กฤษดา ออสูงเนิน
.
‘‘การศึกษา’’ คือ กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนาศักยภาพและรับประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลและสังคมโดยรวม
การศึกษาถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐมีหน้าที่ต้องจัดการศึกษาแก่ประชาชนทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยก ซึ่งรวมถึง ‘‘ผู้ต้องขัง’’ ด้วย กล่าวกันว่าการศึกษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง เพื่อการกลับคืนสู่สังคมมาโดยตลอด โดยมีการส่งเสริมและให้การศึกษาในหลายรูปแบบและหลายระดับ ทำให้ผู้ต้องขังสามารถที่จะเข้าเป็นนักเรียนและนักศึกษาได้เช่นกันแม้จะอยู่ภายในเรือนจำหรือทัณฑสถาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงกรณีของการศึกษาเหนือกว่าระดับขั้นพื้นฐาน ในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปริญญาตรีและที่สูงขึ้นไป กลับพบกรณีของผู้มีสถานะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่ก่อนแล้วและต้องราชทัณฑ์ ซึ่งนำเราไปสู่อีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ใช่การให้การเข้าถึงการศึกษา แต่เป็นเรื่องของความต่อเนื่องทางการศึกษา
บทความนี้มุ่งสำรวจปัญหาความต่อเนื่องทางการศึกษาของผู้ที่มีสถานะเป็นนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยอยู่ก่อนแล้ว และต่อมาต้องรับโทษจำคุก โดยมิได้มุ่งนำเสนอให้การจัดการศึกษาในเรือนจำกลายเป็นทางเลือกทดแทนการปล่อยตัวชั่วคราว การรอการลงโทษ หรือมาตรการอื่นตามกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตและศึกษาอยู่ภายนอกเรือนจำได้ตามปกติ หากบุคคลยังมีสิทธิหรืออยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับมาตรการดังกล่าว การศึกษาในเรือนจำย่อมไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการจำกัดสิทธิดังกล่าว
บทความนี้จึงจะพาทุกท่านไปสำรวจว่า ในกรณีที่บุคคลต้องเข้าสู่เรือนจำและไม่สามารถศึกษาต่อภายนอกได้แล้ว ระบบการศึกษาควรมีกลไกใดเพื่อไม่ให้การจำคุกส่งผลให้การศึกษาที่มีอยู่ก่อนแล้วต้องสิ้นสุดไปโดยไม่จำเป็น
.
การศึกษาของผู้ต้องขัง เครื่องมือแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
เป็นที่ทราบกันดีว่าการศึกษาคือหนึ่งในภารกิจหลักที่รัฐได้ให้พันธสัญญาว่าจะมอบให้แก่ประชาชนทุกคนในสังคมอย่างเสมอกัน โดยปราศจากการแบ่งแยกทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง นั่นหมายความว่า “ผู้ต้องขัง” ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่รัฐมีพันธะที่จะให้การศึกษาด้วยเช่นกัน
เมื่อรัฐทำการคุมขังจับกุมบุคคลใดแล้ว รัฐย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนในการดูแลผู้คนเหล่านั้น สังคมอาจเกิดข้อสงสัยหรือมีข้อโต้แย้งว่า ในเมื่อพวกเขาเหล่านั้นกระทำผิดแล้ว เหตุใดจึงต้องให้การดูแลและให้โอกาสทางการศึกษาแก่พวกเขาอีก
ข้อโต้แย้งเพื่อสนับสนุนการให้การศึกษาแก่ผู้ต้องขังนั้น มักอิงกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมองการพัฒนาพฤตินิสัยว่าเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับเข้าสู่สังคม การเตรียมความพร้อมด้านแรงงาน และลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงฐานความคิดแบบประโยชน์นิยม ซึ่งมองผู้ต้องขังในฐานะ ‘‘เครื่องมือ’’ ของรัฐและสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายอื่น มุ้งเน้นที่ความเป็นอาชญากร ของผู้ต้องขังมากกว่าที่จะยอมรับ ‘‘ความเป็นมนุษย์และสิทธิขั้นพื้นฐาน’’ ของพวกเขา
สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจคือ ผู้ต้องขังยังคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเป็นคุณค่าที่ติดตัวมาแต่กำเนิดอย่างเท่าเทียมกัน โทษของพวกเขานั้นมีเพียงการถูกจองจำ คือการถูกจำกัดเสรีภาพทางกายภาพ มิใช่การถูกตัดขาดจากความเป็นมนุษย์ การคุมขังต้องไม่ทำลายหรือลดทอนสิทธิใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงโทษ
ดังนั้น สิทธิในการศึกษาซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจึงไม่อาจถูกพรากไปได้และยังต้องได้รับการเคารพและคุ้มครองเสมอตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน หมายถึงศักดิ์ศรีที่ทุกคนมีเนื่องจากการมาเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีนี้ต้องได้รับการคุ้มครองภายในขอบเขตของกฎหมาย
ในระดับสากล ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดให้ผู้ต้องขังมีสิทธิในความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นบุคคล ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และรวมถึงสิทธิในการได้รับการศึกษาและพัฒนาอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
นอกจากนี้ ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela’s Rules) ยังกำหนดถึงความต่อเนื่องทางการศึกษาไว้อย่างชัดเจนว่า หากเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ผู้ต้องขังควรได้รับการศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของชาติ เพื่อให้สามารถศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่องภายหลังได้รับการปล่อยตัว
ในส่วนของไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับความคุ้มครอง และหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นี้ก็เป็นหลักการที่กรมราชทัณฑ์ยึดถือเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญด้วย ส่วนสิทธิในการศึกษา รัฐก็ต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (มาตรา 54)
.
เริ่มต้นใหม่ในเรือนจำ การสมัครเรียนระดับมหาวิทยาลัยขณะเป็นผู้ต้องขัง
การศึกษาในเรือนจำและทัณฑสถานของไทยนั้นครอบคลุมการศึกษาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการศึกษาสายสามัญ สายอาชีพ ระดับอุดมศึกษา และตามอัธยาศัย โดยเกิดจากความร่วมมือของกรมราชทัณฑ์และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยมีฐานมาจากพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 ว่าด้วยการพัฒนาพฤตนิสัย และมาตรา 43 ว่าด้วยสิทธิในการศึกษาของผู้ต้องขัง ซึ่งอิงการศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
อย่างไรก็ตาม แม้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 43 จะกำหนดไว้เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ในระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการกำหนดหลักสูตร หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าว ได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปอย่างระดับอุดมศึกษา โดยกำหนดให้เรือนจำจัดการศึกษาให้สอดคล้องตามหลักสูตรเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งยังส่งเสริมการศึกษาในหลักสูตรอื่น ๆ อีก เช่น การศึกษาสายอาชีพ การศึกษาตามอัธยาศัย หรือแม้กระทั่งหลักสูตรทางศาสนา
ทั้งนี้ บทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแต่เพียงเท่านั้น เนื่องจากในการศึกษาในระบบ โดยเฉพาะขั้นพื้นฐาน ถือเป็นขั้นบังคับที่ได้รับการรับรองอยู่แล้ว ขณะที่การศึกษาตามอัธยาศัยและการศึกษาตลอดชีวิต เป็นการศึกษาด้วยตนเองตามความสนใจเพื่อแสวงหาความรู้ไม่ใช่เพื่อวุฒิการศึกษา ย่อมไม่มีปัญหาของความต่อเนื่องในระบบของสถาบันการศึกษาอยู่แล้ว และในส่วนของประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) แม้จะถือเป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเช่นกันกับระดับมหาวิทยาลัย แต่เนื่องด้วยความแตกต่างเชิงโครงสร้างและรูปแบบการเรียนการสอน จึงอยู่นอกขอบข่ายของบทความนี้ซึ่งต้องศึกษาแยกต่างหากออกไป
.

.
ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 17 ระบุถึงความเสมอภาคในการจัดการศึกษาอุดมศึกษา กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาต้องยึดหลักความเสมอภาค ต้องจัดการศึกษาอย่างเต็มที่และเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ
ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ได้ประสานงานและทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขังสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยในระดับอุดมศึกษา มีสถาบันหรือหน่วยงานที่เข้ามาให้การศึกษาในส่วนนี้อยู่จำนวนหนึ่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ซึ่งมุ่งเน้นการจัดการศึกษาทางไกลสำหรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาของผู้ต้องขังและได้ดำเนินการให้การศึกษาแก่ผู้ต้องขังมาตั้งแต่ปี 2527
ในปัจจุบัน มสธ. ให้การศึกษาทั้งในหลักสูตรปริญญาตรี และสัมฤทธิบัตร (โครงการการศึกษาต่อเนื่อง โดยศึกษาเป็นรายชุดวิชา) มีรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบทางไกล โดยมีจำนวนนักศึกษา
ในปีการศึกษา 2567 และ 2568 จำนวน 215 ราย และ 195 ราย ตามลำดับ และมีผู้ต้องขังสำเร็จการศึกษาแล้วหลายพันรายตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา (ข้อมูลล่าสุดปี 2566 มีผู้สำเร็จการศึกษาจนถึง ณ ขณะนั้น จำนวน 2,870 ราย)
ทั้งหมดนี้มี แนวทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับการให้ผู้ต้องขังเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รองรับและวางแนวทาง กำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องราชทัณฑ์ในการลงทะเบียนเรียนและมีกระบวนการตั้งแต่รับสมัคร การเรียนการสอน การจำหน่ายผู้ต้องขังนักศึกษา การจัดสอบไปจนถึงการขอทุนและแนวทางปฏิบัติอื่น ๆ
นอกจากนี้ยังมีการทำข้อตกลงกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายในระดับปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (ศศ.บ.) สาขาวิชาพระพุทธศาสนาอีกด้วย แม้จะไม่ครอบคลุมทั่วประเทศเช่นเดียวกันกับ มสธ. แต่ก็ครอบคลุมหลายสถานที่ โดยปัจจุบันมีการเรียนการสอนในเรือนจำและทัณฑสถานรวมทั้งสิ้น 5 แห่ง (นักศึกษารวม 130 ราย) และยังมีหลักสูตรนิติศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม อีกสาขาหนึ่ง
ส่วนระดับปริญญาโท ยังสามารถเรียนได้เฉพาะบางพื้นที่ เช่น เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม โดยมีสาขารัฐประศาสนศาสตร์ หลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และ สาขาวัฒนธรรมศาสตร์ หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาสารคราม และ เรือนจำกลางบางขวาง ในสาขาวิชาการแนะแนวและการปรึกษาเชิงจิตวิทยา โดยหลักสูตรมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
.
.
การศึกษาหยุดชะงักเมื่อเข้าเรือนจำ ความต่อเนื่องทางการศึกษา ปัญหาที่แยกต่างหากจากการให้ช่องทางศึกษา
แม้ภาครัฐทั้งกรมราชทัณฑ์ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเห็นถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่ผู้ต้องขังก็ตาม แต่ความร่วมมือเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากนโยบายในการประสานงาน รวมถึงข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ระหว่างสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และกรมราชทัณฑ์ ไม่ได้เกิดจากหน้าที่หรือกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม จะมีหรือไม่มีก็ได้สำหรับทางฝั่งของสถาบันการศึกษา
ที่สำคัญคือการสนับสนุนเหล่านี้ ครอบคลุมเพียงผู้ต้องขังในเรือนจำที่ต้องการโอกาสในการเข้าศึกษา แต่ไม่ครอบคลุมถึงนักศึกษาที่ถูกตัดขาดการศึกษาจากการเข้าไปในเรือนจำ พูดอย่างสั้นก็คือ มาตรการในปัจจุบันสนับสนุนผู้ต้องขังที่เป็นนักศึกษา แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงนักศึกษาที่เป็นผู้ต้องขัง
