“ผมเชื่อว่าทุกคนมีที่ทางในประวัติศาสตร์ของตัวเอง อยู่ที่จะขีดเขียนให้เป็นแบบไหน” จดหมายจากเรือนจำของ ‘บัสบาส’ ผู้ต้องขัง ม.112

1

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน 2568 ทนายความเข้าเยี่ยม “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงราย ทั้งหมดสองครั้ง เขาถูกจองจำมาเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือนแล้ว จากโทษจำคุกในสามคดีรวมกัน 54 ปี 6 เดือน โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างฎีกา

บัสบาสยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกายหลังอดอาหารประท้วงในเรือนจำ เขาเริ่มรับประทานอาหารปกติ แต่ยังมีอาการแน่นอนท้องอยู่บ้าง โดยรู้สึกลดลงกว่าช่วงแรกที่เริ่มทานอาหารอ่อน น้ำหนักค่อนข้างคงที่แล้ว

ตอนนี้เหมือนจะให้แพทย์มาตรวจสุขภาพราวเดือนละครั้ง โดยวัดความดัน และตรวจสุขภาพจิต โดยในเรื่องยารักษาโรคซึมเศร้า เขายังได้รับเท่าเดิม ตามที่ได้มีการลดจำนวนยาลงไปก่อนหน้านี้ โดยรวมอาการค่อนข้างคงที่ ไม่ค่อยมีอาการวิงเวียนศีรษะหรือนอนไม่หลับแล้ว

ในเรื่องจดหมายกรณีที่ว่าไม่มีรายชื่อผู้เข้าเยี่ยม จดหมายที่ส่งมาจะถูกตีกลับ บัสบาสเห็นว่าผู้ต้องขังคนอื่นมีคนได้รับจดหมายที่ไม่มีในรายชื่อเยี่ยม ก็ยังสามารถส่งมาถึงได้ ในส่วนของเขา กลับดูเหมือนมีการตีกลับจดหมาย โดยบัสบาสได้จดหมายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2568 จากผู้ที่ลงชื่อภาษาอังกฤษว่า “Lone Wolf” เนื้อหาบรรยายให้กำลังใจมา

“มันน่าจะอนุโลมได้ ผมไม่ใช่อาชญากร ผมไม่ใช่พ่อค้ายาบ้า ผมเป็นเพียงนักโทษทางการเมือง ผมอยากได้จดหมายที่ส่งเข้ามา และผมก็คิดเช่นกันว่าจดหมายที่ส่งมาถึงผมก็เป็นเพียงจดหมายให้กำลังใจเท่านั้น ไม่ได้เป็นจดหมายที่มีปัญหาอะไร” 

บัสบาสยังแจ้งว่าเขาได้ส่งจดหมายออกไปหาทนาย อยากให้ลองติดตามว่าจดหมายไปถึงหรือไม่

บัสบาสสนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ตลอดสองสัปดาห์นี้ที่มีความผันผวนของสถานการณ์อย่างมาก ในเรื่องการยกฟ้องคดีมาตรา 112 ของทักษิณ ชินวัตร เขายินดีที่ศาลยกฟ้อง แต่ต้องรอติดตามอีกว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ คิดว่าอัยการน่าจะอุทธรณ์หมดในคดีแบบนี้ โดยยังคิดว่าศาลก็จะยกในชั้นต่อไป 

ในเรื่องการนิรโทษกรรม แม้ทราบว่าจะไม่ค่อยมีหวังในการรวมคดีมาตรา 112 แล้ว แต่ในเรื่องการนิรโทษกรรมคดีของเยาวชน เขาก็อยากสนับสนุนให้นิรโทษกรรมทุกคดี ที่ตอนนี้แม้ไม่มีใครติดคุกอยู่ แต่คดีของหลายคนก็ยังไม่ได้สิ้นสุดลง

“เด็กอายุยังน้อย เป็นอนาคตของชาติ พวกเขายังต้องเติบโตและเรียนรู้อะไรอีกมากมาย พวกเขาเติบโตมาในสภาวะที่ตาสว่างแล้ว เขาศึกษาเรียนรู้ได้มากกว่าเราที่โตมาในสภาพที่ตายังไม่สว่าง มันต่างกัน ไม่เหมือนกับพวกเราที่ถูกปลูกฝังให้มีแนวคิดตามที่ผู้นำในสังคมอยากให้เราคิด เด็กรุ่นใหม่เติบโตมาในยุคที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่าย แสวงหาข้อมูลได้ง่าย และผมเห็นว่าเด็กยุคใหม่จะมีอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนทางการเมืองได้มากกว่ายุคเรา”

บัสบาสยังสนใจเรื่องสถานการณ์คดีความของคนอื่น ๆ โดยเพิ่งทราบว่าคดีที่จังหวัดเชียงรายของ “บอส” ฉัตรมงคล ซึ่งถูกฟ้องในคดีมาตรา 112 เช่นกัน กำลังมีนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันที่ 18 ก.ย. นี้แล้ว โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำพิพากษา เป็นลงโทษจำคุก 27 เดือน ทำให้ในชั้นฎีกามีความสุ่มเสี่ยงว่าอาจต้องถูกคุมขัง

ทั้งคู่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่เขาก็ฝากกำลังใจไปให้ ในฐานะคนที่ไม่ควรจะโดนคดีแบบนี้เหมือนกัน และหวังว่าจะไม่ต้องเข้ามาพบเจอกันในเรือนจำ 

“ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาที่มาตรา 112 ถูกนำมาใช้มากที่สุด เป็นการนำเอากฎหมายมากลั่นแกล้ง เราไม่ใช่อาชญากรที่ไหน อยากให้บอสทำใจเข้มแข็งและยอมรับมัน ต่อสู้ไปกับมัน” บัสบาสยังฝากกำลังใจให้ทุกคนที่ถูกดำเนินคดีข้อหานี้อีกด้วย

.

.

.

จนวันที่ 6 ก.ย. 2568 ทนายความได้รับจดหมายที่บัสบาสเขียนออกมาจากเรือนจำ เนื้อหาความว่า

จดหมายลงวันที่ 24 สิงหาคม 2568

สวัสดีครับ เกือบ 2 ปี ที่ผมได้เขียนจดหมายนี้ ผมไม่ค่อยถนัดขีด ๆ เขียน ๆ สักเท่าไหร่ เลยไม่ได้เขียนออกไปเลย หวังว่าคงจะสบายดีนะครับ ผมอยู่ข้างในเรือนจํากลางเชียงราย สบายดี แข็งแรงดี ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ข่าวคราวด้านนอกก็มีทนายมาอัปเดตให้ในเรื่องข่าวสารต่าง ๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ปะปนกันไป เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต

ตัวผมเองก็ยังสู้อยู่ แม้จะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมก็ตาม อิสรภาพไม่ได้มาโดยบังเอิญจริง ๆ สิ่งสุดท้ายที่ผมมีอยู่คือความหวัง หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณตัวเอง ความหวังที่จะได้ออกไปเจอพ่อและแม่ หรือใครต่อใครก็ตาม ตามจริงแล้วผมไม่ควรถูกจับตั้งแต่แรกเลยด้วย แต่ผมก็ไม่ท้อแท้ในโชคชะตาตัวเอง ผมกลับคิดบวก ที่โดนจําคุก 54 ปี เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ในคดีมาตรา 112

ผมเดินทางมาไกลจริง ๆ ได้เจอผู้คนมากมาย ทั้งร้ายและดี ผมเชื่อว่าทุกคนมีที่ทางในประวัติศาสตร์ของตัวเอง อยู่ที่จะขีดเขียนให้ตัวเองเป็นแบบไหน และผมก็ไม่ใช่ฮีโร่หรือผู้เสียสละใด ๆ ผมก็เป็นพลเมืองประเทศไทยธรรมดา ที่ตื่นรู้แล้วไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย เพราะประชาชนคืออํานาจสูงสุดของประเทศนี้ แต่ผมจะไม่ไปบังคับใครให้ออกมาสู้ เพราะผมรู้ดีว่าอาการตาสว่างมันเต็มทั่วไทยไปแล้ว ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมแล้ว เวลาอยู่ข้างเรา คำนี้ยังใช้ได้อยู่ ผู้มีอํานาจเก่า ก็มีแต่โรยรากันไป

ผมขอพูดถึงศาลหน่อย ผมอยากเห็นศาลที่เชิดชูความเห็นต่าง เราไม่จําเป็นต้องเห็นร่วมกันทุกอย่าง เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมไทย ไม่ได้มีสิ่งใดล่มสลายหรือหายจากไปได้ มีแต่ความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติและกาลเวลา คนที่ยื้อเวลา ยื้อการเปลี่ยนแปลง พวกเขาเหล่านั้นก็ทําได้แค่นั้น เพราะนี่คือคนที่มีเงินมากมายสักเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ 

การติดคุกของผม มันจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน หรือทุกการต่อสู้มันจะไม่สูญเปล่า หวังว่าจดหมายฉบับนี้จะได้ออกไปจากเรือนจํา และถึงผู้รับนะครับ

ตัวผมยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย

.

.

สามารถเขียนจดหมายถึงบัสบาส ส่งแบบลงทะเบียน จ่าหน้าซอง: “ฝากถึง มงคล ถิระโคตร แดน 1 เรือนจำกลางเชียงราย เลขที่ 222 หมู่ 3 ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57000”

หรือเขียนจดหมายออนไลน์ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

X