“ผมจะอุทธรณ์ ผมไม่ถอนเด็ดขาด”: “อัฐสิษฎ” ศิลปิน ผู้ต้องขังคดี ม.112 ศาลอุทธรณ์เพิ่งนัดฟังคำพิพากษา 3 ธ.ค.69 เหลืออีก 3 เดือนก่อนครบกำหนดโทษ

วันที่ 1 และ 18 ก.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “อัฐสิษฎ” (สงวนนามสกุล) ศิลปินวาดภาพดิจิทัลเพ้นท์จาก จ.นครราชสีมา ผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 จากการเผยแพร่ภาพวาดแนวเสียดสีสังคมบนเฟซบุ๊กจำนวน 2 ภาพ เมื่อช่วงปี 2564

เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2567 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน (ประมาณ 3 ปี) และไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกย้ายจากเรือนจำกลางบางขวางกลับมาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2569 

อัฐสิษฎถูกคุมขังมา 2 ปี 7 เดือนแล้ว โดยศาลเพิ่งมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ในวันที่ 3 ธ.ค. 2569 ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเขาจะถูกคุมขังมาแล้ว 1,009 วัน หรือ 2 ปี กับ 9 เดือนกว่า ซึ่งหมายความว่าเขาจะเหลือโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีกไม่ถึง 3 เดือน

“เราเพียงแสดงออกทางความคิดเท่านั้น ถึงจับเรามาขังไว้ความคิดนั้นก็ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปหรอก อีกทั้งยังทำให้ตระหนักได้ถึงสิ่งไม่ปกติของสังคมมากขึ้นกว่าเดิม”  

วันเวลาที่ล่วงมาแล้วกว่า 950 วันในเรือนจำกับการรอคอยที่เขาตั้งคำถามว่า “ศาลไม่มีกรอบเวลาเลยหรือ” ชีวิตข้างในห้องขัง อัฐสิษฎยังคงวาดภาพ ยังคงอ่านหนังสือ และยังคงยืนในอุดมการณ์เดิมที่เขาบอกว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

_____________________________

อีกฝั่งของห้องเยี่ยมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อัฐสิษฎเดินมานั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว ผมของเขาตัดสั้นค่อนไปทางเกรียน สวมเสื้อสีฟ้ากับกางเกงขาสั้นสีดำ บนใบหน้ามีหน้ากากอนามัยและแว่นสายตา ผิวค่อนข้างกร้านแดด แต่รูปร่างสมส่วน

เขาถูกย้ายกลับมาที่นี่ได้ไม่นาน หลังถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวางกว่า 1 ปี ตามนโยบายกรมราชทัณฑ์ ปัจจุบันเขาถูกจำแนกลงแดน 3 แดนเดียวกับที่เคยอยู่เมื่อปีก่อน เจ้าหน้าที่บางส่วนเปลี่ยนไปบ้าง แต่หลายคนเขาก็ยังรู้จัก “การที่ผมได้กลับมาสู่สถานที่ที่คุ้นเคย การปรับตัวต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับผม”   อัฐสิษฎกล่าวเมื่อแรกเจอ

ก่อนบรรยายว่าแรกทีเดียวเขาได้นอนที่ห้องชั้น 2 ก่อนจะย้ายไปอยู่ห้องผู้ช่วยงาน ห้องเดียวกับ “ไบร์ท ชินวัตร” ผู้ต้องขังทางการเมืองอีกคน ทั้งห้องมีกันประมาณ 9 คน ไม่แออัด ไบร์ทแนะนำฝีมืองานศิลปะของเขาให้เจ้าหน้าผู้คุมได้รู้จัก ประกอบกับมีประสบการณ์เคยเป็นผู้ช่วยงานมาก่อน 

ช่วงที่ผ่านมาอัฐสิษฎจึงเริ่มมีงานเข้ามาให้ทำอยู่บ้าง อย่างป้ายไวนิลสำหรับแข่งกีฬา “งานที่ได้ลองทำยังไม่เยอะหรอกครับ แต่ถ้ามีให้ผมทำ ผมก็จะไปช่วย” เขาว่า

ถามถึงอาหารการกิน เขาเทียบกับปีก่อนแล้วให้ว่าพัฒนาขึ้นสัก 30% หน้าตาดูเป็นเนื้อสัตว์ เป็นผักมากขึ้น แต่รสชาติยังจืดชืดเช่นเคย สรุปสั้น ๆ คือ กินได้ แต่ไม่ได้ดี

