักเคลื่อนไหวหลายคนที่ยังถูกจองจำอยู่ในคุก ณ เวลานั้น
“ที่ตัดสินใจไปยืนอยู่ตรงนั้นเพราะผมอยากจะพูดแทนเพื่อน ๆ ที่ถูกจับขัง ในฐานะที่ตัวเองก็ร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 63 เลยอยากช่วยเพื่อนออกมาให้ได้ หรืออย่างน้อยที่สุด อยากจะใช้ความกล้าหาญในการส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจว่าประชาชนไม่ยอมอีกแล้ว”
“หลังอ่านแถลงการณ์จบ ความรู้สึกที่ตามมามันไม่ใช่ความกลัว เพราะการถูกดำเนินคดีมันไม่ควรเป็นราคาที่เราต้องจ่ายแต่แรก แต่ก็เตรียมใจไว้ว่ารัฐจะต้องจัดการเราแน่ ๆ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เพราะเชื่อว่ายังไงก็ต้องถูกจับตามองอยู่ การที่ผมขอขึ้นไปอ่าน อีกส่วนก็เพราะไม่อยากให้การต่อสู้ของเพื่อน ๆ มันหายไป อยากให้ประเด็นมันคงอยู่ สมมติว่าถ้ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา อย่างน้อยก็ขอให้การต่อสู้มันถูกส่งต่อไปยังคนกลุ่มถัด ๆ ไป เพื่อให้พวกเขาออกมาสู้ต่อได้”
การที่ต้องเผชิญกับการดำเนินคดี เขาเคยบอกว่าไม่ได้ประหลาดใจนัก ถ้าดูจากสภาวะบ้านเมือง ในส่วนของคดีมาตรา 112 เอฟยอมรับว่ามีบางส่วนในข้อความของแถลงการณ์ที่ค่อนข้างชัดตรงไปบ้าง แต่ก็ได้ทำใจยอมรับไว้ล่วงหน้ากับสิ่งที่อาจจะตามมา โชคยังดีที่ทางด้านครอบครัวเองก็คอยช่วยสนับสนุน แม้ว่าจะยังมีความกังวลอยู่บ้างก็ตาม
“ทางด้านครอบครัว พ่อแม่เองเขาก็เตรียมใจไว้ล่วงหน้า แต่ก็ยังมีตกใจบ้างว่าการใช้กฎหมายมันไปถึงขั้นนั้นเลยหรือ พ่อของผม เขาเองก็เป็นเสื้อแดงเก่า เลยค่อนข้างสนับสนุนในการทำกิจกรรม ส่วนทางฝั่งแม่ เขาเองก็ยังกังวล แต่ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องที่ออกมาเคลื่อนไหว แค่กลัวว่าลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่า
“ผมเองพยายามคุยกับแม่มาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็เข้าใจว่าเรากำลังเจอกับอะไรอยู่ มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมเสียด้วยซ้ำ”
.







“ผมว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางหรือเปล่า แต่ก็ยังอยากที่จะมีความหวัง”
เอฟเคยเล่าว่าเขาค่อนข้างกังวลกับการพิจารณาคดี ถ้าดูจากแนวบรรทัดฐานในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 แต่ในปลายทางก็ยังอยากมองโลกในแง่บวก อย่างน้อยที่สุดก็คิดว่า บทสรุปอาจจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้น
“ในอีกแง่หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในปลายทางของการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นการติดคุกหรืออะไรก็ตาม ผมมองว่า อย่างน้อยที่สุด เรายังได้เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่อาจจะไม่ได้มีความสำคัญ แต่ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง และมันไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับคนในรุ่นเดียวกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็นการส่งต่อเสียงที่คนในรุ่นนี้เคยพูดไว้ให้มันดังขึ้นเรื่อย ๆ พอคิดแบบนี้ก็เลยทำให้กำลังใจเรายังดีอยู่ เพราะเหมือนเรากำลังพยายามส่งต่อบางสิ่งให้กับคนในอนาคต”
ในช่วงการทำกิจกรรมที่ผ่านมา เอฟยังร่วมเขียนจดหมายถึงคนที่รัก ผ่านหัวข้อ “ถ้าฉันหายไป…” (If I Disappeared…) เนื่องในวันรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล ในปี 2564 แม้จะเป็นการร่วมเขียนเนื้อหารณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน แต่ก็มีข้อความเสมือนเป็นคำสั่งเสีย หากวันหนึ่งนักศึกษาผู้ทำกิจกรรมคนหนึ่งจะต้องสูญหายไป
.
เอฟยังมีความฝันมาตั้งแต่เด็กว่า เขาอยากเป็นอาจารย์หรือครูสอนหนังสือ จากที่เขาเป็นคนใฝ่รู้อยากเรียนรู้เรื่องความคิดและชอบอ่านหนังสือ ด้วยพื้นฐานตรงนี้จึงอยากเอาความรู้ที่เรามีไปถกเถียงกับผู้คน นำเสนอความรู้ให้ผู้คน อยากสร้างเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เกิดการถกเถียงเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในแวดวงวิชาการ
“ถ้าต้องติดคุก ความฝันนี้ก็อาจต้องช้าออกไปสักหน่อย แต่ผมมองว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง มันมีความกล้าหาญอย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยมองเห็นก็คือ ความกล้าหาญในเชิงวิชาการ คือการที่เรากล้ายกเรื่องที่เคยเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างเรื่องของสถาบันฯ ขึ้นมาพูดกันอย่างชัดเจนในแวดวงวิชาการ หรือแม้แต่การที่ประเด็นนี้ถูกนำมาพูดคุยถกเถียงกันบนท้องถนน การที่ต้องเสียเวลาในชีวิตเพื่อที่จะพูดความจริง แล้วทำให้ประเด็นต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่คุ้มค่า”
.

ทั้งนี้ งานสวดพระอภิธรรมของชลธิศ ถูกจัดขึ้นที่วัดคลองปลัดเปรียง จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา และจะมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 17 ม.ค. 2569 เวลา 16.00 น.
ด้วยอาลัย
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
จากถนนเลือนลั่นถึงผืนฟ้า: หลากเสียงสะท้อนบนถนนสาย 112
.




