3 ปีในเรือนจำของ “แม็กกี้” ที่อยากเล่าให้ทุกคนที่อยู่ข้างนอกฟัง

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “แม็กกี้” ผู้ต้องขังผู้มีความหลากหลายทางเพศ วัย 29 ปี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการถูกคุมขังภายใต้มาตรา 112 นับตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2566 เป็นต้นมา เธอยังมีโทษจำคุกเต็ม ๆ อยู่อีกถึง 22 ปี

ในวันครบรอบ 3 ปีที่ผ่านมา แม็กกี้ให้มุมมองถึงความรู้สึกหนักอึ้ง และเจ็บชาหลังฟังคำพิพากษาที่ลงทัณฑ์เธอถึง 25 ปี  การก้าวขาและเปลือยเปล่าเนื้อตัวในวันแรกที่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ การถูกจับจ้องเพราะเพียงภาพลักษณ์ที่ใคร ๆ ดูก็รู้ว่าเธอเป็นกะเทย ความเศร้าอาลัยที่ส่งผ่านถึงพ่อที่จากไป ได้แค่เพียงหน้าจอโทรศัพท์

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงเรือนจำจากผลของมาตรา 112 แม็กกี้ในวันนี้ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวและรับมือกับความพลัดพราก เธอเติบโตขึ้นโดยพยายามเข้มแข็ง ทั้งยังใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุด กำลังใจจากมวลชนที่ผลัดเปลี่ยนเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ คือพลังสำคัญที่ทำให้เธอยังคงตระหนักถึงการยืนหยัดสู้เพื่อสิทธิของตนเอง

.

วันนี้แม็กกี้ทาลิปสีชมพูพีชสวย เธอยิ้มทักทายแล้วบอกว่าเป็นสีลิปที่เข้ามาใหม่ เธอชอบมาก แต่ข้างในอากาศก็ร้อน แต่งหน้าออกมาแป๊บเดียวเหงื่อก็ออกเครื่องสำอางก็เลอะเทอะไปหมด

เมื่อถามถึงสุขภาพโดยรวม แม็กกี้บอกว่าสบายดี แต่เรื่องตรวจเลือดและการรับยาฮอร์โมนตอนนี้ล่าช้ามาก เธอไม่ได้รับยามาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว และตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. จนถึงวันนี้ (22 ต.ค.) ยังไม่ได้ออกไปตรวจเลือดเลย กะเทยข้างในแดนเดียวกันเดือดร้อนไปหมด และทำให้หงุดหงิดมาก

วันนี้เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีที่แม็กกี้อยู่ข้างใน เธอเอามือทาบอกตัวเอง บอกว่ารู้สึกเหมือนนางงามกำลังจะถูกถามคำถามเลย

.


สิ่งที่จำได้ไม่ลืมคือตอนเข้ามาในเรือนจำครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2566 เดินทางถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดนเจ้าหน้าที่สั่งให้แก้ผ้าและก็แหกตูด ในบริเวณนั้น มีนักโทษคนอื่น ๆ อยู่ด้วย พอเหมือนเขารู้ว่าเราเป็นกะเทย ก็พากันมาชำเลืองดูเรา เหมือนอยากจะรู้ว่าเราเป็นยังไง ตอนนั้นเป็นความรู้สึกอับอายมากที่สุดในชีวิตแล้ว จำได้ไม่ลืมเลย 

แล้วพอเข้ามา ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะอยู่ยังไง ญาติก็ไม่มี ไม่มีใครเลยที่รู้จักหนู  แต่โชคดีที่มีเพื่อนนักโทษด้วยกันบอกว่าหนูโดนคดีการเมือง ก็เข้ามาพูดคุย  หนูเข้าไปช่วงแรกถูกกักตัวอยู่ 14 วัน  พอลงจากกักตัวก็มีทนายเข้ามาเยี่ยม  ตอนนั้นดีใจมากไม่คิดว่าเราจะมีทนาย  ไม่คิดเลยว่าเราจะมีคนเยี่ยม  