สำหรับสถานการณ์ฟ้าฝนอัฐสิษฎเล่าว่าช่วงนี้ฝนตกบ่อย แดนที่อยู่ค่อนข้างแคบไม่มีที่ให้หลบฝน ฝนลงเมื่อไหร่เขาก็ต้องวิ่งไปอาศัยห้องกองงาน หลบได้ชั่วคราว แต่สำหรับเขาก็ยังดีกว่าไม่มีพื้นที่กำบังเลย

กลางวันของศิลปินคนนี้หมดไปกับการวาดรูปบ้าง ไม่ได้วาดบ้าง หรือไม่ก็หานิตยสารมาเปิดดูเทรนด์ต่าง ๆ พอขึ้นเรือนนอน โทรทัศน์จะเปิดข่าวพระราชสำนักก่อนเหมือนกันทุกวัน แล้วจึงไปรายการอื่น ราว 6 โมงเย็นเป็นเพลงสรรเสริญ ต่อด้วยละครหรือซีรีส์ ปิดท้ายด้วยเพลงอีก 2-3 เพลงตอนเกือบ 3 ทุ่ม ก่อนจอจะดับลง

อัฐสิษฎบอกว่า เขาชอบวิธีเปิดซีรีส์ของที่นี่ เพราะเปิดเรื่องเดียวต่อกันไปทุกวันจนจบเรื่อง ไม่เหมือนที่บางขวางซึ่งต้องรอตอนต่อไปเป็นสัปดาห์ ช่วงนี้เรื่องที่ได้ดูเป็นหนังจีน ชื่อเรื่องเกี่ยวกับเสี้ยวพระจันทร์

ทางด้านสุขภาพ เขาเล่าว่าตอนอยู่บางขวางแทบไม่เจ็บป่วย ร่างกายแข็งแรงดี ช่วงย้ายกลับมาช่วงแรกมีอาการไออยู่บ้าง แต่ก็ได้ทานยาแล้ว ส่วนแว่นสายตาที่เคยมีปัญหา เขาได้รับแว่นฟรีอันใหม่ตั้งแต่ตอนอยู่ที่บางขวางแล้ว

.

จาก “ให้รอก่อน” ถึง “ก็อยู่ให้มันครบ ๆ ไป”

สำหรับเขามีเรื่องหนึ่งที่ค้างอยู่ตลอดสองปีครึ่ง คือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยังไม่มีกำหนดนัดฟัง แรก ๆ อัฐสิษฎยังรอได้ เขาหวังว่าผลอุทธรณ์จะมาในไม่ช้า จึงไม่ปล่อยให้คดีเด็ดขาด แต่ยิ่งนานวัน การรอคอยก็กลายเป็นคำถามว่า เพราะอะไรจึงนานถึงเพียงนี้

“แน่นอนอยู่แล้วว่าผมเสียเวลา ชีวิตส่วนตัวไปเกือบ 2 ปีกว่า คงไม่มีสิ่งใดให้เสียมากกว่านี้แล้ว และผมเข้าใจดีว่าสิ่งที่ผมต้องเผชิญอยู่ในเวลานี้คือราคาที่ผมต้องจ่าย” เขาบอก และเมื่อยังต้องรอต่อไป เขาก็ถือเสียว่า “ผมอยู่เป็นเพื่อนกับคนที่โทษเยอะ”  

คำถามของเขามีตัวอย่างให้เทียบ คือ “บูม จิรวัฒน์” ผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เช่นกัน เท่าที่อัฐสิษฎจำได้ บูมเข้าเรือนจำมาก่อน ได้ประกันตัวออกไปช่วงหนึ่ง และยื่นอุทธรณ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่กลับได้ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ก่อนเขา 

อัฐสิษฏบอกว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับแค่กลุ่มผู้ต้องขังการเมืองเท่านั้น ผู้ต้องขังอีกหลายคนก็เจอปัญหาเดียวกันนี้ด้วย  

เมื่อเดือน ก.พ.  2569 ทนายความของเขาเคยยื่นคำร้องขอให้เร่งรัดการพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เพราะคดีนี้ถูกระบุว่าเป็น “คดีเร่งพิเศษ” จำเลยรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์ต้องพิพากษาให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่กรอบเวลานั้นล่วงเลยมานานมากทีเดียว 

สิ่งที่ตามมาหลังคำร้อง อัฐสิษฎเป็นเล่าว่า ตอนที่เขายังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จำวันที่ไม่ได้แน่ชัด จำได้แต่ว่าราว 9 โมงเช้าถูกเรียกชื่อ พร้อมคำกำชับให้แต่งกายให้เรียบร้อย จากนั้นจึงรู้ว่าต้องไปฟังคำสั่งศาลผ่านทางไกล

