ความเห็นทางกฎหมายต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา กับ การบังคับเกณฑ์ทหาร

ทศพล ทรรศนพรรณ

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 5/2569 ใจความสำคัญว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 โดยมีการขยายความเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดกับกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 18 นั้น  ผู้เขียนมีความเห็นทางกฎหมายและหลักวิชาการที่โต้แย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้

.

รัฐไทยได้ภาคยานุวัติเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และมีผลใช้บังคับกับไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540  กติกาฉบับนี้จึงมีผลทางกฎหมายบังคับใช้ได้ในรัฐไทย

ด้วยกระบวนการเช่นว่ารัฐไทยจึงยอมรับเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา ตามนัยแห่งบทบัญญัติข้อ 18

1. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา สิทธินี้ย่อมรวมถึงเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนา หรือมีความเชื่อตามคตินิยมของตน และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของตนโดยการสักการบูชา การปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรม และการสอน ไม่ว่าจะโดยลำพังตัวเอง หรือในชุมชนร่วมกับผู้อื่น และไม่ว่าต่อสาธารณชน หรือเป็นการส่วนตัว

2. บุคคลจะถูกบีบบังคับให้เสื่อมเสียเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนาหรือความเชื่อตามคตินิยมของตนมิได้

3. เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของบุคคลอาจอยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดเฉพาะที่บัญญัติโดยกฎหมาย และตามความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย หรือศีลธรรมของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลอื่นเท่านั้น

4. รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับที่จะเคารพเสรีภาพของบิดามารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมายในการให้การศึกษาทางศาสนาและศีลธรรมแก่เด็กตามความเชื่อของตน

โดยข้อ 18 นี้มีลักษณะเป็นสิทธิเด็ดขาด ไม่อาจถูกจำกัดด้วยเหตุแห่งสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ ตามที่กติกาฯ ได้กำหนดไว้ในข้อ 4 ย่อหน้า 2  ว่าการเลี่ยงพันธกรณีตามข้อที่ 18 ไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติข้อที่ 4 อีกทั้งรัฐไทยมิเคยตั้งข้อสงวนหรือถ้อยแถลงตีความต่อข้อ 18 แต่อย่างใด

บทบัญญัติของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 18 จึงมีผลบังคับอย่างสมบูรณ์ต่อรัฐไทย

.

สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา มีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ

1) สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา โดยการมีหรือนับถือศาสนา หรือมีความเชื่อตามคตินิยมของตน โดยบุคคลจะถูกบีบบังคับให้เสื่อมเสียเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนาหรือความเชื่อตามคตินิยมของตนมิได้ (สิทธิเด็ดขาด)

และ 2) เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาหรือความเชื่อของตน อาจอยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดเฉพาะที่บัญญัติโดยกฎหมาย และตามความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย หรือศีลธรรมของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลอื่นเท่านั้น (สิทธิที่อาจถูกจำกัดได้)

หากพิจารณาตามหลักวิชาจะพบว่าเสรีภาพตามข้อ 18 นี้มีลักษณะของสิทธิทั้ง 2 ประเภท กล่าวคือมีลักษณะเป็น สิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (passive right) และสิทธิที่แสดงออกมาภายนอก (active right)   โดยในส่วนแรกนั้นรัฐมิอาจพรากเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา แต่เสรีภาพในการแสดงออกอาจถูกจำกัดได้ 

เมื่อพิจารณาถึงการถือความคิด มโนธรรมและศาสนาของตน ในการไม่ใช้กำลังประหัตประหารชีวิตผู้อื่น โดยไม่เข้าเกณฑ์ทหาร ย่อมมีลักษณะเป็นการยืนยันความคิดความเชื่อของตน  รัฐจะบังคับให้กระทำการที่ขัดหรือแย้งความคิดความเชื่อหรือฝืนมโนธรรมของบุคคลไม่ได้ ซึ่งรัฐจะพรากเสรีภาพในลักษณะนี้ไปไม่ได้ เพราะถือเป็นสิทธิเด็ดขาดในการยึดถือความเชื่อ ศาสนา หรือมโนธรรมของตน