ส่วนเรื่องที่คิดในหัว หนูไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้า คิดแค่ใช้ชีวิตให้วันนี้ผ่านไปได้ก็พอแล้ว ยิ่งตอนที่รู้คำพิพากษา ตอนนั้นหนูหูดับไปตั้งแต่ที่เขาตัดสินโทษ 50 ปี และลดลงเหลือ 25 ปี  มันอธิบายความรู้สึกไม่ถูกเลย ไม่ได้ร้องไห้นะ ไม่ได้โวยวาย แต่มันอึ้ง มันชาไปหมด 

ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป แต่พออยู่ข้างในมันมีคนอื่น ๆ ที่เข้ามาพูดคุย มันก็ทำให้เราได้ผ่อนคลาย ตอนนั้นหนูเลยโฟกัสแค่ความสุขปัจจุบัน เพราะสำหรับนักโทษที่คดียาวแบบหนู ยิ่งคิดถึงอนาคต มันยิ่งไม่มีทางออก หนูเลยพยายามอยู่กับปัจจุบัน มีความสุขกับปัจจุบันให้มากที่สุด ทำไปทำมาก็ปรากฏว่าเวลามันก็ผ่านไป เรื่องราวผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป

.

ตอนที่รับยารักษาอาการจิตเวช รู้สึกตกใจว่านี่ตัวเราอาการหนักถึงต้องกินยาเลยหรือ แล้วจะได้หยุดยาไหม หรือต้องกินตลอดไป พอกินยาอาการมันดีขึ้น ยิ่งทำให้กังวลว่าต่อไปเราจะกลายเป็นคนที่ติดยาจิตเวชเลยหรือเปล่า แล้วตอนที่ใกล้จะหยุดยาร่างกายเราง่วงมาก ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ต้อง ตอนนี้อาการก็ปกติแล้ว

ตอนนี้ เรารู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น การพลัดพรากในครั้งนี้ สอนให้เราเตรียมใจไว้บางเรื่อง เทียบกับเมื่อสามปีก่อน คิดว่าเราอยู่ได้  

ส่วนเรื่องอารมณ์เรารู้สึกเฉย ๆ มากขึ้น แต่คำว่าเฉยไม่ได้หมายความว่าเราจะยอมเหมือนตอนแรกที่เราเข้ามา ถ้าใครเข้ามาหาเรื่องเราก็พร้อมที่จะสู้เพื่อสิทธิของเรา แต่ก่อนเราไม่อยากมีปัญหากับใคร เราก็ยอม แต่พออยู่นานขึ้นเหมือนทุกคนรู้ว่าเรามีทนายมาเยี่ยมเรื่อย ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามายุ่งกับเรา 

ส่วนตัวเราเองก็รู้สึกปลอดภัยเพราะเรารู้ว่ามีคนข้างนอกที่ติดตามเรื่องราวของเรา มีป้าสาคร (มวลชน) เข้ามาเยี่ยมด้วย การอยู่ในนี้ทำให้เราดูแลตัวเองมากขึ้น ดูแลมากกว่าตอนที่อยู่ข้างนอกเสียอีก อาจเพราะเวลาข้างในมันเยอะกว่าข้างนอกมั้ง (หัวเราะ)

มันไม่มีอย่างอื่นให้ทำ เราเลยมีเวลาสังเกตตัวเองมากขึ้น ออกกำลังกาย พวกลุกนั่งหรือกายบริหาร และเรื่องอาหารที่เราควบคุมมาก ๆ ซึ่งอยู่ในนี้ก็ทำให้ควบคุมอาหารได้เพราะอาหารมีเมนูจำกัดแม้จะมีเมนูใหม่ ๆ เข้ามา แต่ก็ไม่สามารถที่จะสรรหากินได้เหมือนตอนที่อยู่ข้างนอก

