สั่งฟ้องประชาชน 7 ราย ชุมนุมทะลุแก๊ซ #ม็อบ6ตุลา64 บริเวณแยกดินแดง ข้อหามั่วสุมชุมนุม-ต่อสู้ขัดขวาง ไม่ฟ้องข้อหา ‘ซ่องโจร’

วานนี้ (24 ก.ค. 2568) ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของ ‘พิพัฒน์ และพวกรวม 7 คน’ ในข้อหาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215, 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากเหตุชุมนุมม็อบทะลุแก๊ซ หรือ #ม็อบ6ตุลา64 บริเวณแยกดินแดง หลังถูกกล่าวหาจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน โดยมีกรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ

สำหรับจำเลยที่ถูกสั่งฟ้องในคดีนี้ ได้แก่ พิพัฒน์, ณรงค์ศักดิ์ บัวหนอง, วัฒนา, ศิริพงศ์, สุธนัย, แสงชัย และวัชชรัตน์ ภายหลังศาลรับฟ้อง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพิจารณาคดี

.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2564 ที่แยกดินแดง ผู้ชุมนุมอิสระ “ทะลุแก๊ซ” รวมตัวชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พบว่ามีการปาประทัดยักษ์ จุดไฟเผายางที่บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ก่อนที่จะออกจากพื้นที่เมื่อทราบข่าวตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุม 

ต่อมาในช่วงเวลาดึก ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2564 ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าสลายการชุมนุมบริเวณแฟลตดินแดง ล้อมจากทางฝั่งประชาสงเคราะห์ ถนนมิตรไมตรีและแยกดินแดง มีการกันผู้สื่อข่าวไม่ให้เข้าไปในซอยต้นโพธิ์ ระบุเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ในระหว่างนั้นมีการจับกุมผู้ชุมนุมเรื่อย ๆ อีกทั้งมีรายงานว่ามีตำรวจควบคุมฝูงชนถูกยิงทะลุหมวกกันน็อคเข้าที่ขมับซ้ายบริเวณซอยจตุรทิศ 2 แยก 23 เป็นผลให้ตำรวจใช้วิธีการปิดล้อมพื้นที่แฟลตดินแดงตลอดคืนและปูพรมหาตัวผู้ยิง

พบว่ามีผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีในช่วง 2 วันดังกล่าว จำนวนอย่างน้อย 68 คน โดยจำนวน 31 คน ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว ซี่งศาลลงโทษปรับ ทำให้คดีสิ้นสุดไปแล้ว หรือบางคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่าเข้าร่วมชุมนุม

ต่อมาในช่วงระหว่างวันที่ 21-22 ต.ค. 2564 ตำรวจยังมีการจับกุมประชาชนจำนวน 11 คน จากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติมอีก มีทั้งกรณีที่มีหมายจับและไม่มีหมายจับ ได้แก่ “ป๋าเจมส์” (นามสมมติ), พิพัฒน์ (สงวนนามสกุล), ณรงค์ศักดิ์ บัวหนอง, อนันต์ (สงวนนามสกุล), ศิริพงศ์ (สงวนนามสกุล), วัฒนา (สงวนนามสกุล), สุธนัย (สงวนนามสกุล), แสงชัย (สงวนนามสกุล) ถูกจับตามหมายจับศาลอาญา  ส่วน วัชชรัตน์ (สงวนนามสกุล) และวันชัย (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมมาโดยไม่มีหมายจับ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นเยาวชน คือ ธีรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 17 ปีขณะเกิดเหตุ ถูกจับกุมในข้อหาเดียวกันตามหมายจับของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

ตำรวจ สน.ดินแดง ได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 11 คน ใน 4 ข้อหา ได้แก่ “เป็นซ่องโจร” ตาม ป.อาญา มาตรา 210, มาตรา 138, 140, 215 วรรคสอง และฝ่าฝืนเคอร์ฟิวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  

ในชั้นสอบสวน ทั้ง 10 คน ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ยกเว้นวัชชรัตน์ที่ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ต่อมาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ตำรวจยังมีการเรียกไปแจ้งข้อหาตามมาตรา 216 เพิ่มเติมด้วย

ในส่วนของเยาวชน 1 คน ถูกแยกสำนวนไปเป็นอีกคดีหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในชั้นอัยการ และส่วนของผู้ใหญ่ที่สั่งฟ้องต่อศาลอาญามีจำนวน 10 คน แต่ในการสั่งฟ้องครั้งนี้มีการแยกฟ้อง 7 คนก่อน ซึ่งได้แก่ พิพัฒน์, ณรงค์ศักดิ์, วัฒนา, ศิริพงศ์, สุธนัย, แสงชัย และวัชชรัตน์  โดยอีกสามคนจะถูกฟ้องในภายหลัง

.

