คดีแรกในประวัติศาสตร์ การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยเหตุทางมโนธรรมสำนึก – ย้อนดูบันทึกสืบพยานคดี “เนติวิทย์” หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 ศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษาคดีของ “แฟรงค์” เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 29 ปี ผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารมายาวนานกว่า 12 ปี และถูกฟ้องจากการอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ขณะที่ฝ่ายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 เนติวิทย์ได้เดินทางไปสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และการไม่เข้าร่วมการเกณฑ์ทหารของเขานั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ เพื่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่ดีขึ้น และเพื่อให้กองทัพที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย 

ต่อมา นายอำเภอเมืองสมุทรปราการมอบหมายให้ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีอำเภอเมืองสมุทรปราการ มาแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี และเนติวิทย์ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สภ.บางปู เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567 ก่อนคดีจะถูกส่งฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2568

ชวนย้อนดูการสืบพยานของในคดีนี้ อันถือเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยการต่อสู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยการยกเอาเหตุผลทางมโนธรรมสำนึก (Conscientious Objection) มาเป็นข้อต่อสู้ รวมถึงการยังมีการหยิบยกเอาปัญหาของ พ.ร.บ.เกณฑ์ทหารฯ ที่ขัดกับหลักสากลอย่าง ข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อีกด้วย แม้การเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎหมายและแนวคำพิพากษายังไม่เกิดขึ้น แต่การต่อสู้เพื่อสิทธิดังกล่าวในประเทศไทยยังคงดำเนินต่อไป

.

ภาพรวมการสืบพยาน: เนติวิทย์ยืนยันถึงเจตจำนงปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมสำนึก ขณะที่พยานโจทก์ยืนยันจำเลยมาที่จุดตรวจคัดเลือก แต่ปฏิเสธไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร

คดีมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 2 นัด ระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 ฝ่ายโจทก์นำพยานเข้าสืบทั้งสิ้น 2 ปาก ได้แก่ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีผู้กล่าวหา และ พ.ต.ท.คมกฤชต์ ทองอุไร พนักงานสอบสวน 

ส่วนฝ่ายจำเลยได้นำพยานเข้าสืบทั้งสิ้น 5 ปาก ได้แก่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน), รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจาร์ยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักเขียนและบรรณาธิการหนังสือ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ชิษณุพงษ์ อ่วมศรี เพื่อนของเนติวิทย์ 

คดีนี้ ฝ่ายจำเลย เนติวิทย์เบิกความแสดงถึงเจตจำนงของตนเองที่ไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารที่มีมากว่า 11 ปี เนื่องจากขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตน (Conscientious Objection) ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา และระบุว่าตนเองยินยอมที่จะต้องโทษจำคุกเสียดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหาร ขณะที่พยานจำเลยปากอื่น ๆ ก็ยืนยันถึงจุดยืนและความเชื่อของเนติวิทย์ที่ยึดมั่นเช่นนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงการชี้ให้เห็นถึงปัญหาของ พ.ร.บ.เกณฑ์ทหารฯ ที่ขัดกับหลักสากลอย่าง ข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

อย่างไรก็ดี ในการสืบพยานจำเลย เป็นที่น่าสังเกตว่าพนักงานอัยการถามค้านพยานจำเลยแทบทุกคนด้วยคำถามหลัก ๆ 2 ข้อเท่านั้น คือ 1) พยานทราบหรือไม่ปัจจุบัน พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ยังบังคับใช้อยู่ และ 2) พยานทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบัน (ในเวลาสืบพยาน) ศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

หลังการสืบพยานในคดีนี้เสร็จสิ้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการ ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และ มาตรา 45 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องเสรีภาพในการถือศาสนาหรือไม่ และศาลได้ส่งคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ 

ก่อนเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นว่า เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างการเกณฑ์ทหาร เพื่อให้รัฐมีความพร้อมที่จะปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตย กับ การเกณฑ์ทหารที่ก่อให้เกิดภาระแก่บุคคลในการใช้ชีวิตปกติแล้ว ประโยชน์สาธารณะย่อมมีมากกว่า จึงไม่ได้เพิ่มภาระ จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเกินสมควรและเป็นไปตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ดังนั้น พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31  

.

