คดีมาตรา 110 เป็นประเด็นเล็กระหว่างการอภิปรายวาระแรกของร่างกฎหมายที่มีหลักการเรื่องการนิรโทษกรรมของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากเวลาในการนำเสนอมีจำกัด
น้ำหนักในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรตกไปอยู่กับคดีมาตรา 112 มากกว่า แม้จะมีผู้อภิปรายจากบางพรรคการเมือง ระบุถึงการคัดค้านไม่ให้รวมข้อหาทั้งสองนี้ในการนิรโทษกรรมทางการเมือง แต่ความจริงแล้วคดีมาตรา 110 เป็นตัวอย่างที่ดีในเชิงหลักการที่ควรนำมาถกเถียงกันเรื่องนิรโทษกรรม
คดีมาตรา 110 คือ คดีประทุษร้ายพระราชินี ถือเป็นคดีร้ายแรง
คดีมาตรา 110 ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี
“ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
“ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
“ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี”
หากพิจารณาเพียงฐานความผิด ต้องถือว่าเป็นฐานความผิดที่มีโทษหนักมาก เพราะเป็นการกระทำต่อเสรีภาพหรือร่างกายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำซึ่งสูงถึงสิบหกปี โทษขั้นสูงประหารชีวิต
โทษของการพยายามกระทำความผิดยังเท่ากับกระทำความผิดสำเร็จแล้ว (คดีอาญาโดยปกติ การพยายามกระทำความผิด กำหนดโทษเบากว่าคือสองในสาม) และโทษของการตระเตรียมการสูงถึงสิบสองปี แม้จะเทียบในหมวดความผิดต่อพระมหากษัตริย์หมวดเดียวกันมาตรา 112 มีโทษจำคุกอย่างสูงสิบห้าปี ก็ยังถือว่าเป็นฐานความผิดที่มีโทษรุนแรง
กลุ่มราษฎรประกาศชุมนุม ก่อนจะทราบว่ามีขบวนเสด็จภายหลัง โดยไม่ทราบเส้นทาง
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดูเหมือนไม่เคยปรากฏคดีข้อหามาตรา 110 มาก่อน จนกระทั่งปรากฏในห้วงปี 2563 ซึ่งเป็นที่มาของคดีที่ถูกเรียกว่า “คดีขัดขวางขบวนเสด็จ” ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด 5 คน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่อัยการยังคงอุทธรณ์คดีต่อ
ที่มาที่ไปของคดีนี้ กลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้ประกาศการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนระบุว่าจะเคลื่อนขบวนไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล
ต่อมาในวันที่ 9 ต.ค. 2563 ได้มีหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พร้อมด้วยเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ โดยในหมายดังกล่าวระบุเพียงวัดที่เป็นเป้าหมายการเดินทาง แต่ในหมายกำหนดการไม่ได้ระบุเส้นทาง แม้พยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามเบิกความในคดีว่า เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าจะผ่านเส้นทางไหนบ้าง แต่จุดหลักที่มีคนมารอรับเสด็จก็เป็นถนนราชดำเนินนอก แม้กระทั่งพยานโจทก์ที่บุคคลที่มีความจงรักภักดีต้องการมารับเสด็จในวันดังกล่าวก็ไม่มีพยานคนใดทราบมาก่อนว่าขบวนเสด็จจะผ่านถนนพิษณุโลก เพียงแต่เดินตามตำรวจมาบ้าง กำลังเดินทางกลับมาบ้าง หรือเพื่อนโทรตามให้มาที่จุดดังกล่าวบ้าง จึงไม่ใช่ความจงใจของผู้จัดการชุมนุมและผู้ชุมนุมที่จะกั้นขวางขบวนเสด็จ
ขณะเกิดเหตุประชาชนบางส่วนมารอที่ทำเนียบรัฐบาล ในขณะผู้ชุมนุมขบวนใหญ่ที่เคลื่อนขบวนมาพร้อมแกนนำยังมาไม่ถึง
ในวันเกิดเหตุ วันที่ 14 ต.ค. 2563 แกนนำพร้อมผู้ชุมนุมขบวนใหญ่ออกเดินทางจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาทางถนนนครสวรรค์ และยังถูกเจ้าหน้าที่สกัดอยู่ที่แยกนางเลิ้ง แต่มีประชาชนและผู้ชุมนุมบางส่วนไม่ได้มาพร้อมขบวนใหญ่และเดินลัดเลาะมารอยังทำเนียบรัฐบาล บนถนนพิษณุโลกประมาณ 50-100 คน
แต่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อมีการนำรถตู้ของกองร้อยควบคุมฝูงชนมาจอดรถกั้นขวางถนนพิษณุโลก บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ต่อมามีการตั้งแนวเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนหลายร้อยนายคล้องแขนเรียงหน้ากระดานและแถวตอนลึกขวางถนนพิษณุโลก
ในขณะที่ประชาชนและผู้ชุมนุมอยู่ระหว่างแถวของเจ้าหน้าที่และรถตู้ควบคุมฝูงชน ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเข้าใจว่าจะมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม เป็นเหตุผลทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่และขวางไม่ให้แนวของเจ้าหน้าที่บีบเข้ามา
ในขณะที่รถนำขบวนมาทางด้านหลังแนวควบคุมฝูงชน รถนำขบวนที่ขับเคลื่อนออกมาก่อนเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กี่คัน และประกาศขอทางโดยระบุเพียง “ขอทางให้ขบวนหน่อยครับ” โดยไม่ได้ระบุว่าขบวนดังกล่าวเป็นขบวนเสด็จ และใครเสด็จ ทำให้ผู้ชุมนุมที่ยังผลักดันกันอยู่กับเจ้าหน้าที่ในระดับสายตามองไม่เห็นขบวนด้านหลัง