เขานั่งคอยอยู่ในห้องนั้นจนเที่ยงกว่า ตื่นเต้นมาก อยากรู้ว่าจะได้ยินคำตอบอะไร และหวังว่าคำพิพากษาอุทธรณ์จะได้อ่านในเร็ววัน

พอถึงคดีของเขา อัฐสิษฎไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ คนในจอภาพนั่งเปิดสำนวนอยู่ แล้วพูดขึ้นว่า ศาลได้รับคำร้องแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณา ศาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และเพื่อเป็นการพิจารณาคดีอย่างถี่ถ้วนด้วย

“คดีของผมจะเรียกเมื่อไหร่” เขาถามกลับไป “ให้รอก่อน” ศาลตอบเพียงเท่านั้น

เขายังมีอีกคำถามหนึ่ง คือการพิจารณาของศาลอุทธรณ์มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย เจ้าหน้าที่เรือนจำก็เดินมาจากข้างหลัง แล้วปิดสายไปเสียก่อน

“ศาลไม่มีกรอบเวลาเลยหรือ ศาลจะรู้หรือไม่ว่าผู้ที่ถูกคุมขังข้างในนี้ ในทุก ๆ วันเขาไร้ซึ่งอิสรภาพ การที่คุณตัดสินช้าไม่เท่ากับการยิ่งพรากอิสรภาพของเขาหรือ” เขาสะท้อนความรู้สึก

อัฐสิษฎย้ำว่า ถึงจะรับสารภาพ เขาก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ ช่วงแรกเขาหวังเรื่องประกันตัวอยู่มาก ลุ้นมาตลอด แต่ยื่นไปกี่ครั้งศาลก็ยังคงคำสั่งเดิม จนเริ่มตั้งคำถามว่าความยุติธรรมขององค์กรนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ขณะที่คนในเรือนจำคอยบอกให้ปล่อยคดีเด็ดขาดเสียที จะได้ปรับชั้น ได้ประโยชน์ต่าง ๆ คำตอบของเขายังเหมือนเดิม 

“ผมจะอุทธรณ์ ผมไม่ถอนเด็ดขาด”

ยืนยันเช่นนั้นแล้ว เขาก็ยอมรับว่าการรอโดยไม่รู้วันทำให้รู้สึกแย่ และผลประกันตัวที่ออกมาแบบเดิมหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ตัวเขาเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง “ผมคิดเพียงว่าผมต้องกล้าที่จะยอมรับสภาพของตัวเองให้ได้เท่านั้น อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด หาสิ่งอื่นทำเพื่อที่จะได้ไม่สนใจในสิ่งนั้น”

ครั้งก่อนเขาเคยพูดถึงคำพิพากษาว่า “จะมาเมื่อไหร่ก็มา” ครั้งนี้ความรู้สึกนั้นยังอยู่ที่เดิม

“ผมคิดว่าต่อให้มีกำหนดออกมาแล้ว แล้วอย่างไรต่อ? เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองได้สูญเสียไปหมดแล้ว ผมอยู่กับความรู้สึกผิดหวังซ้ำ ๆ เป็นการผิดหวังที่ผมทำใจยอมรับได้แล้ว” อัฐสิษฎย้ำอีกครั้ง

กว่าจะทำใจได้อย่างนี้ เขาผ่านช่วงที่หมดแรงมาก่อน วันแรกในเรือนจำเขานอนร้องไห้ ตื่นมาก็ยังยอมรับไม่ได้ ได้แต่ตั้งคำถามซ้ำ ๆ กับตัวเอง ต่อมาเมื่อย้ายไปบางขวางแล้วมีปัญหาจนต้องย้ายแดน เขาก็เหนื่อยกับการต้องปรับตัวซ้ำแล้วซ้ำอีก โทษตัวเองวนไปมาว่า “ไม่น่าทำเลย” แต่ทำได้มากที่สุดก็แค่นอนปิดตาร้องไห้

เขาใช้เวลาเยียวยาตัวเอง

 ทุกวันนี้จึงคิดเพียงว่า “ก็อยู่ให้มันครบ ๆ ไป” แล้วหาอะไรที่ยังพอทำได้ทำไปพลางก่อน เช่น วาดรูป หรือหาหนังสือแปลก ๆ อ่าน

อัฐสิษฎยังเปิดเผยถึงอาการป่วยภาวะซึมเศร้าและนอนไม่หลับ เขาบอกแพทย์ตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (2569) ว่ารู้สึกโอเคแล้ว และอยากหยุดการรักษา แพทย์ให้ลองหยุดยา 1 เดือนเพื่อประเมินอาการ ผลคือเขาไม่มีอาการแล้ว นอนหลับได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยา แพทย์บอกเพียงว่าหากอยากกลับมารักษาก็กลับมาได้ตลอด และขอให้ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี ถึงวันนี้เขาบอกว่าทั้งร่างกายและจิตใจปกติดี

.