ผู้ต้องขังที่เป็นนักศึกษา คือ ผู้ที่เริ่มเรียนเมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว การศึกษาของพวกเขาเหล่านี้มีระเบียบหรือข้อตกลงความร่วมมือรองรับ แต่สำหรับนักศึกษาที่เป็นผู้ต้องขัง คือ ผู้ที่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอยู่ก่อนแล้ว แต่ต้องเผชิญกับการถูกคุมขังระหว่างการเรียน ส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการศึกษา และไม่มีระเบียบหรือมาตรการที่เป็นมาตรฐานในการจัดการ ทำให้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจรายกรณีของสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบการศึกษาสำหรับผู้ต้องขังในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคำถามว่า “ผู้ต้องขังจะเริ่มเรียนได้อย่างไร” มากกว่าคำถามว่า “นักศึกษาที่กลายเป็นผู้ต้องขังจะเรียนต่ออย่างไร”
ในกรณีที่โชคดี ผู้ต้องขังได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาหรือมีคำพิพากษารอลงโทษ ไม่ว่าจะจากความเมตตาของศาลหรือจากการต่อสู้ก็ตาม ผู้ต้องขังสามารถที่จะทำการศึกษาต่อจนจบปริญญาได้ตามที่มุ่งหวัง เช่น กรณีของ ‘‘ใบปอ’’ ณัฐนิช ซึ่งเคยถูกคุมขังในคดีจาการแสดงออกทางการเมือง และได้ประกันตัวหลังจากนั้น จึงออกมาเรียนจนจบระดับปริญญาตรี
แต่ก็ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้ กรณีตัวอย่างของ ‘‘ไผ่’’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นในขณะนั้น ถูกศาลสั่งเพิกถอนการประกันตัวและถูกคุมขังในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2559 ส่งผลให้ไผ่ไม่สามารถเข้าสอบในวิชาทักษะคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นรายวิชาสุดท้ายตามหลักสูตร ซึ่งจัดขึ้นช่วงวันที่ 17-18 ม.ค. 2560
แต่ด้วยแรงผลักดันและข้อเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ซึ่งได้ส่งหนังสือเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ไผ่เข้าสอบ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้ช่วยเหลือติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งหนังสือไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่น และทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น และทั้งสองหน่วยงานก็ตกลงอำนวยความสะดวกในการจัดสอบ ทำให้สุดท้ายแล้ว เกิดการจัดสอบภายในเรือนจำให้กับไผ่เป็นกรณีพิเศษ ทำให้เขาจบการศึกษาได้ในที่สุด
ทั้งนี้การจัดสอบในวิชาคอมพิวเตอร์นั้น เนื่องจากไม่ใช่วิชาบังคับของทางคณะนิติศาสตร์ ทำให้ทางคณะต้องประสานกับทางมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมในประเด็นทางเทคนิค เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ใช้สอบ เนื่องจากมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และทางมหาวิทยาลัยต้องประสานต่อไปยังกรมราชทัณฑ์อีกต่อหนึ่งเพื่อจัดสอบนอกสถานที่
สถานการณ์ในกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการอำนวยความสะดวกของการสอบในเรือนจำสามารถปฏิบัติได้จริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวปฏิบัติหรือมาตรฐานกลางทางกฎหมาย หากอาศัยกลไกการประสานงานเฉพาะกิจ และมีความยุ่งยากในการดำเนินการ
หากยังไม่มีมาตรฐานกลางสำหรับกรณีเช่นนี้แล้ว ความต่อเนื่องทางการศึกษาของนักศึกษาที่ต้องกลายเป็นผู้ต้องขังจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแรงกดดันทางสังคมและความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณีเท่านั้น โดยต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานเหล่านั้นเป็นสำคัญและไม่มีความแน่นอน ดังจะเห็นได้จากกรณีของ ‘‘ก้อง’’ อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล
.
.