สืบพยานโจทก์

สัสดีเบิกความว่าเนติวิทย์มาที่จุดตรวจคัดเลือก แต่ไม่เข้ารับการตรวจคัดเลือก เห็นว่าหากคดีถึงที่สิ้นสุดก็จะนำส่งเอกสาร เพื่อให้จำเลยเข้ารับการตรวจคัดเลือกในปีถัดไป

พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีผู้กล่าวหา เข้าเบิกความว่าขณะเกิดเหตุตนรับราชการในตำแหน่งสัสดี อยู่ที่ อ.เมืองสมุทรปราการ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร โดยนัดหมาย ส่งหมาย ให้กับทหารกองเกิน รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายอำเภออันเกี่ยวข้องกับหน้าที่ดังกล่าว

ในปี 2567 นั้น จำเลยได้ทำการเลื่อนการเข้ารับการตรวจคัดเลือก ซึ่งได้มีการเลื่อนเช่นนี้เรื่อยมา ตนจึงได้โทรศัพท์หาจำเลย เพื่อเรียกให้เข้ามารับหมายตรวจเลือก ซึ่งจำเลยได้เข้ามาพบกับพยานที่ที่ว่าการอำเภอ ในช่วงเช้าของวันที่ 9 พ.ค. 2567

พยานเบิกความว่าจำเลยได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์โดยเสมียนสัสดีอำเภอ และได้รับหมายเรียกไปแล้ว ซึ่งจำเลยได้มีการลงลายมือชื่อไว้ และหมายเรียกดังกล่าวก็มีรายละเอียดครบถ้วน ระบุวันเวลาและสถานที่ที่จำเลยจะต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกฯ ทนายจำเลยได้แถลงคัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวโจทก์เพิ่งอ้างส่ง ไม่อยู่ในบัญชีระบุพยานตั้งแต่ต้น

ในวันตรวจคัดเลือก ณ อาคารซีคอมเพล็กซ์ จำเลยได้เดินทางมา แต่ไม่ได้เข้าไปรับการตรวจคัดเลือกฯ โดยอยู่บริเวณด้านหน้า และได้ทำการถ่ายรูปพร้อมอ่านแถลงการณ์ปฏิเสธการบังคับเกณฑ์ทหาร จากนั้นจึงได้นั่งรถกลับบ้าน แม้พยานจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันนั้น และไม่ได้เห็นเหตุการณ์โดยตรง แต่ทราบจากการรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อการตรวจคัดเลือกฯ เสร็จสิ้นในเวลา 20.00 น. คณะกรรมการตรวจคัดเลือกได้ลงบัญชีว่าจำเลยเป็นผู้ขาดการตรวจคัดเลือก จึงได้ส่งรายชื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้น ผู้ว่าฯ จึงให้ดำเนินคดีตาม มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ซึ่งพยานได้รับมอบอำนาจจากนายอำเภอให้ดำเนินคดีกับบุคคลผู้ขาดการตรวจคัดเลือกฯ ทุกคนในบัญชี อันรวมถึงตัวจำเลยด้วย ซึ่งพยานได้มีการให้การไว้กับพนักงานสอบสวน 

ทนายจำเลยถามค้าน

พยานรับราชการในตำแหน่งสัสดีที่ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการมาแล้ว 2 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2567 ในตำแหน่งสัสดี หากรวมที่ประจำการในที่อื่นด้วยแล้ว พยานดำรงตำแหน่งมาแล้ว 8 ปี

พยานทำหน้าที่ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของสัสดี โดยอำนาจหน้าที่ของสัสดีไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดจำนวนกำลังพล หน้าที่ดังกล่าวเป็นของฝ่ายสรรพกำลัง

พยานไม่ทราบสถิติในการเรียกกำลังพลทหารในแต่ละปีว่ามีจำนวนเท่าไร ส่วนเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พยานก็จำไม่ได้ว่าในปี 2567 มีการเรียกอัตรากำลังพลเท่าไรเช่นกัน

พยานเบิกความว่าหน้าที่ของสัสดีมีเพียงการเตรียมบัญชีและเตรียมทหารกองเกินที่จะเข้ารับการตรวจคัดเลือกเท่านั้น

พยานไม่รู้จักจำเลยมาก่อน และไม่เคยทราบว่าจำเลยเคยแถลงการณ์คัดค้านการเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ปี 2557

