“ฎีกาต้องยกฟ้อง เราเชื่ออย่างนั้น” : “ตัน” สุรนาถ กว่า 10 เดือนในเรือนจำ ยังยืนหยัดท่ามกลางอากาศปรวนแปรและชีวิตที่ต้องดิ้นรนทุกวัน

ช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค.  2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักพัฒนาชุมชนเมืองและเยาวชน ผู้ต้องขังในระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จในการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 และไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกามาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568

การพบกันสามครั้งในรอบเดือนที่ผ่านมา ตันส่งยิ้มและทักทายด้วยความอบอุ่นเหมือนเคย ท่ามกลางเรื่องราวที่หลากหลาย ตันยังเล่าถึงสภาพอากาศร้อนจัดที่กดทับชีวิตผู้ต้องขัง ความแออัดที่ทำให้ฝันถึงการได้นอนที่นอนคนละเบาะ และวิธีดิ้นรนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้คนในนั้น 

ความประทับใจที่ได้เห็นกิจกรรมเคลื่อนไหวของเพื่อนข้างนอก และการค้นพบว่าการไม่มีทีวีในห้องกลับทำให้ชีวิตในนั้นมีเสียงหัวเราะและบทสนทนามากขึ้น ขณะที่สิ่งที่ให้ความหวังมากที่สุดสำหรับชายวัย 40 ปี คือแนวโน้มของคดีการเมืองที่เริ่มเบาลง และความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าฎีกาของเขาจะต้องยกฟ้อง

.

วันที่ 22 มิ.ย. 2569

ตันส่งยิ้มให้เป็นอย่างแรก ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่ต้องเผชิญในช่วงนี้ นั่นคืออากาศแปรปรวนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตในเรือนจำอย่างหนัก เขาเล่าว่าช่วงตี 3 ถึงตี 5 อากาศจะเย็นลงบ้าง แต่เวลาส่วนใหญ่ในช่วงกลางคืนต้องนอนอาบเหงื่อ เขาภาวนาให้ฝนตกกันทุกวัน

นอกจากสภาพอากาศ ตันยังเล่าถึงบรรยากาศในเรือนจำที่เปลี่ยนไป หลังมีกฎหมายยาเสพติดใหม่และมีการปรับนโยบาย รวมถึงผู้ต้องขังบางรายได้รับการพักโทษและอภัยโทษ ทำให้ห้องที่เขาถูกคุมขังหลวมขึ้นบ้าง และบางห้องได้นอนคนละเบาะ “ถือเป็นความใฝ่ฝันของผู้ต้องขังเลย เพราะปกติ 2 เบาะ ต้องนอนกัน 3 คน ช่วงคนเยอะ ๆ เบาะนึงต้องนอนกัน 2 คน แทบจะขี่กันเลย” ตันอธิบายสิ่งที่คนภายนอกอาจไม่รับทราบเรื่องความแออัดของชีวิตข้างในมาก่อน

ช่วงนี้เรือนจำคลองเปรมมีผู้บังคับบัญชาคนใหม่เข้ามา แบบฟอร์มที่ใช้ในการอุทธรณ์ฎีกาจึงเปลี่ยนไปด้วย ช่วงโยกย้ายข้าราชการแบบนี้ทำให้บางอย่างขลุกขลัก แต่อาหารก็เริ่มหลากหลายขึ้น ทั้งปลาทูต้มเค็ม เกาเหลา ก๋วยเตี๋ยวหลอด แม้ขนมปังจะยังไม่มีเพิ่ม “วันเสาร์จะได้ของเบิกช้ากว่าปกติ คงเป็นเพราะมีคนสั่งเยอะ การจัดการของร้านค้ากลางเลยล่าช้าพอสมควร กับข้าวช้ากว่าปกติเป็นชั่วโมง แต่โรงเลี้ยงปกตินะ ไม่ล่าช้าอะไร”

ในช่วงเวลาว่าง ตันเล่าถึงการอ่านหนังสือ ล่าสุดได้อ่าน National Geographic ปี 2553 ที่มีแผนสร้างโลกใบใหม่บนดาวอังคารใน 1,000 ปี “อ่านไปก็ขำไป คุยกันว่า เออ นับจากปี 2553 นี่ก็ผ่านมาจะ 20 ปีแล้วนะ แสดงว่าอีก 980 ปี เราจะได้อยู่โลกใบใหม่กันแล้วสิ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่อยู่ เพราะมันยังไม่เกิดขึ้นจริง”

