เปิดแถลงการณ์ปิดคดีอานนท์-รุ้ง-ไมค์ ชี้ข้อเสนอ 10 ข้อ เพื่อรักษาระบอบปชต.อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ

ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่นายณฐพร โตประยูร ร้องขอให้วินิจฉัยว่าการชุมนุมและคำปราศรัยของอานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ในการชุมนุม  #เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตย หรือม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 และการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ และขอให้กลุ่มผู้ถูกร้องเลิกการกระทำดังกล่าว

ชวนอ่านคำแถลงการณ์ปิดคดีของฝ่ายผู้ถูกร้องทั้งสามคน ที่ยืนยันว่าการชุมนุมและการปราศรัยตามที่ถูกร้อง ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อย่างใด แต่กิจกรรมและข้อเสนอต่างๆ นั้น มุ่งหมายที่จะธำรงและรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เข้มแข็งขึ้นต่างหาก

.

—————————————————————————–

คำแถลงการณ์ปิดคดี

ข้อ 1. คดีนี้ ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ แต่เนื่องจากศาลมีคำสั่งไม่ดำเนินการไต่สวนซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่กระทบต่อสิทธิในการที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของผู้ถูกร้อง ผู้ถูกร้องขอยื่นคำแถลงปิดคดีประกอบในวันนัดฟังคำวินิจฉัยเพื่อสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังต่อไปนี้

ผู้ถูกร้องขอเรียนว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 49 โดยเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ไม่ให้ได้รับอันตรายจากบุคคลที่ใช้สิทธิเสรีภาพไปในทิศทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบดังกล่าว โดยสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และปรากฏตัวในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ 2 ประการ คือ

ประการแรก เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชนแต่เพียงองค์กรเดียว โดยในระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ การใช้อำนาจรัฐต่างๆ ต้องมีเชื่อมโยงกับประชาชน ตั้งแต่ในระดับรัฐธรรมนูญ ประมุขของรัฐ องค์กรของรัฐที่ใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ล้วนแล้วแต่เมื่อสืบย้อนกลับไปเกี่ยวกับที่มาและแหล่งของอำนาจจะต้องเกาะเกี่ยวกับการให้ความยินยอมของประชาชน ผ่านการออกเสียงประชามติ การเลือกตั้ง การแต่งตั้งโดยผู้แทนประชาชน หรือใช้อำนาจภายใต้กรอบของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยตัวแทนของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจในระบอบดังกล่าวเป็นไปโดยชอบธรรมและมีรากฐานมาจากเจตจำนงของประชาชน ซึ่งหลักการเหล่านี้ปรากฏในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ

และประการที่สอง เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีรูปของรัฐเป็นราชอาณาจักร กล่าวคือมีประมุขของรัฐเป็นพระมหากษัตริย์ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งโดยรับสืบทอดทางสายโลหิต โดยสถานะของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน มีความแตกต่างจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) หรือการปกครองในระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ (Limited Monarchy) ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ ใช้พระราชอำนาจที่เกี่ยวกับภารกิจต่างๆ ของรัฐได้โดยพระองค์เอง และมีอำนาจเหนือกว่าองค์กรที่เป็นตัวแทนของประชาชน แต่สถานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจะต้องตั้งอยู่บนหลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ (The king can do no wrong) ที่ให้พระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของรัฐ แต่มิใช่เจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ โดยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มีในทางพิธีการเท่านั้น เนื่องจากการใช้พระราชอำนาจใดๆ ในนามของพระมหากษัตริย์จะต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและยินยอมของสถาบันการเมืองที่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน อย่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ซึ่งจะมีความรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์ต่อไป ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยและหลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ (The king can do no wrong) จึงทำให้พระมหากษัตริย์ดำรงสถานะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติและเป็นกลางทางการเมือง โดยหลักการเช่นนี้ได้ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562

โดยรูปแบบและการกระทำที่จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ ตัวอย่างเช่น การใช้สิทธิเสรีภาพโดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศจากไปประชาชนไปเป็นขององค์กรอื่น การใช้สิทธิเสรีภาพรณรงค์ให้เปลี่ยนระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีประมุขแบบอื่น หรือการใช้สิทธิเสรีภาพโดยวัตถุประสงค์เพื่อทำให้การเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติไม่สามารถดำเนินการได้ เป็นต้น