ในปี 2566 ในช่วงที่มีการตรวจคัดเลือกเกณฑ์ทหาร จำเลยบวชเรียนอยู่ ชื่อของจำเลยจึงได้ถูกจำหน่ายออกจากบัญชีในปีนั้น เนื่องจากมีเหตุติดสอบพระธรรม

พยานยืนยันว่าใน พ.ร.บ.รับราชการทหาร ไม่มีการยกเว้นใด ๆ ให้กับบุคคลที่มีความเชื่อทางศาสนาหรือมโนธรรมสำนึก ที่ไม่ใช่นักบวช ในการจะไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร

พยานเบิกความว่าหลังจากดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว เมื่อคดีถึงที่สิ้นสุดก็จะนำส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลย เพื่อเข้ารับการตรวจคัดเลือกในปีถัดไป

.

พ.ต.ท.คมกฤชต์ ทองอุไร พนักงานสอบสวน สภ.บางปู เบิกความว่าวันที่ 4 ก.ย. 2567 พ.ท.กัมพล สังข์สาลี เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีกับจำเลย โดยพยานได้ดำเนินการสอบปากคำผู้กล่าวหา และผู้กล่าวหาได้ยื่นเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ที่ขาดการเข้ารับการตรวจคัดเลือก รวมไปถึงหมายเรียกให้กับพยาน

พยานจึงออกหมายเรียกจำเลย ต่อมาในวันที่ 8 พ.ย. 2567 จำเลยได้มาพบกับพยาน พยานจึงแจ้งข้อเท็จจริงและแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลย และให้ผู้ที่จำเลยไว้วางใจเข้ารับฟังข้อกล่าวหา โดยจำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา หลังจากพยานรวบรวมพยานหลักฐาน พยานจึงสั่งฟ้องจำเลยข้อหาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

ทนายจำเลยถามค้าน

ส่วนที่ พ.ท.กัมพล ได้เข้ามาแจ้งความ ได้มีการแนบเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ที่ขาดการเข้ารับการตรวจคัดเลือก รวมไปถึงต้นขั้ว แต่พยานยอมรับว่าไม่มีหมายเรียกที่จำเลยรับไป มาส่งมอบให้กับพยาน รวมถึงไปพยานเองก็ไม่ทราบว่าเอกสารที่จำเลยรับไปจะระบุวันเวลาสถานที่ที่ให้ไปเข้ารับการตรวจเลือกหรือไม่

โจทก์ถามติง

แม้ในสำเนาต้นขั้วไม่ระบุสถานที่ แต่จากการสอบปากคำ พ.ท.กัมพล ทำให้ทราบว่าพยานก็ทราบว่าจุดตรวจคัดเลือกอยู่ที่ใด

เหตุที่พยานเชื่อว่ามีเหตุผลสมควรให้สั่งฟ้อง เพราะผู้กล่าวหายืนยันว่าจำเลยได้รับหมายเรียกที่ระบุวันเวลาสถานที่ที่ต้องเข้ารับการตรวจคัดเลือกแล้ว แต่ขัดขืนไม่ไปเข้ารับการตรวจคัดเลือก

.

.

สืบพยานจำเลย

‘เนติวิทย์’ ยืนยันการเกณฑ์ทหารขัดกับมโนธรรมสำนึกของตน ซึ่งยึดโยงกับพุทธศาสนา และแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหารมากว่าสิบปี ยอมติดคุกดีกว่าต้องถูกบังคับ

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเทววิทยาและพระพุทธศาสนา ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเข้าใจว่าได้รับหมายเรียกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2566) หลังจากที่ตนลาสิกขา แต่พยานจำวันที่และรายละเอียดในหมายเรียกแน่ชัดไม่ได้ แต่เข้าใจว่าวันเกณฑ์ทหารจะนัดตรงกันทุกปี ซึ่งปีก่อนหน้านั้น (2565) พยานจำได้ว่าวันตรวจคัดเลือก ตรงกับวันที่ 5 เม.ย. 2565 พยานเลยเข้าใจว่าปี 2566 น่าจะตรงกับวันเดียวกัน ส่วนสถานที่เกณฑ์นั้นมีการเปลี่ยนทุกปี พยานค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต พบว่าในปี 2567 สถานที่เกณฑ์คือ อาคารซีคอมเพล็กซ์

