เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยมวีรยุทธ (สงวนนามสกุล) ประชาชนซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผู้ต้องขังระหว่างฎีกา ในคดีข้อหาหลักพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด จากกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16มกรา64
ใกล้ครบ 1 ปีที่วีรยุทธต้องถูกคุมขัง เขาเล่าว่าตัวเองปรับตัวได้แล้วกับชีวิตหลังกำแพง แม้จะทำให้รู้สึกว่าเป็นการใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แต่เขาก็พยายามหากิจกรรม กีฬา หรือหนังสือมาแก้เบื่อ ตลอดจนการที่มีพ่อมาเยี่ยมทุกวันศุกร์ ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป และยังรู้ว่ายังมีคนรอคอยอยู่
.
.
กว่า 360 วัน เขายังคงไม่ได้รับการประกันตัว มีเพียงครอบครัวเป็นที่ยึดเหนี่ยว ยังรอวันได้ทรัพย์สินคืนหลังถูกย้ายแดนขัง
ตั้งแต่ 26 ส.ค. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษา วีรยุทธไม่ได้รับการประกันตัวในคดีนี้อีกเลย ปัจจุบันคดีของเขาอยู่ระหว่างฎีกา ส่วนตัวเขาถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาแล้วกว่า 358 วัน อีกเพียง 7 วัน ก็จะครบ 1 ปีที่ถูกจองจำ
จนถึงเมื่อช่วงต้นปีนี้ (2569) เขาถูกจำกัดบริเวณ 3 เดือน ขังเดี่ยวแยกแดน 1 เดือน สืบเนื่องจากผู้ต้องขังในห้องทะเลาะวิวาทกันขณะที่เขาหลับ ตื่นมาอีกทีผู้คุมก็สั่งลงโทษทั้งห้อง เนื่องจากเขาไม่ห้ามคนทะเลาะกัน
หลังจากนั้น เขาก็ถูกย้ายตัวไปคุมขังที่แดน 5 วีรยุทธบอกว่าปรับตัวได้ดีกว่าที่คิด โดยเขาพูดติดตลกว่าที่แดน 5 สะอาดกว่าแดน 4 ที่เคยอยู่ สภาพความเป็นอยู่และผู้คนทำให้เขาปรับตัวได้ง่าย แต่ก็มีเรื่องที่กวนใจเขาไม่หาย เพราะข้าวของเครื่องใช้ในล็อกเกอร์จากแดน 4 กลับไม่ถูกส่งมาด้วย
และตั้งแต่ผู้คุมสั่งลงโทษเขาก็ยังไม่ได้ของส่วนตัวคืน รายชื่อญาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยม ที่อยู่ญาติ โรงพยาบาล เอกสารประจำตัว และเอกสารคำพิพากษา ถึงแม้เขาจะยื่นคำร้องติดตามของไปไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ
.
วันที่ 10 ส.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยมวีรยุทธอีกครั้ง เขาแจ้งความคืบหน้าให้ทนายฟังว่า ครั้งที่แล้วที่ทนายช่วยตามเอกสารขอทรัพย์สินคืนให้ วันนี้มีหนังสือรับเรื่องมาแล้ว เจ้าหน้าที่แจ้งว่ากำลังติดตามให้ เอกสารมีเนื้อหาว่า กำลังตามหาและค้นหาให้อยู่และให้เขาลงนาม ซึ่งก็เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วตั้งแต่หนังสือรับเรื่องดังกล่าว ก็ยังไม่ได้ของคืน
วีรยุทธเล่าเกี่ยวกับชีวิตและครอบครัว เขาเล่าว่าเดิมเขาเป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในครอบครัวมีพ่อ แม่ น้องชาย และตัวเขาเอง ภาระทางบ้านก็มีค่าใช้จ่ายประจำวันทั่วไป ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เดิมตนเองก็เป็นเสาหลักในการหาเงินของบ้าน พอไม่มีเขาแล้วครอบครัวก็ขาดกำลังหลักในการหาเงินไปด้วย
พ่อจะเข้ามาเยี่ยมเขาทุกวันศุกร์ซึ่งเขาเองก็เป็นห่วงที่พ่อต้องเดินทางมาเยี่ยม เพราะอายุมากแล้ว เดิมพ่อเขาทำงานที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเกษียณมาได้ 4 – 5 ปีแล้ว ด้วยอายุและโรคที่มาตามวัยทำให้สายตาพ่อเขาไม่ค่อยดีและหลงลืมไปบ้าง
“ตาไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่ากินยาตรงเวลารึเปล่า ผมเองถ้าผมอยู่ผมก็จะเป็นคนเตือน บอกให้แกกินยาให้ตรงเวลา” เขาเล่าถึงตอนที่ยังอยู่ข้างนอกกับครอบครัว
ส่วนน้องชาย ตอนนี้อายุ 23 ปี ในฐานะพี่ชาย เขามองว่าน้องชายเล่นแต่เกม ทั้งวัน แต่เขาทราบว่า น้องกำลังจะจบมหาวิทยาลัย คณะคอมพิวเตอร์ เรียนจบครบทุกหน่วยกิตแล้วแต่กำลังรอเรื่องเอกสารจบการศึกษาและสมัครงานอยู่
สำหรับตัวเขาเอง เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่ปี 2553 และติดตามการเมืองมาเรื่อย ๆ เขาอธิบายความรู้สึกของเขาว่า “เหมือนถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจ ความไม่ยุติธรรม งบประมาณที่ไม่พัฒนาอะไรเลย มันอยู่ในจุดที่ควรทำ แต่พวกเขาไม่ทำ”
ชีวิตในเรือนจำ เขารู้สึกว่า ก็อยู่ไปแบบเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ เบื่อก็นั่งเล่นหมากรุก อ่านหนังสือ ซึ่งส่วนมากเป็นสารคดีท่องเที่ยว นอกจากนี้ก็เล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล ฟุตซอล ตะกร้อ ปิงปอง เพื่อฆ่าเวลาที่เดินอย่างเชื่องช้าในโลกหลังกำแพง
.
สำหรับการชุมนุมบริเวณสามย่านมิตรทาวน์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2564 เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ #ปล่อยเพื่อนเรา คือทีม “การ์ดปลดแอก” 2 ราย ที่ถูกจับกุมระหว่างการจัดกิจกรรม “เขียนป้ายผ้า 112 เมตร” ในช่วงเที่ยงของวันดังกล่าว
คดีนี้ จำเลยทั้งสามคนรวมพรชัย ตัดสินใจต่อสู้คดีโดยให้การปฏิเสธในนัดตรวจพยานหลักฐาน ระบุว่าไม่มีเจตนาตามที่โจทก์สั่งฟ้อง ซึ่ง ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกพรชัยและวีรยุทธ คนละ 3 ปี 6 เดือน ก่อนลดเหลือคนละ 1 ปี 6 เดือน แต่อัยการโจทก์ได้อุทธรณ์ให้ลงโทษเต็ม โดยบรรยายจำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่าเจ้าพนักงาน รวมถึงณัฐสุตก็มีส่วนร่วมด้วย
และเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้องทั้งหมด ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปรับคนละ 1,000 บาท ในข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองฯ ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท
