ON THIS DAY: 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์​ ใน #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน สู่ข้อหา ‘ล้มล้างการปกครองฯ’

ONTHISDAY

วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (10 ส.ค. 2563) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต บริเวณลานพญานาค มีการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน โดยมีผู้สลับกันขึ้นปราศรัยมาจากหลากหลายกลุ่ม เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ยุบสภาและหยุดคุกคามประชาชน รวมทั้งยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ 

ในวันดังกล่าวได้มีการอ่าน ‘ประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1’ มีรายละเอียดเป็นข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จำนวน 10 ข้อ จนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการชุมนุมครั้งนี้ 

มีรายงานว่าภายหลังจากการชุมนุม แกนนำ รวมไปถึงผู้ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทียังถูกบุคคลคล้ายเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตามไปยังหอพักและบ้าน  

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นผลให้เกิดคดีความทางการเมืองตามมาในภายหลังจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ถูกพิจารณาในศาลยุติธรรม และคดี “ล้มล้างการปกครอง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่ถูกพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญ

.

จำเลยในคดีนี้มี 9 คน ได้แก่ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก, อานนท์ นำภา, ณัฐชนน ไพโรจน์, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “บอล” ชนินทร์ วงษ์ศรี, “ไฟซ้อน” สิทธินนท์ ทรงศิริ, “ลูกมาร์ค” และ “สาธร” (นามสมมติ) 

เมื่อต้นปี (7 มี.ค. 2568) ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำพิพากษาออกว่าปนัสยา, อานนท์, ณัฐชนน, ไฟซ้อน และลูกมาร์ค มีความผิดตามมาตรา 116 ลงโทษจำคุกคนละ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าการปราศรัยเป็นการปลุกเร้า ปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้เห็นด้วยและคล้อยตาม เป็นการสร้างความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง เกิดความแตกแยก 

อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังอยู่ชั้นอุทธรณ์ และคดีไม่ได้ถูกกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112 แต่อย่างใด

.

การชุมนุมดังกล่าว นำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญโดย ณฐพร โตประยูร ให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่านักกิจกรรมที่ถูกร้องจำนวน 3 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล มีการกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จากการปราศรัยหรือไม่ และขอให้กลุ่มผู้ถูกร้องเลิกการกระทำดังกล่าวด้วย

ต่อมา วันที่ 10 พ.ย. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวโดยเห็นว่า การกระทำของทั้ง 3 คน เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และสั่งให้อานนท์, ภาณุพงศ์ และปนัสยา รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสอง

ถึงแม้ว่าในแถลงการณ์ปิดคดีนี้ของทั้งสามคนจะระบุยืนยันว่าการชุมนุมและการปราศรัยตามที่ถูกร้อง ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อย่างใด แต่กิจกรรมและข้อเสนอต่าง ๆ มุ่งหมายที่จะธำรงและรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เข้มแข็งขึ้นก็ตาม

อีกทั้งยังพบว่าการอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าว เกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียกไต่สวนผู้ถูกร้องทั้ง 3 คน ทั้งที่ทนายความของผู้ถูกร้องได้ยื่นคำร้องขอให้มีการไต่สวนพยาน เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ถูกร้องทั้งสามหักล้างคำร้อง และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและครบถ้วน  ศาลรัฐธรรมนูญเพียงพิจารณาจากเอกสารคำร้อง คำคัดค้านคำร้อง และเอกสารที่ศาลเรียกจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้น คือ อัยการสูงสุด สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานข่าวกรอง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนมีคำสั่งยุติการไต่สวน โดยระบุว่าพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ และกำหนดวันนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยออกมา

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “การปฏิรูปฯ เท่ากับ การล้มล้างฯ”: เมื่อประชาชนต้องกลายเป็นผู้ก่ออาชญากรรมทางความคิด

ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน : Mob Data Thailand

X