“พรชัย” อดีตการ์ดผู้ชุมนุม ปี 63  สู่ผู้ต้องขังคดีระเบิด และชีวิตที่เฝ้ารอพบหน้ายายอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยม พรชัย (สงวนนามสกุล) ประชาชนซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผู้ต้องขังระหว่างฎีกา ในคดีข้อหาหลักพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด จากกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16มกรา64 

การเข้าเยี่ยมของทนายความในครั้งนี้ เป็นการเยี่ยมเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของเขาในเรือนจำ หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับเป็นจำคุกตลอดชีวิต ทำให้เขาต้องถูกคุมขังในระหว่างฎีกานานกว่า 11 เดือนแล้ว

นับเป็น 11 เดือนกว่าแล้ว ที่เขาไม่ได้ประกันตัวระหว่างฎีกา ตั้งแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเป็นจำคุกตลอดชีวิต ก่อนจะลดเหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน แต่เขาก็ยังสู้ต่อและปรับตัวกับสถานการณ์ในชีวิตที่พลิกผันไป

.

ใกล้ 1 ปีของการคุมขังที่พรชัยยังไม่รับการประกันตัว และชีวิตยังต้องสู้ต่อ

หลังศาลอุทธรณ์พิพากษา พรชัยไม่ได้รับการประกันตัวในคดีนี้อีกเลย ปัจจุบันคดีของเขายังอยู่ระหว่างฎีกา และถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาแล้วกว่า 346 วัน หรือประมาณ 11 เดือนกว่าแล้ว 

เมื่อปี 2568 ช่วงแรกที่พรชัยเข้าเรือนจำ เขามีความเครียดและกดดันมาก เนื่องจากไม่ได้พูดคุยกับใคร ทำให้ต้องขอยาระงับความเครียดจากเรือนจำ และเริ่มปรับตัวได้หลังย้ายมาที่เรือนจำกลางคลองเปรมได้ 1 เดือน

ในช่วงหลัง เมื่อทนายความเข้าเยี่ยมเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง เขามีรอยยิ้มมากขึ้น และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังมากขึ้น เขามักจะเล่าให้ฟังว่า ได้ติดตามข่าวสารอยู่บ้าง อย่างเช่น ข่าวน้ำท่วมที่หาดใหญ่เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2568  พรชัยบอกว่าน้ำท่วมหนักสงสารคนที่บ้านโดนน้ำท่วม และเล่าเรื่องเพื่อนในเรือนจำว่าเขาสนิทกับใครบ้าง

.

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยมเขาอีกครั้ง โดยการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ต้องการที่จะพูดคุยและรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

ปัจจุบันพรชัยอายุ 29 ปีแล้ว เขาเล่าว่าครอบครัวมี 5 คนรวมตัวเขา ประกอบไปด้วยแม่ ยาย น้องสาว และน้องชาย ซึ่งหลัก ๆ ในครอบครัวมีแม่และยาย ที่คอยสลับมาเยี่ยมเขาอยู่ทุกสัปดาห์ 

พรชัยเล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่ถูกดำเนินคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนอายุ 23 ปี เขายังเรียนอยู่โรงเรียนการช่าง แห่งหนึ่งแถวพุทธมณฑลสายสอง เขาเล่าว่า ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจเรียนมาก ทำให้เรียนไม่จบ ต้องมาเรียนในระบบแบบการศึกษานอกระบบ  เพื่อเอาวุฒิไปยื่น เพื่อขอกลับไปเรียนที่เดิมใหม่อีกครั้ง แต่ช่วงเวลาดังกล่าว นโยบายการศึกษาที่ออกภายใต้รัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้รับรองวุฒิที่มาจากโครงการพิเศษที่เขาเรียน ทำให้เขาไม่ได้กลับไปเรียนต่อได้อยู่ดี 

พรชัยบอกว่า ตนเองสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กแล้ว เคยไปการชุมนุมของคนเสื้อแดงกับยาย เคยไปสังเกตการณ์การชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) 

“การที่ผมเคยไปร่วมการชุมนุมเหล่านี้ ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของการชุมนุมได้ดีว่า การชุมนุมแบบไหนคือการชุมนุมที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมืองจริง ๆ” เขากล่าว