ภาพสมองในกรงขัง และแกลเลอรี่ที่ไม่มีหลังคา

แน่นอนว่าสิ่งที่ช่วยเขาได้มากคือศิลปะ อัฐสิษฎเรียกมันว่าการใช้ศิลปะบำบัดจิตใจของตนเอง เพราะทำให้เขารับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ตอนอยู่บางขวางเขาวาดทุกวันเพื่อฝึกฝีมือ อาศัยภาพในนิตยสารที่มีในเรือนจำเป็นแบบ 

มาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขายังวาดแนวเดิม แนวที่ชอบที่สุดคือ portrait เพียงแต่วาดบ้าง ไม่วาดบ้าง

เหตุที่วาดไม่ได้ทุกวันมีอยู่หลายอย่าง ที่นี่ไม่มีโต๊ะ เขาต้องนั่งวาดกับพื้น บางวันร้อนจนเหงื่อออกเยอะ บางวันก็ชื้นมากเกินไป ยังไม่นับความวุ่นวายของผู้คนในแดน

“ผมสามารถฝืนวาดภาพได้แหละครับ แต่การฝืนวาดภาพไปทั้งอย่างนั้น เมื่อภาพออกมาไม่ดีเท่าที่ผมควรจะทำได้ ผมไม่พอใจในภาพนั้น เป็นความรู้สึกว่าผมควรทำให้ดีกว่านี้” ศิลปินพูดถึงงานตัวเอง  ทั้งวันไหนหยุดวาด เขาเปลี่ยนกิจกรรมไปนั่งคุยกับเพื่อน อ่านหนังสือ หรือหาอย่างอื่นทำแทน

พ้นไปจากนั้นในทุกวันเขายังพยายามจดบันทึกภาพและความคิดต่าง ๆ เก็บไว้ รอวันที่ได้ออกไปวาดรูปอีกครั้ง ภาพที่อยากวาดที่สุดคือภาพสื่ออารมณ์ของช่วงเวลานั้น ๆ อย่างวันไหนได้ดูหนังสักเรื่อง ก็อยากวาดตามความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนั้น

มีอยู่ภาพหนึ่งที่เขาวาดขึ้นมาแล้ว แต่คงส่งออกไปข้างนอกไม่ได้ ในภาพนั้นผู้ต้องขังคนหนึ่งยืนหันหน้าเข้ากำแพง มือสองข้างกำลังตะกุยกำแพง ส่วนที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงสมอง ซึ่งมีกรงขังล้อมรอบไว้ เขาบอกว่ามันสื่อถึง “นักโทษทางความคิด”

“เราเพียงแสดงออกทางความคิดเท่านั้น ถึงจับเรามาขังไว้ความคิดนั้นก็ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปหรอก อีกทั้งยังทำให้ตระหนักได้ถึงสิ่งไม่ปกติของสังคมมากขึ้นกว่าเดิม” อัฐสิษฎอธิบาย

ความคิดของเขาเองก็เป็นเช่นนั้น “อุดมการณ์ของผมยังคงเช่นเดิม ผมรู้สึกว่าอุดมการณ์ของผมเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ” ทุกวันนี้เขาเริ่มสนใจอ่านหนังสือเปรียบเทียบการปกครองของแต่ละประเทศ ข้อมูลอาจเก่าไปบ้าง แต่ก็ทำให้เขาตั้งคำถามต่อการเมืองไทยมากขึ้น

ที่เปลี่ยนไปคือเขาอาจต้องคิดมากขึ้นก่อนลงมือวาด เช่น ลดความเข้มข้นของภาพลง ไม่ให้เห็นชัดหรือสื่อได้ตรง ๆ จนกลายเป็นคำถามที่ติดตัวมาทุกวันนี้ว่า “ผมจะวาดภาพอย่างไรไม่ให้โดนคดี” และถ้าต้องลดทอนลงไปแล้ว ยังจะเรียกว่าเป็นผลงานเสียดสีสังคมได้อยู่หรือไม่