อุกฤษฏ์ เป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 ระหว่างกำลังศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ก้องจำเป็นที่จะต้องลงทะเบียนเรียนต่อไป แม้จะอยู่ในเรือนจำและไม่สามารถออกไปสอบได้ เพื่อรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาไว้ เนื่องจากข้อกำหนดของทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่กำหนดให้สามารถขาดการลงทะเบียนเรียนได้ไม่เกิน 2 ภาคการศึกษาติดต่อกัน
แม้มีการยื่นขอประกันตัวต่อศาลหลายครั้ง เพื่อให้ก้องสามารถเดินทางไปสอบใน 3 วิชาสุดท้ายได้ แต่ก็ไม่ได้รับการประกันตัว สภานักศึกษารามคำแหงและเครือข่ายนักศึกษาได้ผลักดันประเด็น #ก้องต้องได้สอบ และยื่นหนังสือขอให้มีการจัดสอบในเรือนจำต่อคณบดีคณะนิติศาสตร์ แต่ทว่าในการประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567 ได้มีมติในที่ประชุม ไม่อนุมัติคำร้องขอดังกล่าว
ประเด็นนี้ถูกผลักดันไปจนถึงคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร โดยในการประชุมวันที่ 26 ก.พ. 2568 ผู้แทนมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ให้เหตุผลในการปฏิเสธคำขอให้มีการจัดสอบในเรือนจำว่า ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดสอบ 5 ครั้งต่อปีการศึกษา อิงตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของทางมหาวิทยาลัย และในแต่ละภาคการศึกษามีนักศึกษาที่ขาดสอบจำนวน 1-2 แสนราย การอนุญาตให้เฉพาะก้องเป็นกรณีพิเศษอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม
รวมถึงชี้แจงถึงการเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่สามารถจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำได้ ว่ามีความแตกต่างกันในเรื่องกฎหมาย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมีระเบียบแนวปฏิบัติรองรับ หากมหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องการจัดสอบให้แก่ผู้ต้องขัง จะต้องมีการทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับกรมราชทัณฑ์
หลังจากนั้น ก้องยังคงสู้ต่อไปแม้จะถูกปฏิเสธคำขอประกันตัวรวม 10 ครั้ง โดยหลายครั้งยกเรื่องการออกไปสอบเพื่อให้จบการศึกษา แต่ศาลยังคงไม่อนุญาต รวมทั้งยังร้องขอต่อศาลอาญาในวันที่ 16 พ.ค. 2568 ให้นำตัวออกนอกเรือนจำ (เขาถูกย้ายตัวไปเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568) เพื่อไปสอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการอนุญาต ด้วยเหตุผล “กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะอนุญาต ยกคำร้อง”
จนถึงปัจจุบัน (สิงหาคม 2569) ก้องยังคงไม่สามารถสอบวิชาที่เหลืออยู่ได้ ได้แต่เพียงให้เพื่อนลงทะเบียนรักษาสถานภาพนักศึกษาเอาไว้ แต่การรักษาสถานภาพดังกล่าวก็จะหมดลงในช่วงเทอมสุดท้ายของปีการศึกษา 2570
แม้ว่าจะมีการเรียกร้องทางสังคม เครือข่ายนักศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ คอยช่วยเหลือก็ตาม ก้องกลับยังถูกปิดตายโอกาสในการจบการศึกษาทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการขอประกันตัวระหว่างพิจารณา การขอนำตัวออกนอกเรือนจำเพื่อไปสอบหรือการขอให้มีการจัดสอบภายในเรือนจำ จากการปฏิเสธของทั้งศาลและมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า สิทธิในการศึกษาของนักศึกษาที่กลายเป็นผู้ต้องขัง อยู่ในสภาพลักลั่นและไม่มีมาตรฐานกลางใด ๆ คอยคุ้มครอง ต้องอาศัยการผลักดันเป็นรายกรณีไป
.
การจัดการศึกษาในเรือนจำเป็นปัญหาของการนำการศึกษาเข้าไปหาผู้ต้องขัง ขณะที่ปัญหาความต่อเนื่องของการศึกษาเป็นปัญหาของการนำระบบการศึกษาเดิมของผู้เรียนเข้าไปเชื่อมต่อกับเรือนจำ
การจัดการศึกษาแก่ผู้ต้องขัง เป็นการนำระบบการศึกษาเข้ามาสู่เรือนจำ โดยผู้ต้องขังที่ประสงค์จะเข้ารับการศึกษา สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาในหลักสูตรซึ่งหน่วยงานหรือสถานศึกษาที่มีความร่วมมือกับเรือนจำหรือราชทัณฑ์จัดให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้สถานศึกษาทุกแห่งเข้ามาจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขังโดยตรง เช่น ในสายสามัญคือการศึกษาในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมปลายใช้หลักสูตรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในการจัดการเรียนการสอน หรือในสายอาชีพ (อาชีวศึกษา) ใช้หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยไม่ต้องขอความร่วมมือจากโรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่งหรือทุกแห่งในประเทศในการให้การศึกษาดังกล่าว เนื่องจากมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอยู่แล้ว