 เขาพูดพลางหัวเราะ ก่อนจะเล่าว่ายังหาหนังสือดี ๆ ไม่ได้เลย ตอนนี้อ่านแนวสายลมแสงแดด เป็นหนังสือเบาสมองแต่อ่านแล้วต้องคิดหน่อย ถ้าทำตามทุกเรื่องก็จะดูเพี้ยนไป เพราะมันจับต้องอะไรไม่ได้เลย มีเรื่องหนึ่งเล่าว่าเขากลับบ้านต่างจังหวัดแล้วเจอลุงคนหนึ่งนั่งตกปลาอยู่บ่อเดิมหลายครั้ง วันหนึ่งเลยถามไปว่าตกปลาได้กี่ตัวแล้ว ลุงก็ตอบว่าสำคัญตรงไหนว่าตกปลาได้กี่ตัว ตันบอกว่าเนื้อหาพูดถึงความสุขว่ามันเกิดขึ้นได้ทุกที่ แล้วแต่ว่าเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราทำแค่ไหน

ก่อนจากกัน ตันยังเล่าถึงบทสนทนาที่ชวนคิดในหมู่ผู้ต้องขัง ว่าสมมติถูกตัดสิน 16 ปี จะเลือกอะไรระหว่างถูกฉีดยาให้หลับแล้วตื่นอีกที 16 ปีข้างหน้า กับอยู่ในเรือนจำจนครบกำหนด “ตอนแรกก็จะเอาข้อ 1 แต่ไป ๆ มา ๆ ก็คิดถึงแม่ คิดถึงเมีย เขาจะเห็นด้วยไหม คิดไปคิดมา ขอสิทธิในการหยุดอายุเราแทนได้ไหมวะ ติดกี่ปีก็แล้วแต่ ออกมาขออายุเท่าเดิม มันเป็นการเปิดบทสนทนาที่ไม่มีผิดถูก” 

 “อยู่ข้างใน เราระลึกไว้เสมอว่ามีคนที่ถูกจัดอันดับเอาไว้แล้ว ไม่อยากพูดว่าไม่เท่ากัน แต่เราอยากสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้พูดคุยและอยู่ร่วมกันได้”

.

วันที่ 6 ก.ค. 2569

ต้นเดือนกรกฎาคม ตันดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แข็งแรงขึ้นจากการออกกำลังกายอย่างจริงจัง นอกจากนั้นก็เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ขึ้นควบคู่กันไป ค่อนข้างมีความสุขกับการออกกำลังกาย “กลายเป็นรูทีนนึงของเราไปแล้ว ก็มาคิดว่า เออ ทำไมตอนอยู่ข้างนอกเราไม่ทำวะ ทั้งที่มีพร้อมทุกอย่าง แต่พออยู่ข้างในแล้วต้องดิ้นรนหาทางเอง” ตันพูดยิ้ม ๆ 

ทนายความนำภาพการปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่ได้รับการอภัยโทษให้ดู รวมถึงกิจกรรมวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา และนิทรรศการเกรียนบ้านเกรียนเมืองที่กำลังจัดแสดงอยู่ ตันหัวเราะลั่น เขามองว่าทุกกิจกรรมล้วนเป็นการสื่อสารที่มีคุณค่า “ไม่ว่าจะเป็นป้า ๆ ลุง ๆ ที่มายืนถือป้าย ยืนหยุดขัง เรียกร้องสิทธิประกันตัวให้พวกเราเสมอ หรือคนรุ่นใหม่ที่อาจจะสื่อสารโดยการจัดกิจกรรม จัดนิทรรศการบ้าง ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม เวลาเห็นคนพยายามหาช่องทางในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เห็นแล้วเราก็มีกำลังใจ ชื่นใจ อยากจะขอบคุณมาก ๆ”