หลังจากที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนเทคนิคแล้ว พรชัยก็มาทำงานขับรถพยาบาลรับส่งผู้ป่วย ต่อมาในช่วงปี 2563-2564 เพื่อน ๆ ที่เคยเรียนร่วมสถาบันก็มาชวนไปเป็นการ์ดให้ม็อบนักศึกษา ตอนแรกเขาปฏิเสธ “บอกตามตรงผมเบื่อ ผมคิดว่าคงเป็นเหมือนม็อบกปปส. เป็นม็อบจัดตั้ง”

จนกระทั่งได้ไปร่วมชุมนุมเลยสัมผัสได้ว่า มันเป็นการชุมนุมที่บริสุทธิ์จริง ๆ จึงตกลงไปเป็นการ์ดให้จากนั้นเป็นต้นมา 

วันเกิดเหตุในคดีนี้ (16 ม.ค. 2564)  เขาทำหน้าที่เป็นการ์ด มีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งตำรวจและมวลชนอื่น ๆ ที่ชอบมาสร้างสถานการณ์ป่วนการชุมนุม ถ้ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น เขาไปต้องรับหน้าก่อน และวันนั้นตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุมทั้ง ๆ ที่การชุมนุมปกติ 

“เขา (ตำรวจ) จับผู้หญิงลากลงกับพื้น จับคนลากหายเข้าไปในกลุ่มคฝ. (ตำรวจควบคุมฝูงชน)” พรชัยเล่าภาพที่เขาเห็นด้วยตาตัวเองในวันเกิดเหตุ ในหัวเขาคิดว่า ต้องทำอะไรสักอย่างให้ตำรวจหยุดการกระทำทำแบบนั้น จึงตัดสินใจขว้างประทัดลงไป โดยไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการให้หยุดทำร้ายผู้ชุมนุม

สำหรับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ส่วนตัวแล้ว เขารับได้แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วง คือยายที่เลี้ยงดูและอยู่ด้วยกันมาตลอด “ผมตัวคนเดียว ห่วงแต่ก็กับยาย ถ้าผมออกไปตอนที่ยายจากผมไปแล้ว ผมจะอยู่ยังไง ผมสนิทกับยายโตมากับยาย”

นอกจากคนในครอบครัวที่เขาเป็นห่วงแล้ว เขารู้สึกเป็นห่วงและเสียใจที่ณัฐสุต เพื่อนร่วมชะตากรรมในคดีนี้ต้องติดร่างแหถูกดำเนินคดีและติดคุกมาด้วย ทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องแล้ว สำหรับพรชัย มันเหมือนเป็นตราบาปในชีวิต เขาคิดว่าความยุติธรรมที่คนอื่นคิดว่ายุติธรรม บางทีมันก็แอบแฝงมาด้วยความไม่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ถ้าวันหนึ่งเขาได้อิสระกลับมา เขาวางแผนไว้ว่าอยากไปทำงานค้าขาย เปิดร้านซ่อมรถสักร้านอยู่กับยาย เขาหวังอะไรไว้เรียบง่ายแค่นั้น

.

สำหรับการชุมนุมบริเวณสามย่านมิตรทาวน์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2564 เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ #ปล่อยเพื่อนเรา คือทีม “การ์ดปลดแอก” 2 ราย ที่ถูกจับกุมระหว่างการจัดกิจกรรม “เขียนป้ายผ้า 112 เมตร” ในช่วงเที่ยงของวันดังกล่าว

คดีนี้ จำเลยทั้งสามคนรวมพรชัย ตัดสินใจต่อสู้คดีโดยให้การปฏิเสธในนัดตรวจพยานหลักฐาน ระบุว่าไม่มีเจตนาตามที่โจทก์สั่งฟ้อง ซึ่ง  ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกพรชัยและวีรยุทธ คนละ 3 ปี 6 เดือน ก่อนลดเหลือคนละ 1 ปี 6 เดือน แต่อัยการโจทก์ได้อุทธรณ์ให้ลงโทษเต็ม โดยบรรยายจำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่าเจ้าพนักงาน รวมถึงณัฐสุตก็มีส่วนร่วมด้วย

และเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้องทั้งหมด ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปรับคนละ 1,000 บาท ในข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองฯ  ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ในชั้นสอบสวน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท

X