นอกจากนี้ บทบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองเสรีภาพดังกล่าว ทั้งในแง่ไม่พรากไปซึ่งสิทธิในเสรีภาพของบุคคลที่จะยึดถือความคิด มโนธรรมและศาสนาที่ติดตัวบุคคล (negative right) และส่งเสริมให้บุคคลสามารถแสดงออก (positive right) กล่าวคือ การบังคับให้บุคคลกระทำการใดที่ฝืนความคิดมโนธรรมของตนโดยกำหนดความผิดและโทษทางอาญามิอาจทำได้  และรัฐอาจจัดให้มีนโยบายหรือมาตรการทางเลือกให้บุคคลปฏิบัติหน้าที่พลเมืองได้โดยไม่ฝืนต่อความคิด มโนธรรมและศาสนาของตน

ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของสิทธิมนุษชนข้อนี้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ถือเป็น “สิทธิเด็ดขาด” ในลักษณะของการไม่อาจพรากสิทธิเสรีภาพในการยึดถือความคิด มโนธรรมและศาสนานั้น รัฐไม่อาจจำกัดสิทธิในส่วนนี้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม (non-derogative right) ตามที่ระบุไว้ในข้อ 4 ย่อหน้า 2    

รัฐไทยจึงไม่อาจอ้างสภาวะอัยการศึก สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือความไม่มั่นคง หรือกฎหมายอื่นใด มาจำกัดเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา ที่รับรองไว้ใน ข้อ 18 ย่อหน้า 1 และ ย่อหน้า 2 ได้

.

.

คณะกรรมการภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (ICCPR) มีความเห็นไว้ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1993 ว่า การใช้เสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา ตามข้อ 18 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนั้น อาจกระทำได้ลักษณะของ “การปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” (Conscientious Objection) กล่าวคือ การปฏิเสธการปฏิบัติตามนโยบาย กฎหมายของรัฐที่ฝ่าฝืนต่อมโนธรรมที่บุคคลเชื่อถือ 

การอธิบายความนี้ปรากฏอยู่ในความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 22 ย่อหน้าที่ 11 (CCPR General Comment  no.22 para.11) โดยสามารถสรุปความได้ว่า เมื่อปัจเจกชนได้อ้างถึงสิทธิทางมโนธรรมของตนในการปฏิเสธซึ่งการเกณฑ์ทหาร รัฐอาจสร้างข้อยกเว้นความรับผิดทางกฎหมายต่อบุคคลที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลด้านศาสนา หรือความเชื่ออื่นใดที่ให้บุคคลงดเว้นปฏิบัติการทางทหาร โดยรัฐอาจสร้างทางเลือกให้แก่คนเหล่านั้นในการรับใช้ชาติด้วยวิธีการอื่น

คณะกรรมการฯ ยังย้ำว่าการบังคับให้บุคคลใช้กำลังประหัตประหารชีวิตผู้อื่น ถือเป็นการขัดแย้งต่อเสรีภาพในมโนธรรมของบุคคลอย่างร้ายแรง โดยการอ้างเสรีภาพทางมโนธรรมหรือศาสนาทั้งหลายจะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาคกัน และคณะกรรมการฯ ยังสนับสนุนให้รัฐสร้างการบริการเพื่อรับใช้ชาติในรูปแบบทางเลือกขึ้นมาทดแทนการบังคับเกณฑ์ทหาร

ความเห็นดังกล่าวมีผลเป็นการตีความกติกาฯ เนื่องจากคณะกรรมการฯ เป็นองค์กรผู้รักษาการตามภาค 4 ของกติกาฯ นี้ เมื่อรัฐไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองแล้ว จึงมิอาจอ้างพระราชบัญญัติของรัฐไทยเพื่อไม่คุ้มครองเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา เนื่องจากหลักการของอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ข้อที่ 27 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐไม่อาจใช้ข้อกฎหมายภายในของตนเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาที่ตนได้เข้าเป็นภาคี ไม่ว่าจะโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ

หากรัฐไทยอ้างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เป็นข้อยกเว้นความรับผิดชอบของรัฐถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐไทย

.

เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 แม้มีความแตกต่างจากกติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และรัฐธรรมนูญฉบับอื่นก่อนหน้า ในเชิงถ้อยคำ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 31

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

ท่อนแรกของมาตรา 31 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา” เป็นการยืนยันเสรีภาพในการนับถือศาสนาในประเทศไทยตามที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ กล่าวคือ เสรีภาพในการนับถือศาสนาโดยเนื้อหาของการใช้เสรีภาพแล้วเป็นเสรีภาพที่สมบูรณ์ และไม่อนุญาตให้มีการจำกัดใด ๆ ได้เลย รัฐหรือหน่วยงานของรัฐไม่มีอำนาจแทรกแซงเสรีภาพในการถือศาสนา อันหมายรวมถึงเสรีภาพในการยึดมั่นศรัทธาหรือมีความเชื่อที่แตกต่างจากบุคคลอื่น สิทธิในเสรีภาพที่จะถือศาสนาของบุคคลจึงไม่ถูกบังคับให้เป็นที่เสื่อมเสียไม่ว่าด้วยมาตรการใด ๆ โดยรัฐ

แม้จะปรากฏข้อจำกัดสิทธิในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วยเงื่อนไขเรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย แต่จะนำมาใช้จำกัดสิทธิในส่วนแรกที่รับรองเสรีภาพในการถือศาสนามิได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันหากตีความรัฐธรรมนูญไทยให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ การรับรองสิทธิในเสรีภาพทางในการถือความคิดและมโนธรรมก็เช่นเดียวกัน จะถูกจำกัดสิทธิในการถือความคิดและมโนธรรมด้วยหน้าที่ปวงชนชาวไทยไม่ได้

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กับรัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อนหน้า ในเรื่องสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา ซึ่งเคยปรากฏตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2475 แต่เมื่อพิจารณาเรื่องความสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลมืองและสิทธิทางการเมือง จะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มาตรา 38 และ ฉบับปี พ.ศ. 2550 มาตรา 37 มีลักษณะสอดคล้องต้องกันกับมาตรฐานสากลที่ไทยมีพันธกรณี

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

“ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทําการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น”

หากสืบย้อนไปในประวัติศาสตร์กฎหมายรัฐธรรมนูญ จะพบบทบัญญัติในการยืนยันความบริบูรณ์และไม่อาจถูกพรากไปได้ของเสรีภาพนี้ตามถ้อยความแบบวรรคสอง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2492 ซึ่งสอดคล้องกับข้อ 18 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491

ดังนั้นการตีความเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา จึงจำเป็นต้องยึดถือความมีเสถียรภาพของการตีความตามพันธกรณีระหว่างประเทศ แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปมาในรัฐธรรมนูญไทยก็ตาม

.

จากเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ย่อมสะท้อนให้เห็นปัญหาของพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เมื่อต้องใช้บังคับต่อบุคคลที่ยืนยันความคิด มโนธรรมและศาสนาของตน ที่ขัดต่อการรับราชการทหารอย่างชัดแจ้ง  การบังคับโทษร้ายแรงต่อบุคคลเพื่อให้ละทิ้งความคิด มโนธรรมและศาสนาของตนเพื่อรับราชการทหาร จึงเป็นการละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 18 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 31 อย่างชัดแจ้ง

หากพิจารณาถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งต่อหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังพบเรื่องการบังคับใช้พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ที่ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค อาทิ การไม่บังคับใช้กฎหมายกับคนหลายกลุ่ม เช่น ชายที่มีลักษณะของเพศสภาพ ณ เวลาตรวจคัดเลือกเข้ารับราชการทหาร ไม่ตรงกับเพศกำเนิด (LGBTQ) ทั้งที่มีลักษณะทางกายพร้อม แต่กลับมีการระบุว่าบุคคลดังกล่าวมีความบกพร่องทางสุขภาพจิต เท่ากับเป็นการตีตราว่าบุคคลดังกล่าวเป็นโรคจิตเวช