วันที่ 5 เม.ย. 2567 เมื่อพยานทราบวันและสถานที่ จึงเดินทางไปในช่วงเช้าและอ่านแถลงการณ์คัดค้านการเกณฑ์ทหาร และได้ส่งเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวให้กับสัสดี โดยในวันนั้น พยานอยู่ตรงจุดเข้ารับการคัดเลือกเกือบ 1 ชั่วโมง โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยคัดเลือกมาคอยสังเกตการณ์ แต่ไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ

พยานเคยเขียนข้อความแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ปี 2553 เผยแพร่ลงในโซเชียลมีเดีย และในตอนพยานอายุ 18 ก็เคยแถลงการณ์คัดค้านการบังคับเกณฑ์ทหารให้กับสำนักข่าวและสื่อสำนักต่าง ๆ 

แนวคิดในช่วงแรกของพยาน ได้อิทธิพลมาจากศาสนาพุทธแบบมหายาน ซึ่งมีความเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นพุทธะในตัวเอง ไม่ขึ้นกับเรื่องชาติ หรือความเชื่อใด ๆ ดังนั้น การเกณฑ์ทหารจึงเท่ากับการพรากชีวิตผู้อื่น โดยผู้นับถือพุทธมหายานจะเรียกตัวเองว่าพระโพธิสัตว์ โดยมีหลักยึดอยู่ 4 ข้อ ได้แก่ 1. เราจะละกิเลศให้หมด 2. เราจะศึกษาธรรมะให้เจนจัด 3. เราจะโปรดสัตว์ให้หมดสิ้น และ 4. เราจะบรรลุพุทธภูมิ

หลังจากนั้น พยานได้บวชเรียนเพิ่มเติมที่วัดญาณเวศกวัน โดยมีพระอาจารย์ ป.อ.ประยุทธ์ ปยุตฺโต เป็นผู้สอน ทำให้พยานได้รู้ว่าพุทธแบบเถรวาทก็มีแนวคิดเช่นเดียวกัน ในรูปแบบศีล 5 ซึ่งห้ามฆ่าสัตว์ ซึ่งหากศึกษาในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าบอกว่าการปฏิบัติธรรมทางกาย คือการละการฆ่า วางอาวุธ มีจิตเมตตาต่อสรรพสัตว์

เนติวิทย์เบิกความว่า พระพุทธเจ้ายังสอนอีกว่าสาวกของพระองค์ จะละการฆ่า ละการเบียดเบียน นอกจากนี้ในพระสูตรสำคัญชิ้นหนึ่ง พระพุทธเจ้ายังสอนสาวกว่า แม้มีโจรเอาเลื่อยมาสับสาวกเป็นชิ้น ๆ หากสาวกของพระองค์มีความโกรธ ก็จะถือว่ามิใช่สาวกของพระองค์เลย 

ด้วยแนวความคิดดังกล่าวที่พยานเรียนรู้มาจากพุทธศาสนา ทำให้พยานไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง

พยานเบิกความว่า ตนได้เรียนรู้ว่าปัญหาในสังคมไทยเกิดจากอำนาจนิยม ซึ่งไม่สนใจความเชื่อของประชาชน และบังคับพลเรือนให้เชื่อตาม ๆ กัน การกระทำเช่นนี้จะเป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงในสังคม ตัวพยานเชื่อในเรื่องสันติภาพ จึงไม่ต้องการเข้าร่วมกับกองทัพ และในทุกปี พยานก็จะไปแสดงจุดยืนของตนที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหารที่จุดตรวจเลือกทุกปี

นอกจากนี้ พยานยังแสดงความเห็นต่อการเรียนรักษาดินแดน (รด.) ว่ามีคนจำนวนมากเลือกเรียน รด. เพราะไม่ต้องการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร พยานเห็นใจพวกเขา และการเรียน รด. นอกจากจะเป็นการเลี่ยงการเกณฑ์ทหารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังเป็นการสร้างอภิสิทธิ์ในสังคม แม้จะเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ แต่พยานไม่ต้องการทำเช่นนั้น

เนติวิทย์ยังกล่าวถึงคำแถลงการณ์จากพระสงฆ์ศรีลังกา ซึ่งสนับสนุนในสิ่งที่พยานทำ โดยอ้างหลักพุทธศาสนา และยังมีองค์กรระหว่างประเทศแสดงการสนับสนุนแนวคิดของพยาน รวมไปถึงสมาคมชาวพุทธในสหัฐอเมริกา ซึ่งการแสดงความเห็นสนับสนุนเกิดขึ้นหลังจากพยานถูกดำเนินคดีนี้ 

หนึ่งในองค์กรที่แสดงความเห็นต่อกรณีของพยาน ก็คือ Amnesty International ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้ความเคารพในสิทธิในการนับถือศาสนาและงดเว้นการลงโทษแก่ผู้มีมโนธรรมสำนึก และยังมีแถลงการณ์สนับสนุนจากต่างประเทศที่ว่าด้วยการคัดค้านต่อต้านการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมสำนึกอีกด้วย

เนติวิทย์เบิคกวามว่าหากคดีถึงที่สุด ในกรณีที่พยานแพ้ในคดีนี้ แล้วต้องไปเกณฑ์ทหารในปีหน้า พยานก็ยังคงไม่สามารถเข้าร่วมได้อยู่ดีด้วยเหตุผลทางมโนธรรมสำนึก ดังนั้น พยานยอมที่จะติดคุกดีกว่าต้องถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร

.

อาจาร์ยนิติศาสตร์ยืนยัน ICCPR บัญญัติให้การปฏิเสธด้วยเหตุผลทางมโนธรรมในการเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ และผูกพันไทยให้ต้องปฏิบัติตาม ชี้ พ.ร.บ.เกณฑ์ทหารมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับหลักสากล

รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจาร์ยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ เข้าเบิกความในฐานะพยานจำเลยว่าใน ข้อ 18 ของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ได้บัญญัติถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและการนับถือศาสนาของบุคคล ซึ่งจากการที่ไทยเข้าเป็นภาคีในกติกาฉบับดังกล่าว มีผลทำให้ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว

สิทธิเสรีภาพในความคิด มโนธรรมและศาสนาเป็นสิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด (Passive Right) บุคคลจะถูกบังคับให้ละทิ้งความเชื่อ มโนธรรม หรือถูกพราก หรือลิดรอนไม่ได้ ส่วนการแสดงออกทางความคิดตามความเชื่อทางศาสนาเป็น Active Right ซึ่งอาจถูกจำกัดได้ในบางกรณี ดังนั้น 

ถ้าบุคคลที่มีความเชื่อทางศาสนาไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหารก็ย่อมถือว่าได้รับการคุ้มครองตาม ข้อ 18 วรรค 1 และวรรค 2 ของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 

นอกจากนี้ หากพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประกอบ จะปรากฎหลักดังกล่าวในมาตรา 31 ซึ่งจะต้องตีความออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา” และส่วนที่สองคือ “ย่อมมีเสรี ภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน” โดยในเรื่องมโนธรรมสำนึกนั้นอยู่ในส่วนแรก ซึ่งจะละเมิดหรือพรากไปไม่ได้

เมื่อพิจารณา มาตรา 27 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 พบว่ามีความไม่สอดคล้องกับหลักในข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพราะในข้อ 18 มีหลักว่าการปฏิเสธด้วยเหตุผลทางมโนธรรมในการเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่ใน พ.ร.บ.รับราชการทหาร กลับไม่เปิดช่องให้กระทำหรือมีข้อยกเว้น ซึ่งในข้อ 8 (2) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง วางหลักไว้ว่าหากบุคคลปฏิเสธในการเกณฑ์ทหาร รัฐอาจให้บุคคลนั้นกระทำการอย่างอื่นทดแทนได้ แต่หลักการดังกล่าวไม่ปรากฎใน พ.ร.บ.รับราชการทหาร เช่นกัน

พยานยืนยันว่า กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มีผลผูกพันเมื่อรัฐลงนามร่วมเป็นภาคี

.

.