สิ่งที่น่าสนใจในช่วงนี้คือห้องของตันโดนยึดทีวี 30 วัน เพราะผู้ต้องขังในห้องทำผิดวินัย แม้เพื่อนร่วมห้องจะบ่นกัน แต่ตันกลับรู้สึกตรงข้าม “ปกติเราไม่ได้ดูโทรทัศน์ แต่พออยู่ข้างในแล้วได้นอนติดทีวี เท้าห่างจากทีวีเมตรครึ่งเองมั้ง เสียงทีวีดึงความสนใจเราตลอด อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ติดดูทีวีจนได้ พอห้องไม่มีทีวี เราก็ได้กลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง ได้คุยกับคนในห้องเพิ่มขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เพราะมันไม่มีอะไรทำก็เลยต้องคุยกัน นึกอะไรได้ก็ทำ บางทีอยู่ดีๆ ก็ร้องเพลงกันขึ้นมา เราร้องนำบ้าง คนอื่นร้องนำบ้าง พอมันเป็นเพลงที่เขารู้จักก็จะร้องต่อ ๆ กัน”  ตันยังเล่าอีกว่านอกจากนี้ยังมีน้อง ๆ วัยรุ่นที่ไปอ่านหนังสือแดนการศึกษาแล้วเจอหนังสือเพลง ไปคัดใส่สมุดมาเป็นร้อย ๆ เพลง บางเพลงมีคอร์ดมาด้วย ตันได้ขอยืมมาร้องเพลงในห้อง และในแดนยังมีกีตาร์ให้สลับกันเล่นได้ตอนกลางวันอีกด้วย

ผลพลอยได้จากการไม่มีทีวีคือตันพักผ่อนได้มากขึ้น “ปกติจะได้งีบช่วงไม่เปิดทีวีไง พอเปิดทีวีเราก็ตื่นถึงสี่ทุ่ม ได้นอนอีกทีหลังทีวีปิด แล้วช่วงที่ทีวีเปิด ผู้ต้องขังในห้องก็จะไม่คุยกัน เพราะเขาเกรงใจคนที่อยู่ข้างหลังอาจจะไม่ได้ยินเสียงทีวี พอไม่มีทีวีเราก็นอนตอนไหนก็ได้ เพื่อน ๆ ก็จะคุยกันเบา ๆ ไม่ให้รบกวนกัน”

เมื่อทนายความแจ้งข่าวคดีมาตรา 112 ที่เพิ่งยกฟ้องไป ตันมีความหวังว่าคดีมาตรา 110 ของเขาก็จะไปในทิศทางเดียวกัน ก่อน ๆ ค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดเป็นประโยคว่า การเคลื่อนไหว ทำงานในเชิงเครือข่ายของแต่ละที่มีประโยชน์หมด ทำให้มีความหวัง ไม่โดดเดี่ยว คิดว่าคดีการเมืองน่าจะเบาลง  รู้สึกว่าแนวทางของคดีการเมืองเริ่มโอเคขึ้น เริ่มเห็นภาพที่ไม่ใช่โหนความหมายของสถาบันฯ 

 “เราไม่รู้ว่าการยื่นประกันต่อจากนี้จะได้หรือไม่ได้ แต่ยืนยันว่าฎีกาต้องตกเป็นยกฟ้อง เราเชื่ออย่างนั้น มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะเราไม่ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาเลย”

แม้จะปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำได้ แต่เขาก็ยอมรับว่าการอยู่ในนี้ต่อไปทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะสูญเสียหลายอย่าง เพื่อนผู้ต้องขังบางคนก็เสียคนรัก บางคนก็เสียงาน “มีครั้งหนึ่ง ผู้ต้องขังพูดกันว่าแฟนผมทิ้งไปแล้ว ติดคุกมา 3 ปี แล้วผู้ต้องขังอีกคนที่เป็นคนมีอายุหน่อยก็พูดขึ้นมาว่า มึงจะพูดว่าเขาทิ้งมึงไม่ได้ มึงทิ้งเขามาก่อน ตั้ง 3 ปี ที่เขาอยู่คนเดียว มึงไม่ได้ดูแลเขา ทิ้งเขามาอยู่ในนี้ เราฟังแล้วก็ เออ จริงแฮะ บางเรื่องมันก็ต้องทำใจไว้”  ส่วนตัวเขาตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไร และยังตั้งหน้าตั้งตารอวันเยี่ยมญาติใกล้ชิดครั้งหน้า 

.