สภาพปัญหาอีกประการ คือ ความไม่จำเป็นและไม่ได้สัดส่วนเหมาะสมของมาตรการตามพระราชบัญญัติรับราชการ พ.ศ. 2497 เนื่องจากการบังคับเกณฑ์ทหารนั้นย่อมมีลักษณะจำกัดสิทธิหลายประการของบุคคล ต้องมีการชี้แจงความจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่า บุคคลในรัฐกลุ่มใดต้องเข้ารับเกณฑ์ทหารเพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพราะปัจจุบันมีเพียงชายที่มีลักษณะสมบูรณ์ส่วนหนึ่งของสังคมที่ถูกเกณฑ์ทหาร ยังผลให้มีบุคคลกลุ่มอื่นอีกจำนวนมากที่ไม่ต้องทำหน้าที่รับราชการทหาร

ปัจจุบันรัฐไทยยังไม่สร้างมาตรการอื่นขึ้นมาทดแทนเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลรับใช้ชาติอย่างมีทางเลือก หรือให้ทำหน้าที่อื่นที่สอดคล้องกับมโนธรรม ทั้งที่รัฐสามารถจัดให้มีภารกิจอื่นให้บุคคลได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ ดังปรากฏใน ICCPR ข้อ 8 ย่อหน้า 3 ค.(2) ว่าด้วยการรับใช้ชาติในลักษณะอื่นที่ไม่เป็นการบังคับใช้แรงงาน

ในข้อที่ 8 ย่อหน้า 3 (ค) เพื่อวัตถุประสงค์ของวรรคนี้ คำว่า “แรงงานที่ถูกเกณฑ์หรือถูกบังคับ” ไม่หมายความรวมถึง

………..

(2) การประติบัติงานใดในลักษณะทางทหาร และการรับใช้ชาติ ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้คัดค้านการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนธรรมต้องปฏิบัติ ในประเทศที่ยอมรับการคัดค้านเช่นว่านั้น

.

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองได้ออกแบบไว้อย่างถี่ถ้วนว่า หากรัฐไม่อาจบังคับบุคคลให้รับใช้ชาติโดยการเกณฑ์ทหาร เพราะบุคคลปฏิเสธด้วยเหตุแห่งความเชื่อ ศาสนา และมโนธรรม รัฐสามารถให้บุคคลรับใช้ชาติด้วยมาตรการทางเลือกอื่นที่มิใช่การเกณฑ์ทหารได้ และสามารถกำหนดให้กระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นการบังคับใช้แรงงานที่ขัดต่อกติกาฯ นี้

ด้วยปัญหานานัปการที่ผู้เขียนได้กล่าวมา ชี้ให้เห็นว่า การนิ่งเฉยของกระทรวงกลาโหมและกองทัพในการทบทวนพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญ ย่อมสร้างภาระอันเกินสมควรแก่ประชาชน  หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องประเมินพระราชบัญญัตินี้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 ว่าด้วยการทบทวนกฎหมายที่สร้างภาระต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มีบทบัญญัติที่บังคับใช้ไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น

.

หมายเหตุ ปรับปรุงจากเนื้อหาที่ผู้เขียนได้จัดทำความเห็นยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้

.

ย้อนดูเส้นทาง 11 ปี การปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรมของ “เนติวิทย์”

เมื่อคดี ‘เนติวิทย์’ ยังต้องเดินต่อ: ย้อนมองการรับรองสิทธิการปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม ในกลไกสิทธิมนุษยชน UN อันแตกต่างจากศาล รธน. ไทย

“สิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม” ในฐานะเจตจำนงภายใน

รู้จัก 15 พ.ค. วันสากลแห่งการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม

.

X