‘สุลักษณ์’ มองว่าระบบการเกณฑ์ทหารในปัจจุบันล้าสมัย ควรเปลี่ยนมาใช้ระบบสมัครใจ ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เคร่งครัดในหลักพุทธศาสนา-ต่อต้านบังคับการเกณฑ์ทหารมาอย่างยาวนาน

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จบปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต จาก University of Wales ประเทศสหราชอาณาจักรและจบเนติบัณฑิตจากอังกฤษ เคยประกอบอาชีพบรรณาธิการวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์และเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงสอนวิชาปรัชญาการเมืองที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พยานมีความเห็นว่าในอดีตการบังคับเกณฑ์ทหารของไทยนั้น มีจุดประสงค์ในการนำกำลังพลมาใช้ปราบควบคุมคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งทหารเกณฑ์มีไว้เพื่อใช้ปราบกบฏตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ไม่ยอมขึ้นตรงกับกรุงเทพ เช่น กบฏผีบุญ หรือ กบฏเงี้ยว และเหตุผลอีกประการหนึ่งของการเกณฑ์ทหารคือความจำเป็นที่จะต้องมีกำลังพลไว้คานอำนาจกับประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้หัวเมืองต่าง ๆ ไปขึ้นกับทั้งสองประเทศได้

ในปัจจุบัน พยานมองว่าการเกณฑ์ทหารไทยนั้นหมดสมัยไปแล้ว อีกทั้งระบบการเกณฑ์ทหารยังก่อให้เกิดการรับสินบนของสัสดี ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มการบังคับเกณฑ์ทหาร 

ระบบการเกณฑ์ทหาร ยังทำให้คนที่ถูกเกณฑ์มีสภาพเป็นคนรับใช้ของนายพล ซึ่งเป็นการใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ พยานเคยมีพี่เขยที่เป็นนายพล ซึ่งก็มีทหารเป็นคนรับใช้ แม้ต่อมาตัวพี่เขยซึ่งเป็นนายพลจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีทหารเกณฑ์ที่ถูกส่งไปรับใช้ที่บ้านอยู่ นอกจากนี้ชีวิตของทหารเกณฑ์ยังขึ้นอยู่กับผู้เป็นนาย หากนายเป็นคนดี ชีวิตก็จะดี แต่หากพบเจอเจ้านายไม่ดี ทหารเกณฑ์ผู้นั้นก็จะมีชีวิตเยี่ยงทาส

พยานเห็นว่า หากกองทัพเหล่าทัพใดต้องการกำลังพล ควรใช้วิธีการเปิดรับสมัครโดยตรงตามความสมัครใจ ประเทศที่มีอารยะควรคัดเลือกทหารด้วยความสมัครใจ มิใช่บังคับ และพรรคการเมืองที่มีนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ก็สมควรได้รับการสรรเสริญสนับสนุน เพราะเป็นพรรคความคิดที่ทันสมัย

โดยส่วนตัวพยานรู้จักจำเลยตั้งแต่เนติวิทย์ยังศึกษาอยู่ชั้นมัธยม พยานทราบว่าจำเลยเป็นผู้รักเสรีภาพ เคร่งครัดในหลักพระพุทธศาสนา และเนื่องจากคำสอนของศาสนาพุทธนั้น ห้ามคร่าชีวิต จึงทำให้จำเลยไม่ต้องการไปเกณฑ์ทหารเพื่อฆ่าผู้อื่น และหนังสือที่จำเลยตั้งใจจะพิมพ์ออกมา ก็สะท้อนให้เห็นว่าแม้การเบียดเบียนสัตว์ก็เป็นการกระทำที่ไม่สมควร แต่การเกณฑ์ทหารนั้นคือการเบียดเบียนคน

ในขณะที่จำเลยบวชเป็นพระอยู่นั้น จำเลยก็ยังคงรณรงค์แสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร พยานเห็นว่าแนวทางการคัดค้านการเกณฑ์ทหารของจำเลยนั้นสอดคล้องกับหลักสากล ซึ่งองค์กรมากมาย ๆ ยึดถือ นอกจากนี้การรณรงค์ของจำเลยยังเป็นไปอย่างสันติวิธี

.