วันที่ 22 ก.ค. 2569

วันนี้ตันออกมาช้ากว่าปกติ เพราะผู้อำนวยการเรือนจำไม่อยู่ ทำให้ทุกอย่างช้าทั้งวัน อย่างไรก็ตาม เขายังทักทายด้วยรอยยิ้ม ผิวคล้ำขึ้นจากการออกกำลังกาย แต่ดูแข็งแรง

ตันเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในแดน 4 ที่ปรับเวลาขึ้นห้องเป็น 14.30 น. แต่ก็ยังปล่อยลงมาช้าเหมือนเดิม ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ตื่นตั้งแต่ตีสี่และต้องรอจนหกโมงครึ่งกว่าจะได้ลงขัง “เวลาเยอะมากกับการอยู่ที่เดิม ถ้าจะเรียกขึ้นห้องเร็ว ก็ขอให้เรียกลงขังเร็วด้วยได้ไหมล่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขำ ๆ ก่อนเล่าถึงสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ยิ้มออกในแต่ละวัน อย่างเรื่องผู้ต้องขังที่วิ่งไปดูเครื่องบินที่บินผ่าน แล้วคุยกันว่าเศรษฐกิจดีขึ้นหรือเปล่า “ซึ่งเราก็เฮ้อ ดูข่าวดูอะไรมันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยนะ”

เมื่อถามว่าตลอดเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรจากตัวเองและผู้ต้องขังคนอื่นบ้าง ตันตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า เห็นคนที่อยู่ในสภาวะเดียวกัน ถูกจำกัดสิทธิจากการกระทำของตนเอง จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พอเข้ามาอยู่ในนี้ ไม่มีใครชินหรอก ทุกคนต้องปรับตัว จะบอกว่าเหมือนการปฏิบัติธรรมที่ต้องตื่นเช้า มีกฎระเบียบในวัดมากมาย มันก็ไม่ใช่หรอก 

 “เราไปปฏิบัติธรรมเพราะเราเลือกจะไป เราเตรียมใจยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านั้น แต่สำหรับการติดคุก มันไม่ใช่ จะทำยังไงให้อยู่ในสภาวะที่ยากลำบากได้ ข้างในมันก็เหมือนสังคมย่อย ๆ ที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัว อาจจะเลวร้ายกว่าข้างนอกหน่อย เพราะคับแคบกว่า” 

นอกจากนั้นกับผู้คนข้างในก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ต่างจากโลกความเป็นจริงที่จากมา แต่ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะยิ้มออกบ้างในแต่ละวัน 

“อย่างเรื่องกฎหมายนี่ก็เห็นได้ชัด เราเห็นผู้คนพยายามศึกษากฎหมายจากทรัพยากรที่จำกัด เท่าที่เขามี จากคำบอกเล่าของคนที่เคยผ่านมาก่อนบ้าง หนังสือกฎหมายที่มีน้อยนิดบ้าง มาตรานั้นมาตรานี้ ควรวิเคราะห์ยังไง ควรต่อสู้ยังไง คนที่พยายามศึกษาจนสามารถให้คำปรึกษาคนข้างในได้นี่เก่งมากเลยนะ แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันผิดถูกยังไงก็เถอะ เราคิดว่าถ้าข้างในมันมีทรัพยากรให้เขามากกว่านี้ก็ดี ถ้ามีหนังสือกฎหมายใหม่ ๆ แนวทางคำพิพากษาใหม่ ๆ คงทำให้การใช้ชีวิตในนี้ง่ายขึ้น”  ตันกล่าวไว้อีกตอน

ก่อนตันจะให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า “คนในนี้นะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่  ถ้าไม่เจ็บป่วยก็ไม่แตกต่างกันเลย ทุกคนเอื้อเฟื้อและช่วยเหลือกัน เราชอบคุยกับคนแก่กว่า หรือคนที่โทษสูงกว่า  บทสนทนาจะทำให้ความรู้สึกเราเบาบางลง เพราะมันไม่ใช่แค่เราที่เผชิญชะตากรรมนี้ บางคำก็ทำให้เราตกผลึกกับตัวเองและคิดได้เยอะเลยนะ”

“ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ ถูกคุมขังในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีในการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เป็นมีความผิดตามฟ้องและลงโทษจำคุก 16 ปี ทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นฎีกา

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงตันและผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

ย้อนอ่านเรื่องเกี่ยวกับตัน

“พอรู้ว่าข้างนอกมีอะไรรออยู่ เราก็มีความหวัง”: “ตัน” สุรนาถ กับจดหมาย รูปกิจกรรม และความหวังในชั้นฎีกา

X