ทั้งนี้ ระหว่างการเยี่ยม ทนายความได้เล่าเรื่องราวข่าวต่าง ๆ ให้เขาฟัง รวมถึงเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ไม่ครอบคลุมคดีมาตรา 112 อัฐสิษฎบอกว่าไม่เกินความคาดหมาย “การนิรโทษกรรมที่ละเว้นไว้เฉพาะกลุ่มหนึ่ง คุณคิดว่าสิ่งนี้ปกติหรือไม่ ผมว่าโคตรแปลกประหลาดเหมือนการเลือกปฏิบัติ” ศิลปินหนุ่มสะท้อนความรู้สึก

ส่วนอนาคตของคดีมาตรา 112 และผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังเหลืออยู่ เขามองว่าคนข้างในไม่ได้มีอำนาจถึงขนาดจะแก้อะไรได้ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดจากการเคลื่อนไหวของคนข้างนอก เขารู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนจะเห็นพ้องต้องกัน แต่ตราบที่ยังมีคนหลาย ๆ กลุ่มพูดถึงมาตรา 112 อยู่ ก็คงมีสักวันที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง ในอนาคตอาจมีการนิรโทษกรรมให้แก่มาตรา 112 อย่างมีเงื่อนไขก็ได้

แล้วถ้าวันหนึ่งได้ออกไป คำตอบแรกของเขากลับเป็นคำถาม “สังคมจะยอมรับผมไหม” เขายอมรับว่าตอนนี้อาจจะกลัวอยู่ และคงต้องค่อย ๆ ก้าวข้ามความรู้สึกนั้นไปให้ได้

สำหรับสิ่งที่อยากทำมีอยู่แล้วในใจ อัฐสิษฎอยากแบ่งปันความสามารถของตัวเองให้คนอื่น อยากพาเด็กที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชไปวาดรูป ทำศิลปะบำบัดด้วยกัน ส่วนตัวเขาเองคงต้องเอาตัวให้รอดก่อน ทำงานเก็บเงินไปสักระยะ แล้วสร้างแกลเลอรี่ไว้แสดงผลงานของตัวเอง เขานึกภาพไว้คร่าว ๆ ว่าแกลเลอรี่จะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกล่อง ไม่มีหลังคา ติดผลงานของตัวเองไว้เต็มไปหมด 

ท้าย ๆ ของบทสนทนา เมื่อถูกถามว่ามีอะไรอยากฝากถึงศาลอุทธรณ์ อัฐสิษฎหัวเราะ ถามกลับว่าเขาพูดถึงศาลอุทธรณ์ได้ด้วยหรือ แล้วจึงตอบ “มันนานเกินไปกับโทษผมแค่ 3 ปี”

เขามองว่าการรอเช่นนี้ทำให้เสียสิทธิของผู้ต้องขัง และไม่เข้าใจว่าทำไมหลักเกณฑ์เวลาการพิจารณาของแต่ละคดีจึงไม่เท่ากัน ทั้งที่เป็นคดีลักษณะเดียวกัน “ผมอดทนมานานมาก รอจน 1 ปีครึ่ง จนเข้า 2 ปีกว่าแล้ว จนตอนนี้ผมคิดแค่ว่าอยู่เป็นเพื่อนกับคนอื่น ๆ แล้วกัน”  อัฐสิษฎกล่าวอีกประโยค

ส่วนข้อความถึงสังคมภายนอก เขากล่าวด้วยถ้อยสัตย์จริงว่าไม่รู้จะฝากอะไร “ผมแค่รู้สึกอยากขอบคุณทุกคนที่คอยให้ความช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้ และขอบคุณมาก ๆ ที่ยังไม่ลืมกัน”

.

สำหรับอัฐสิษฎ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2567 หลังศาลอาญาพิพากษาคดีตาม ม.112 ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน และไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์ โดยมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 3 ธ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.
สามารถเขียนจดหมายถึงอัฐสิษฎและผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง

ย้อนอ่านเรื่องราวของอัฐสิษฎ

“ต้องอยู่แบบนี้อีกแล้ว”:  “อัฐสิษฎ” ศิลปินคดี ม.112 ผู้รอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในเรือนจำมาแล้ว 2 ปี โดยยังไร้กำหนดนัด

พู่กันในมือศิลปิน ม.112: “อัฐสิษฎ” กับศิลปะบำบัดในโลกสี่เหลี่ยม

X