จนกระทั่งมีการผลักดันผู้ชุมนุมที่เดินถอยหลังขึ้นสะพานมากขึ้น ผู้ชุมนุมที่เห็นว่าเป็นขบวนเสด็จจึงถอยออกมายืนด้านข้าง และผู้ชุมนุมบางส่วนชูสัญลักษณ์สามนิ้ว
รวมระยะเวลาผลักดันกันระหว่างผู้ชุมนุมและแนวควบคุมฝูงชนประมาณห้านาที ขบวนเสด็จก็สามารถผ่านไปได้โดยไม่มีใครขัดขวาง ไม่มีบุคคลหรือสิ่งของเข้าไปถึงรถยนต์พระที่นั่งเลย สมเด็จพระราชินียังส่งยิ้มให้ในขณะที่ขบวนเสด็จผ่าน จากปากคำของพยานโจทก์ (อ่านบันทึกการสืบพยานคดีนี้)
คดี ม.110 ศาลยกฟ้อง เหตุผู้ชุมนุมไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จและไม่ได้ขัดขวาง
วันที่ 28 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยสรุปความว่า เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งสองฝ่าย ขณะที่ขบวนเสด็จเดินทางไปวัด ไม่มีการประกาศเส้นทาง ก่อนขบวนเสด็จมาถึงตำรวจยังจัดการไม่เรียบร้อย มีรถบัส 4 คัน รถตู้ควบคุมฝูงชน 12 คัน ไม่มีสัญลักษณ์สื่อว่าเป็นเส้นทางเสด็จ และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ามีการประกาศเส้นทาง ประกอบกับเมื่อพิจารณาภาพถ่ายของพยานโจทก์ที่ถ่ายจากมุมในแนวระนาบก็ไม่สามารถมองข้ามแนว คฝ. เห็นขบวนเสด็จด้านหลังได้ พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ
ศาลเห็นว่า เหตุการณ์ข้างต้นนั้นเกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน การรับรู้ของผู้อยู่ในเหตุการณ์แต่ละคนไม่เท่ากัน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ คฝ. ในแถวที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็เพิ่งทราบว่าจะมีขบวนเสด็จเคลื่อนผ่าน เมื่อขบวนเสด็จใกล้ถึงจุดเกิดเหตุแล้ว ทั้งยังไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดด้วย
เมื่อผู้ชุมนุมทราบแล้วว่าขบวนรถดังกล่าวเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ก็ได้ล่าถอยไป จากนั้นสถานการณ์จึงได้คลี่คลายในเวลาต่อมา ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งห้าไม่มีความผิดทุกข้อหาและยกฟ้องโจทก์
อัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา และยังอยู่ระหว่างรอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์
.
ทำไมต้องนิรโทษกรรมคดีประทุษร้ายพระราชินี
คดีมาตรา 110 เป็นคดีตัวอย่างที่ดีที่จะเห็นว่าการนิรโทษกรรมจะพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ว่าฐานความผิดใดร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพิจารณาเกณฑ์อื่น ๆ ด้วย เมื่อพิจารณาว่าคดีนี้เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการเตรียมเส้นทางขบวนเสด็จ ไม่สื่อสารกับผู้ชุมนุมซึ่งอยู่ในเส้นทางอย่างตรงไปตรงมา เหตุยังเกิดในระหว่างการชุมนุมทางการเมือง และหนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่มราษฎรคือ “การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” จึงไม่อาจกล่าวได้เลยว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง
และยิ่งเมื่อพิจารณาต่อมาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในเวลาดังกล่าวประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 15 ต.ค. 2563 ถัดจากเหตุในคดีนี้ไม่กี่ชั่วโมง เพื่อใช้จัดการกับผู้ชุมนุมในช่วงดังกล่าวโดยเฉพาะ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นการเมืองของสถานการณ์ดังกล่าว
ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ ยังมีสถานะเป็นบุคคลที่เคยร่วมชุมนุมของกลุ่ม กปสส. และเคยแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 ในหลายคดี ได้แก่ ในคดีของ “แม่จ่านิว”, คดีของสมบัติ ทองย้อย มีความเห็นแตกต่างจากผู้ชุมนุมคณะราษฎร 2563
หากการนิรโทษกรรมในปี พ.ศ. 2568 นี้ ตั้งอยู่บทฐานที่ว่า นิรโทษกรรมคดีการเมือง หรือนิรโทษกรรมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่รวมคดีดังกล่าวเข้าไปด้วย แม้คดีดังกล่าวจะมีเพียง 1 คดี มีจำเลย 5 คน และศาลอาญายกฟ้องแล้ว แต่คดีดังกล่าวก็ยังไม่ถึงที่สุด
ไม่มีเหตุผลใดจะยกเว้นการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 110 เว้นแต่เป็นเหตุผลเดียวกับความพยายามไม่นิรโทษกรรมโดยรวมคดี 112 เพราะเป็นความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ทางเลือกดังกล่าวของสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะทำให้ความขัดแย้งของสังคมไทยในประเด็นที่สำคัญที่สุด ยังคงดำรงอยู่ต่อไป