ตอนนี้ เรายังไม่ได้ออกไปตรวจเลือดเพื่อรับยาฮอร์โมน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราค่อนข้างหงุดหงิดเพราะรู้สึกได้ถึงสภาพอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เราหงุดหงิดมากขึ้น ขี้รำคาญมากขึ้น ฉุนเฉียว ทั้งที่ปกติไม่ค่อยเป็น หรือบางทีก็มีอารมณ์ล้น ๆ จากเดิมที่เป็นอยู่ 

ด้านร่างกายสังเกตได้ว่าผิวหน้ามันมากขึ้น ผิวไม่ค่อยเรียบเนียนแล้ว ขนขึ้นเร็ว เราได้พยายามฝากให้ อาสาสมัครเรือนจำ ไปตามกับพยาบาลแล้วว่าเมื่อไหร่จะให้ออกไปตรวจเลือด ซึ่งไม่รู้ว่าจะจัดการให้ได้มากน้อยแค่ไหน

.

เราจะตื่นประมาณตี 4 ครึ่ง หลังจากนั้นจะใช้เวลาพูดคุย กายบริหารเล็กน้อยก่อนไปอาบน้ำ และมานั่งตากพัดลม

ช่วงเวลาประมาณ 05.30 น. ในนี้จะมีการสวดมนต์ หนูก็สวดในใจ พอเวลา 06:15 น. เจ้าหน้าที่จะเปิดห้องขังให้ลงมาข้างล่าง หนูจะไปเปิดล็อกเกอร์เอากระเป๋า ผ้าปู จากนั้นหนูก็จะเอากระโจมอกมาสวม แล้วก็นั่งแต่งหน้า ทาครีม ใช้เวลาส่วนตัวในช่วงเช้า และจะพยายามไม่กินข้าวเช้า เพราะรู้สึกว่ามันเช้าเกินไป กระเพาะอาหารน่าจะยังไม่พร้อมทำงาน ยกเว้นจะหิวมาก ๆ ก็จะไปกินข้าวซัก 3-4 คำ

จากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาของการเข้าแถวนับยอด พอเข้าแถวเสร็จก็จะไปร้านค้าเพื่อกดกับข้าวมากินวันถัดไปด้วย จากนั้นก็หาที่นั่ง คุยกัน สิ่งที่พูดคุยเป็นเรื่องทั่วไป ละครที่ดู เรื่องอื่น ๆ ที่เห็น เราคุยไปเรื่อย

จากนั้นก็จะเป็นช่วงกินข้าวเที่ยง 10.00 น. บางทีก็กินกับข้าวหลวงเพราะบางวันกับข้าวก็หน้ากินอยู่ เช่น ข้าวต้มทรงเครื่อง ราดหน้า และก๋วยเตี๋ยว พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ แล้วจะกินข้าวเย็นกันช่วงเที่ยงหรือบ่าย แต่ส่วนใหญ่จะกินกับข้าวที่ซื้อเอง หรือว่าทำอาหารกินกันเอง

ถ้าเป็นช่วงที่ต้องออกไปเรียนที่กองงานศึกษา ก็จะออกไปประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้มีบ่อย ส่วนใหญ่จะเป็นการแจกใบงานให้ทำกันในกลุ่มผู้ต้องขัง

หนูเพิ่งสอบชั้นมัธยมปลายไปเมื่อเดือนหรือเกือบสองเดือนที่ผ่านมา และจะเริ่มเทอมใหม่ในวันที่ 5 พ.ย. 2569  จากที่สอบถามผู้ช่วยงาน เขาแจ้งว่าวุฒิ ม.6 ใช้เวลาเรียนประมาณ 3 ปี หนูเพิ่งเริ่มเรียน เมื่อปีนี้ก็อาจจะประมาณ 2 ปีได้แล้ว 

วิชาที่เรียนไม่ได้มีอะไรมากเป็นพวกเรียนภาษาไทย ภาษาด้านการสื่อสาร คนที่สอนบางทีก็เป็นคนจากข้างนอกเข้ามาสอน หรือเป็นผู้ต้องขังที่มีความรู้มาสอน เวลาสอบจะสอบบนห้องนอนที่เราใช้เป็นที่นอนกัน นั่งสอบกับพื้น ข้อสอบจะเป็นแบบให้ฝนด้วยดินสอ น้อยมากที่จะให้เป็นแบบกากบาท