ประธาน กมธ.ทหาร ชี้ระบบเกณฑ์ทหารมีปัญหา กำลังพลไม่มีประสิทธิภาพ ควรเปลี่ยนมาเป็นระบบสมัครใจ

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขณะเบิกความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เบิกความว่าคณะกรรมมาธิการทหารมีหน้าที่ตรวจสอบติดตามการปฏิบัติงานของกองทัพ กระทรวงกลาโหม และนโยบายด้านความมั่นคงและการทหารในไทย 

กมธ. ชุดนี้ยังศึกษาแนวทางการเปลี่ยนมาใช้ระบบการเกณฑ์ทหารโดยความสมัครใจอีกด้วย โดยเหตุที่มีการศึกษาเรื่องนี้ เพราะมีแนวคิดว่าความมั่นคงนั้นจะพิจารณาจากจำนวนกำลังพลอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาถึงคุณภาพด้วย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการทหารเกณฑ์ของกองทัพลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตเคยมีความต้องการถึง 100,000 คน แต่ในปัจจุบันมีความต้องการเหลือเพียงแค่ 80,000 คนเท่านั้น

ในการอนุมัติจำนวนทหารเกณฑ์ในแต่ละปี จะพิจารณาโดยใช้การทบทวน “อจย.” (อัตราจัดและยุทโธปกรณ์)ประกอบกับอัตราเฉพาะกิจ โดยเมื่อรวมกันแล้ว จะได้จำนวน 2 แสนคนต่อปี แต่กระทรวงกลาโหมอนุมัติให้เกณฑ์ทหารได้ 1 แสนคนต่อปี โดยส่วนหลัก ๆ ที่พิจารณาคือส่วนกำลังรบ ส่วนสนับสนุนการรบ และส่วนที่เหลืออย่าง ส่วนบัญชาการ ส่วนส่งกำลังพล ส่วนภูมิภาค ส่วนการฝึก ก็จะมีจำนวนลดหลั่นกันไป

จำนวนใบแดงในปัจจุบันอยู่ที่ 30,000 ใบ โดยพิจารณาจากส่วนที่เลื่อนปลดประจำการ ซึ่งคือทหารเกณฑ์ที่ครบกำหนดแล้วอยู่ต่อ และส่วนที่สมัครใจทั้งออนไลน์และหน้าหน่วย

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเกณฑ์ทหารคือปัญหาสุขภาพจิตของกำลังพล ซึ่งในกองทัพมีทหารที่มีโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า ถึงร้อยละ 38 ซึ่งมีส่วนมาจากการใช้ยาเสพติดด้วย หากเป็นเช่นนี้ กองทัพจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการดูแลกำลังพล และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการให้ทหารกลุ่มนี้ถืออาวุธ

จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการทหาร พบว่าทหารที่สมัครเข้ามาโดยสมัครใจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าทหารที่ถูกบังคับเกณฑ์เข้ามามาก และช่วยแบ่งเบาภาระของกองทัพได้มาก ซึ่งแตกต่างจากทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาซึ่งเผชิญปัญหาภาวะทางจิตและเสพยาเสพติด มีความเสี่ยงหากต้องถือครองอาวุธ

ทหารที่สมัครใจเข้ามาหากสมัครผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถเลือกค่ายทหารที่ต้องประจำการใกล้บ้านได้ จากการศึกษาของ กมธ. สิ่งที่ทหารต้องการมากที่สุดคือการได้กลับบ้าน ฉะนั้นหากอนุญาตให้ทหารเกณฑ์สามารถกลับบ้านได้เช่นเดียวกับอาชีพอื่น ๆ อาจสร้างแรงจูงใจให้มีคนสมัครใจสมัครเข้ามาเป็นทหารมากขึ้น

คณะกรรมาธิการเคยศึกษาเรื่องการเพิ่มเงินเดือนของทหารเกณฑ์ แต่เมื่อศึกษาเทียบกับพนักงานจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีเงินเดือนที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่ได้ต่ำเกินไป ดังนั้น การจูงใจให้คนมาสมัครควรเน้นไปที่การปรับคุณภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์

จากปัญหาต่าง ๆ ของระบบการบังคับเกณฑ์ทหาร จึงทำให้มีผู้ไม่ต้องการเข้าเกณฑ์ทหารจำนวนมาก เลยไปติดสินบนเพื่อไม่ให้ต้องการเกณฑ์ทหาร ซึ่งพยานเคยขอให้มีการตรวจสอบลายเซ็นของสัสดีบนต้นขั้วและเนื้อกระดาษ สด.43 เพื่อตรวจสอบการทุจริตดังกล่าว

อีกหนึ่งวิธีในการเลี่ยงการฝึกของทหารเกณฑ์ซึ่งกลายมาเป็นปัญหาคือการที่นำบัตร ATM ไปฝากไว้ที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีเงินเดือนที่จะโอนเข้าไปในบัตรทุกเดือน เพื่อแลกกับการที่ตนเองจะไม่ต้องฝึกเหมือนทหารเกณฑ์คนอื่น ๆ 