ดังนั้นในการศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ทุกมหาวิทยาลัยเข้ามาให้การศึกษาแก่ผู้ต้องขัง เพียงแต่ต้องมีหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่จัดการศึกษาแก่ผู้ต้องขังเป็นองค์กรหลัก เช่น ในปัจจุบันมี มสธ. ให้การศึกษาครอบคลุมทั้งประเทศ หรือสามารถมีความร่วมมือเป็นการเฉพาะพื้นที่ได้เช่นกัน เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
แต่เมื่อขยับมาสู่ปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยของผู้ต้องขังแต่ละรายกับเรือนจำ เรื่องนี้ไม่ใชเพียงปัญหาที่ต้องการความร่วมมือของสถานศึกษาจำนวนหยิบมือหนึ่ง แต่กลับเป็นทุกมหาวิทยาลัย เนื่องจากปัญหานี้อาจเกิดขึ้นได้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยใดก็ได้ และการจะอำนวยความสะดวกแก่สิทธินี้ ต้องอาศัยระเบียบหรือข้อบังคับของทางมหาวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยมารองรับ
ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหา จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานและแนวปฏิบัติกลางเพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยมีมาตรการสำหรับกรณีดังกล่าว โดยไม่ต้องพึ่งดุลยพินิจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในการอนุญาต หรือพึ่งพาข้อตกลงร่วมกัน ที่ต้องใช้วิสัยทัศน์ของผู้บริหารจึงจะมีขึ้นได้ ทั้งนี้ ภายในขอบเขตของสาขาวิชาและหลักสูตรที่สามารถให้การศึกษาหรือปรับเปลี่ยนการศึกษาเป็นรูปแบบทางไกลหรือที่เหมาะสมภายในเรือนจำได้
.
.
ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาความต่อเนื่องทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของผู้ต้องขัง
แนวทางในภาพรวมที่พอเป็นไปได้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาจกำหนดแนวนโยบายและมาตรฐานการปฏิบัติของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศโดยคำนึงถึงสิทธิในการศึกษาที่ควรได้รับ โดยอาจศึกษาแนวทางจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอบและการสอบภายในเรือนจำอยู่แล้ว เพื่อให้มหาวิทยาลัยอื่นสามารถทำการเรียนการสอนหรือสอบนอกสถานที่ได้
และสมควรแบ่งมาตรการตามประเภทของมหาวิทยาลัยและคณะ สาขาของผู้ต้องขัง หากเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรูปแบบตลาดวิชา เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในคณะที่ไม่บังคับเข้าเรียน มหาวิทยาลัยและเรือนจำสามารถจัดให้มีการอำนวยความสะดวกในการจัดสอบนอกสถานที่ในเรือนจำ
สำหรับมหาวิทยาลัยในรูปแบบปิดที่มีการเรียนการสอนภายในชั้นเรียน มีการทำกิจกรรมและการเก็บคะแนน นอกเหนือจากการสอบ ทางมหาวิทยาลัยอาจต้องพิจารณากำหนดเกณฑ์ในการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นรูปแบบทางไกล ร่วมกับทางราชทัณฑ์และให้มีการเรียนการสอนภายในเรือนจำ โดยแม้จะเปลี่ยนรูปแบบจากหลักสูตรปกติให้เป็นหลักสูตรที่จัดในเรือนจำ ปริญญาบัตรที่ได้รับก็ยังควรที่จะมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกับหลักสูตรปกติ
หากไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบหลักสูตรให้เข้ากับเรือนจำได้ แม้การโอนหน่วยกิตเพื่อเปลี่ยนสถานศึกษาจะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ในกรณีเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นหนทางที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าเรียนในหลักสูตรที่สามารถศึกษาจากในเรือนจำได้ โดยต้องอำนวยความสะดวกในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งใหม่และการโอนหน่วยกิต เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในปัญหาเรื่องเวลาและระยะเวลาหรือรอบการสมัครที่จะส่งผลให้ต้องเว้นภาคการศึกษาและกระทบต่อความต่อเนื่องในการศึกษา