ด้วยข้อกฎหมายเช่นนี้ เมื่อพิเคราะห์กับการกระทำของผู้ถูกร้อง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องได้ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 34 คุ้มครองไว้ ไม่ได้เผยแพร่ถ้อยคำปราศรัยหรือข้อความคิดใดต่อสาธารณะในลักษณะที่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศจากประชาชนไปเป็นบุคคลอื่น หรือเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงประมุขของรัฐจากพระมหากษัตริย์ไปเป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้ง 10 ประการ ผู้ถูกร้องได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายที่ธำรงไว้ซึ่งพระมหากษัตริย์และรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ให้เข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจ ให้สอดคล้องกับหลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ (The king can do no wrong) ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ข้อเสนอข้อ 1. การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวหาฟ้องร้องพระมหากษัตริย์มิได้ แล้วเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของพระมหากษัตริย์ได้ ขอเสนอดังกล่าวไม่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและหลักพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ เนื่องจากการกระทำของพระมหากษัตริย์ หากกระทำไปภายใต้คำแนะนำและยินยอมของผู้รับสนองพระราชโองการ ในทางรัฐธรรมนูญก็ไม่มีบุคคลใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้ แต่หากพระมหากษัตริย์กระทำผิดในทางส่วนตัว ก็ให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน พิจารณาจัดการตามรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ซึ่งหลักการเช่นนี้ได้ปรากฏมาแล้วในปฐมรัฐธรรมนูญของประเทศไทย อย่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475 และสภาผู้แทนราษฎรก็เคยวินิจฉัยความหมายของสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ไปในทำนองด้วยกันนี้ด้วย ปรากฎตามรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญ สมัยที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน 2576

ข้อเสนอข้อ 2. การเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นไปเพื่อส่งเสริมให้เสรีภาพในการแสดงความคิดและการแสดงออก ซึ่งเป็นเสรีภาพที่จำเป็นที่สุดในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ขยายวงกว้างออกไป เพื่อให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ สามารถวิพากษ์วิจารณ์องค์กรรัฐทุกองค์กรที่ใช้อำนาจของประชาชนได้

ข้อเสนอข้อ 3. การเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และให้มีการแบ่งแยกระหว่างทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลังและทรัพย์ส่วนพระองค์ที่เป็นส่วนตัวของพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐ อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรของรัฐที่มีความเชื่อมกับประชาชนและรับผิดชอบทางการเมือง รวมถึงการถูกฟ้องคดีตามกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์ตามหลักการบริหารทรัพย์สินของรัฐสมัยใหม่

ข้อเสนอข้อ 4. การเสนอให้ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อให้ต้องการให้พระมหากษัตริย์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนในทุกสถานการณ์อันจะเป็นการเชิดชูสถานะการเป็นศูนย์รวมจิตใจของพระมหากษัตริย์ให้สูงเด่นยิ่งขึ้น

ข้อเสนอข้อ 5. การเสนอยกเลิกส่วนราชการในพระองค์และหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่มีความจำเป็น เช่น องคมนตรี ก็เป็นเพียงขอเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนการจัดระเบียบหน่วยงานของรัฐเท่านั้น

ข้อเสนอข้อ 6. การเสนอให้ยกเลิกการบริจาคและการรับบริจาคโดยสมเด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมดนั้น เป็นไปเพื่อความปรารถนาดีต่อพระมหากษัตริย์ เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดแอบอ้างหาผลประโยชน์ในการรับบริจาคเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเป็นการป้องกันการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์มิชอบ

ข้อเสนอข้อ 7. การเสนอยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะของพระมหากษัตริย์ ก็เป็นข้อเสนอที่ต้องการส่งเสริมให้พระมหากษัตริย์ดำรงสถานะเป็นศูนย์รวมของคนในชาติและเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ที่จะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ในทางสาธารณะได้

ข้อเสนอข้อ 8. เรื่องการยกเลิกประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงาม ก็มิใช่ข้อเสนอที่มุ่งหมายที่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงประมุขของรัฐจากพระมหากษัตริย์เป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด โดยข้อเสนอดังกล่าวที่มุ่งความปรารถนาดี ที่มิต้องการให้บุคคลใช้พระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกต่อไป

ข้อเสนอข้อ 9. การเสนอให้สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับพระมหากษัตริย์ ก็เป็นไปด้วยความปรารถนาดีที่ต้องการสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กับสังคมไทย และปกป้องพระมหากษัตริย์จากมลทินมัวหมองต่างๆ

ข้อเสนอข้อ 10. การเสนอให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหาร ก็เป็นข้อเสนอที่มีความมุ่งหมายในการธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและรักษาสถานะที่เป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์

.

ข้อ 2. ด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมายข้างต้น ผู้ถูกร้องจึงขอเรียนว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้ง 10 ประการ มิได้เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อย่างใด แต่กลับกันการกระทำของผู้ถูกร้องและข้อเสนอทั้งหมด ต่างจะช่วยส่งเสริมให้สถานะของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงด้วย

ผู้ถูกร้องจึงขอให้ศาลวินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องด้วย

.

——————————————————–

.

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

10 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย อานนท์-ไมค์-รุ้ง ปราศรัยล้มล้างการปกครองหรือไม่ โดยไม่นัดไต่สวนทั้งสามคนก่อน

เปิดคำร้อง “ณฐพร โตประยูร” คดีร้องศาล รธน. ‘อานนท์-รุ้ง-ไมค์’ ใช้ ‘สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ’ หรือไม่

เปิดคำแก้ข้อกล่าวหาคดีศาล รธน. การปราศรัย “อานนท์-รุ้ง-ไมค์” ไม่ได้ล้มล้างการปกครองฯ ข้อกล่าวหาผู้ร้องคลุมเคลือเลื่อนลอย ยกความเห็น/ความรู้สึกข้างเดียว

.

More from my site

X