อีกหนึ่งทางออกสำหรับผู้ไม่ต้องการเกณฑ์ทหารคือการเข้ารับการฝึกรักษาดินแดน (รด.) แต่โควตาการเรียน รด. ก็กระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ๆ แต่ในต่างจังหวัดและชนบทกลับมีโควตาไม่เพียงพอ และผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัดก็มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายมากมาย

ข่าวการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ในค่ายทหารนั้น กมธ. ทหารเคยได้รับการร้องเรียน ซึ่งกระทรวงกลาโหมยอมรับว่ามีปัญหาดังกล่าวจริง และได้มีการพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว

พยานเชื่อว่านโยบายทหารเกณฑ์โดยสมัครใจนั้นจะสามารถแก้ปัญหาที่กล่าวมาได้ โดย กมธ. ทหาร มองไปไกลกว่าเรื่องการเกณฑ์ทหาร แต่มองที่ความมั่นคงของประเทศและคุณภาพกำลังพลเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับนโยบายสมัครใจกับเทคโนโลยีการทหาร และในงบประมาณปัจจุบันของกองทัพ สามารถจัดการให้มีการปรับการเกณฑ์ทหารมาเป็นระบบสมัครใจโดยอิงกับแนวทางที่ศึกษามาได้ 

เพื่อนเนติวิทย์ยืนยันจำเลยยึดมั่นในแนวคิดความเชื่อทางศาสนามาตั้งแต่เรียนมัธยม และแสดงออกคัดค้านการเกณฑ์ทหารเรื่อยมา

ชิษณุพงศ์ อ่วมศรี เพื่อนและรุ่นน้องของจำเลย เข้าเบิกความโดยยืนยันว่า รู้จักจำเลยตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 2-3 ในช่วงนั้น ปี 2554-2555 โรงเรียนกำลังจัดงานครบรอบ 80 ปี ระบอบประชาธิปไตยไทย จำเลยเป็นรุ่นพี่กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในระหว่างการจัดงาน ทำให้พยานได้รู้จักกับจำเลยมากขึ้น 

สำหรับพยาน จำเลยเป็นคนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพเหนือเนื้อตัวร่างกายและคัดค้านการบังคับเกณฑ์ทหาร ซึ่งแนวคิดจำเลยได้อิทธิพลจากความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะศีลข้อ 1 (ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต) ซึ่งการเกณฑ์ทหาร แม้เป็นเพียงการจับอาวุธ ไม่ได้ไปฆ่าผู้ใด แต่ก็ถือว่าขัดกับศีลข้อนี้แล้ว

พยานยังเคยเห็นแถลงการณ์ของจำเลยในการคัดค้านการบังคับเกณฑ์ทหารในขณะที่จำเลยบวชพระ โดยในหนังสือที่จำเลยเขียน ‘นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี’ ก็ได้แสดงทัศนะต่อต้านการตัดผมทรงนักเรียน ซึ่งขัดกับหลักคิดเรื่องเสรีภาพเหนือเนื้อตัวร่างกาย 

.

หลังคดีนี้มีการพิพากษาในคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี เนติวิทย์ได้กล่าวถึงผลทางคดี โดยตนนึกว่าวันนี้อาจต้องรอการประกันตัวที่ใต้ถุนศาลเสียแล้ว ส่วนเรื่องคดีเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร ตนพร้อมจะสู้ต่อ ต่อให้จะต้องสู้จนถึงอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นเพดานอายุของการเป็นทหารกองเกินก็ตาม

ภายหลังการพิจารณาคดี เนติวิทย์ยังโพสต์ข้อความถึงผลทางคดีด้วยว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่จะแพ้ ทรงผมนักเรียนก็ไม่ได้แก้สำเร็จกันในวันเดียวหรือตอนผมเป็นนักเรียน แต่ถ้าคนรุ่นใหม่ไม่ยอมแพ้และมีความเชื่อมั่นว่าเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะทำสำเร็จครับ ก็ถือเป็นอิฐก้อนหนึ่งในหนทางอีกยาวไกล”

จากนี้ ฝ่ายจำเลยจะเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป 

X