ท้ายที่สุดคือผู้ต้องขังที่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปิดที่ไม่สามารถปรับการเรียนเป็นรูปแบบทางไกล แต่อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย คือภาคเรียนสุดท้าย หรือเหลือเพียงแค่การสอบ มหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องอำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือในการเรียนและการสอบภายในเรือนจำ เพื่อส่งนักศึกษาไปสู่ฝากฝั่งให้ได้
นอกจากการพิจารณาตามประเภทของมหาวิทยาลัยและระยะเวลาที่เหลือในการศึกษาแล้ว ยังต้องพิจารณาจากระยะเวลาในการจำคุกอีกด้วย เช่น ในกรณีรับโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยที่ยังเป็นนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 อาจกำหนดให้มีการโอนเปลี่ยนสถาบันชั่วคราวและโอนกลับคืนหลังจากที่รับโทษแล้ว หรือ สามารถที่จะมีหลักสูตรพิเศษแบบรายวิชาเหมือนกับสัมฤทธิบัตรของ มสธ. โดยเป็นการศึกษาในรูปแบบทางไกลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับการรับรอง ในรายวิชาพื้นฐานหรือวิชาเลือกเสรี เพื่อเก็บไว้ในคลังหน่วยกิต และเมื่อรับโทษเสร็จสิ้นก็ทำการโอนหน่วยกิตดังกล่าวเข้าไปยังมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เพื่อให้สามารถทำการศึกษาต่อไปได้ในหลักสูตรเดิมและมหาวิทยาลัยเดิมเมื่อพ้นโทษออกมา
ทั้งนี้ โดยธรรมชาติของการเรียนการสอนทางไกล ไม่สามารถที่จะให้การศึกษาได้ครบในทุกหลักสูตรอยู่แล้ว เนื่องด้วยในหลายคณะหรือสาขาวิชาจะพบปัญหาทางเทคนิค ความพร้อมของอุปกรณ์ สื่อ สถานที่และคุณภาพของการเรียนการสอน เช่น แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในส่วนนี้คงต้องพิจารณามาตรการในการพักสภาพนักศึกษาหรือมาตรการอื่นต่อไป
เมื่อการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกัน ความต่อเนื่องของการศึกษาก็ควรจะเป็นสิ่งที่ได้รับการคุ้มครองด้วย แต่ในปัจจุบัน การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยยังแยกส่วนกับการศึกษาภายในเรือนจำและทัณฑสถาน เมื่อนักศึกษาถูกคุมขัง พวกเขาจะถูกพรากไปทั้งอิสรภาพและการศึกษาที่มีอยู่เดิม กระทรวงอุดมศึกษาฯ และ มหาวิทยาลัยทุกแห่งจึงควรส่งเสริมและสนับสนุนนักศึกษาเหล่านี้ต่อไปแม้ว่าจะอยู่ในสถานะผู้ต้องขังก็ตาม
ขณะเดียวกัน สังคมจำเป็นที่จะต้องมองผู้ต้องขังในฐานะผู้ที่สามารถพัฒนาและแก้ไขตนเองได้ มิใช่บุคคลที่สมควรถูกตัดอนาคต ปิดโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ เพื่อไม่ให้การลงโทษที่พวกเขาได้รับส่งผลกระทบไปยังชีวิตหลังพ้นโทษ เพราะการคุ้มครองความต่อเนื่องทางการศึกษา ไม่ใช่เพียงการคุ้มครองสิทธิของพวกเขาในวันนี้ แต่เป็นการไม่ลงโทษพวกเขาไปถึงโอกาสในอนาคต
————————————-
.
เอกสารประกอบการเขียน
บุญเสริม หุตะแพทย์, “การจัดการเรียนการสอนของมสธ.สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถาน” (2556) วารสารการจัดการสมัยใหม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1
John Vorhaus, “Prisoners’ right to education: A philosophical survey” (2014) London Review of Education Volume 12
ส่วนส่งเสริมการศึกษา สำนักพัฒนาพฤตินิสัย กรมราชทัณฑ์, “คู่มือการจัดการศึกษาสำหรับผู้ต้องขัง” (2560)
สำนักพัฒนาพฤตินิสัย กรมราชทัณฑ์, “แนวทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับการให้ผู้ต้องขังเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช” (14 พฤษภาคม 2557)
ศูนย์การเรียนตักสิลา เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม, “เรือนจำเฉพาะทางการศึกษา การแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง” http://www.correct.go.th/popmaha/image/160325628.pdf
บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 45 (5 กุมภาพันธ์ 2568) https://web.parliament.go.th/assets/portals/105/news/197/1_197.pdf
บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 47 (26 กุมภาพันธ์ 2568) https://web.parliament.go.th/assets/portals/105/news/210/1_210.pdf
.