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ใช้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวันได้ คือการแต่งหน้า เป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจได้มากที่สุด ตอนนี้ข้างในมีผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเป็นแป้งตลับรีฟิลของแบรนด์ชีเน่ (SHEENE) เนื้อแป้งเนียนมาก กะเทยข้างในนี้เห่อมาก พอทาออกมาแล้วหน้าออร่าเลย หนูก็ซื้อเก็บไว้ พอทาแล้วหนูส่องกระจกคุยกับตัวเองว่า “อุ๊ยทำไมใบหน้าฉันผ่องจัง” เวลาหนูเครียด หรือมีเรื่องหงุดหงิดหนูก็จะแต่งหน้า สิ่งนี้ทำให้หนูรู้สึกมีหวังกับตัวเองขึ้นมาได้

.

ครอบครัวจะมาเยี่ยมเฉพาะตอนเยี่ยมใกล้ชิดเท่านั้น ปกติจะไม่ได้มา แต่หนูก็เข้าใจได้เพราะทุกคนอยู่ต่างจังหวัดและแม่ก็คงเดินทางลำบากมาก สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดคืออาหาร หนูชอบกินอาหารอีสาน ซุปบักมี่ แกงหน่อไม้ และแกงเห็ด หนูคิดถึงช่วงเวลาที่ต้องไปเก็บเห็ดกับแม่บนภูเขา และหนูก็ชอบก้อยกะปอมมาก ๆ ที่สับ ๆ เนื้อกิ้งก่าแล้วใส่มะม่วงเปรี้ยว หอมอร่อยรสชาติไม่เหมือนที่ไหน 

หนูเล่าให้เพื่อนในเรือนจำฟัง ส่วนใหญ่แทบจะทุกคนเลยไม่เคยมีใครกิน หนูคิดถึงแจ่วบอง คิดถึงต้มกบอ้อมเขียด เมนูพวกนี้เป็นอาหารที่แม่จะทำให้กินประจำ คิดถึงกับข้าวที่บ้านมากที่สุดเลย

ส่วนพ่อ หนูรู้สึกคิดถึงพ่อมากนะ ยิ่งตอนท้ายของชีวิตพ่อ หนูไม่ได้พูดคุยหรือดูแลพ่อเลย มันยิ่งคิดถึงพ่อมาก ๆ หนูตั้งใจไว้ว่าหลังจากได้ออกไปหนูจะขยันมากขึ้น เพราะความขยันนี้เป็นสิ่งที่หนูเห็นในตัวพ่อมาตลอดชีวิตของหนู พ่อขยันทำมาหากิน ตื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ไปไถนา เสร็จก็จะเกี่ยวหญ้าเข้ามาให้วัวกิน พอเกี่ยวหญ้าให้วัวเสร็จ ก็ออกไปทำงานต่อ หรือไม่ก็ไปรับจ้างอื่น ๆ  ชีวิตวนเวียนอยู่แต่เรื่องทำงาน ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว นี่เป็นสิ่งที่หนูจะเอาแบบอย่างพ่อ

.

แน่นอนเราต้องรู้สึกผิดหวังและเสียใจมาก กับคดีที่เป็นคดีทางความคิดแท้ ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสได้รับการนิรโทษกรรม รู้สึกผิดหวังจนบางทีก็ไม่อยากพูดถึงด้วยซ้ำ ยิ่งเรามาอยู่ด้วยโทษยาวแบบนี้เรายิ่งรู้สึกเศร้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดีใจกับเพื่อนที่โดนคดีทางการเมืองแล้วได้นิรโทษกรรมนะ