กิตติศักดิ์ วงศ์สวัสดิ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้เรียงฟ้องคดีนี้ โดยคำฟ้องระบุโดยสรุปว่า ระหว่างวันที่ 6 ต.ค. 2564 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 7 ต.ค. 2564 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยได้ออกจากเคหสถานไปยังบริเวณถนนมิตรไมตรีต่อเนื่องตนถึงถนนดินแดง ใต้ทางด่วนดินแดง ซึ่งเป็นการออกนอกเคหสถานในเวลาห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

จำเลยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 20-60 คน ได้ชุมนุมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยกระจายตัวกันตามตรอกซอยบริเวณถนนมิตรไมตรี ต่อเนื่องไปถึงถนนดินแดง ใต้ทางด่วนดินแดง แล้วปิดกั้นการจราจรที่ประชาชนใช้สัญจร จนทำให้ไม่สามารถใช้ถนนรอบแยกดินแดงได้ มีการเผาขยะบริเวณแยกดินแดง มีการจุปะทัดดังขึ้นเป็นระยะ มีการซักซ้อม หมอบ ลุก ดันพื้น เตรียมพร้อม จัดผู้คนไปเฝ้าระวังจุดต่าง ๆ เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในพื้นที่ตำรวจเข้ามาในพื้นที่ 

และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนมาถึง กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวได้มีการจุดประทัดยั่วยุ อันเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเป็นการก่อให้เกิดความไม่สงบ สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน

จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมฝูงชนได้สั่งการให้จำเลยยุติการชุมนุม แต่จำเลยซึ่งรับทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าว ยังคงขัดขืนไม่เลิกการกระทำดังกล่าว

จากนั้นจำเลยได้บังอาจมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมฝูงชนด้วยการขว้างปาก้อนหิน ขวด ยิงหนังสติ๊กลูกแก้ว ลูกเหล็ก ยิงพลุ ประทัด ใช้ระเบิดปิงปอง ระเบิดที่ประกอบเอง ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน อันเป็นการร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ โดยมีหรือใช้อาวุธ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมฝูงชนถูกยิงเข้าใส่ถูกศีรษะได้รับบาดเจ็บ

อัยการสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนใน 4 ข้อหา โดยไม่ได้สั่งฟ้องข้อหา “ซ่องโจร”  ดังต่อไปนี้ 

  1. ร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ ตาม ป.อาญา มาตรา 215 วรรคสอง
  2. ไม่เลิกมั่วสุมเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิก ตาม ป.อาญา มาตรา 216
  3. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตาม ป.อาญา มาตรา 138 วรรคสอง และ 140
  4. ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00-04.00 ของวันรุ่งขึ้น โดยไม่มีความจำเป็น

โจทก์ได้ระบุตอนท้ายคำฟ้องว่า หากจำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

.

ภายหลังศาลมีคำสั่งรับฟ้อง ต่อมาในเวลา 17.03 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้ง 7 คน โดยให้วางเงินคนละ 15,000 บาท ยกเว้นณรงค์ศักดิ์และวัชชรัตน์ที่มีคดีอื่นอยู่ด้วย จึงให้วางเงินคนละ 30,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และกำหนดเงื่อนไขว่าห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นอุปสรรคในการพิจารณาหรือก่อความเสียหายในการดำเนินคดีของศาล

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จับประชาชน- เยาวชน 11 ราย #ม็อบ6ตุลา ก่อน 4 ราย ไม่ได้ประกัน ถูกโยงเหตุยิง คฝ. 3 อีกรายเคยผิดเงื่อนไขประกัน

จับกุม-รุมทำร้าย บุกค้นยามดึก ภาพจำรุนแรง หลัง คฝ. ทำร้ายปชช. ปิดกั้นสื่อ จับเด็ก 10-13 ปี

X