เราดีใจกับคนที่ได้ออกจากที่นี่ ยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปลา “ใหญ่ พิชัย”  เพราะตื่นขึ้นมาอีกทีผู้ต้องขังด้วยกันก็บอกว่าใหญ่ออกไปแล้ว เรื่องความหวังเกี่ยวกับอภัยโทษ หนูก็หวังว่าสักวันจะมีวันของคดี ม.112 และอยากให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถขอพักโทษได้

หนูอยากออกไปกินหมูกระทะ ชานมไข่มุก หนูคิดว่าจะกลับไปทำงานเหมือนเดิมพวกงานตามโรงแรม งานเซลล์ขายของ หนูชอบงานที่ไม่ต้องอยู่นิ่ง ๆ  ชอบงานที่ได้เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ เพราะหนูเป็นคนขี้เบื่อง่าย อยากทำงานที่สนุก และถ้าเป็นไปได้ก็จะเรียนเสริมสวย เรียนเป็นช่างแต่งหน้า เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้ส่วนตัวเราชอบด้วย และเป็นงานที่จะอยู่ได้ยาวถ้ามีฝีมือจริง หนูอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข

.

ตอนได้รูปตัวเองที่ใส่ชุดรำในงานบุญบั้งไฟที่จังหวัดยโสธรมาดู ก็ดีใจมาก ไม่คิดว่ารูปเหล่านี้จะยังอยู่ หนูเอาให้เพื่อนผู้ต้องขังดูทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยและเหมือนผู้หญิงมาก หนูดีใจไปหลายวัน

จดหมายของทุกคน หนูยังได้รับตลอด บางทีก็มาในลักษณะเป็นโปสการ์ดที่ด้านหน้าเป็นรูปทนายอานนท์ หรือการ์ตูนผู้ต้องขังคนอื่น ๆ แล้วด้านหลังก็มีเขียนให้กำลังใจหนู  บางคนไม่เขียน แต่ก็วาดภาพมาให้เป็นรูปท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ซึ่งหนูได้ตลอด 

ช่วงแรก ๆ ที่ได้มา คนในเรือนจำก็สงสัยว่าใครส่งให้ตลอด หนูก็อธิบายให้ฟังว่า พอหนูโดนคดีแบบนี้ แล้วก็มีคนข้างนอกที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่งกำลังใจมาให้ หนูรู้สึกดีใจมากที่มีจดหมายเข้ามาเรื่อย ๆ  แม้หนูจะไม่เคยได้ตอบออกไป หนูก็ดีใจที่ยังมีคนไม่ลืมหนู มันทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการอยู่ในนี้ว่ายังมีคนสนใจเรา เราไม่ได้ถูกลืมแม้จะเข้ามาอยู่ในนี้แล้วถึง 3 ปี ซึ่งมันถือว่านานมาก

ขอบคุณทุกคนที่เขียนจดหมายผ่านองค์กรต่าง ๆ มาให้ ดีใจมากที่ทุกคนไม่ลืม คอยถามไถ่เรื่องราวกันเสมอ ให้กำลังใจ และให้เราอยู่สู้ต่อไป มันรู้สึกดีมากที่มีคนคอยเชียร์ให้เรากลับสู่อิสรภาพนอกกำแพง เราไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว

อยากฝากถึงผู้ต้องขังคดีทางการเมืองโดยเฉพาะคดี ม.112 ที่เรายังอยู่ด้วยกันในนี้ว่าขอให้ทุกคนสู้ ใช้ชีวิตให้มีความหวัง มีความสุข ดูแลตัวเองให้ดี รอวันจะได้ออกไป ต้องทำให้สุขภาพแข็งแรงเข้าไว้ รอวันออกไปข้างนอกด้วยกันนะ

.

จนถึงปัจจุบัน (27 ต.ค.2569) แม็กกี้ถูกคุมขังมาแล้ว 1,101 วัน หรือ 3 ปี จากโทษตามคำพิพากษาคือจำคุกถึง 25 ปี จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่าทวีต 18 ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เธอยังเหลือโทษอีกถึงกว่า 22 ปี

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงแม็กกี้ และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

X