ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
.
ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ
มึงคือซากศพแห่งยุคสมัย
ศาลพระรัฐธรรมนูญอันบอดใบ้
ได้เช่นฆ่าประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็น
.
ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ
ศาลบัดซบอุบาทว์วินิจฉัยอย่างที่เห็น
ความทุกข์ยากของประชาชนกระสาดกระเซ็น
เพราะมึงไม่ได้เป็นผู้รับใช้อำนาจประชาชน
.
ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ
คำเกลื่อนกลบที่มึงพล่ามอย่างสับสน
บรรทัดฐานของมึงไม่ใช่เจตจำนงประชาชน!!
เพราะมึงเหยียบอยู่บนหัวประชาชน
.
เพราะมึงเหยียบอยู่บนหัวประชาชน
แล้วหมอบต่ำใต้ตีนของเดนฅน ศาลอย่างมึงอยู่ใต้ตีนของเดนฅน ไอ้สัส! เดนฅนแค่ฅนเดียว ควยย!
.
บทนำ
ผมได้มีโอกาสอ่านบทกวีในข้างต้นนี้อยู่หลายรอบ เนื่องจากได้รับการทาบทามให้เป็นพยานในการให้ความเห็นทางวิชาการต่อบทกวีและการแสดงออกทางการเมืองของคุณ ‘รามิล’ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในคดี “รามาตุลาการ” ที่เขาและเพื่อนนักกิจกรรมถูกฟ้องและดำเนินคดีไปเมื่อปี 2567 รามิลเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความตื่นตัวทางการเมืองและไม่สามารถนิ่งเฉยได้กับอาการของสังคมในห้วงเวลาวิกฤติ เขากับเพื่อน ๆ ในนามศิลปินอิสระ, ในนามกลุ่ม artn’t, หรือในนามลานยิ้มการละคร มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งสารสู่สังคมผ่านกระบวนการทำงานทางศิลปะ ซึ่งไม่ได้จำกัดรูปแบบเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด แต่พวกเขาใช้ทุกรูปแบบเท่าที่จะส่งเสียงของปัญหาที่ผู้คนทั่วไปไม่กล้าพูดออกมาในพื้นที่สาธารณะ ที่ผ่านมา พวกเขาใช้ทั้งรูปแบบการแสดง, ภาพวาด, ภาพพิมพ์, การจัดวางทางศิลปะ และบางทีก็ใช้การทำงานด้านสื่อใหม่ (new media) ซึ่งมีผลให้เขากับเพื่อนร่วมแนวทาง ต้องยึดอกรับคดีและหมายเรียกอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงคดีมาตรา 112 ซึ่งมิตรสหายทางวิชาการหลายท่าน รวมถึงตัวผมเองต่างเดินเข้าออกศาลเพื่อเป็นพยานทางวิชาการให้กับพวกเขา
ผมไม่คิดว่าพวกเขามีความกล้าหรือบ้าบิ่นเพียงอย่างเดียว เพราะงานศิลปะที่ดูหยาบกร้านและไม่งดงามนั้นเป็นเพียงพื้นผิวของกระบวนการหล่อหลอมความคิดอันละเอียดอ่อนให้เชื่อมโยงกับความรับผิดชอบทางสังคม รวมไปถึงการตั้งคำถามกับอนาคตของสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ
คดีรามาตุลาการก็เช่นกัน รามิลใช้บทกวีประกาศก้องทางความคิด
สิ่งแรกที่สะดุดใจผมไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ตอนท้ายของตัวบทซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นคำหยาบคายและรับไม่ได้หากต้องตะโกนในพื้นที่สาธารณะ หากเป็นคำว่า “ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ” ต่างหาก ประโยคที่ดูเรียบง่ายนี้กลับมีส่วนสั่นคลอนจินตนาการทางการเมืองของรัฐสมัยใหม่อย่างตรงไปตรงมา เพราะนับตั้งแต่การก่อรูปของรัฐธรรมนูญและระบบตุลาการ ศาลมักถูกสร้างภาพให้เป็นสถาบันซึ่งตั้งอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง เป็นพื้นที่ของเหตุผล ความเป็นกลาง และความยุติธรรม การประกาศว่า “ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ” จึงไม่ใช่เพียงการแสดงความโกรธต่อคำพิพากษาหนึ่ง หากเป็นการตั้งคำถามต่อเงื่อนไขพื้นฐานของอำนาจตุลาการทั้งหมด
ในฐานะนักวิชาการที่สนใจกระบวนการทำงานทางศิลปะที่เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผมสนใจกวีนิพนธ์บทนี้เพราะคำถามที่ว่าเหตุใดผู้คนจึงเลือกเขียนบทกวีในช่วงเวลาที่ความยุติธรรมดูเหมือนจะล้มเหลว เหตุใดความไม่ไว้วางใจต่อศาลจึงไม่ได้ปรากฏผ่านบทความทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่กลับปรากฏผ่านภาษาแห่งกวีแบบดิบ ๆ ผ่านการเปรียบเปรย การประชดประชัน และอารมณ์โกรธที่แทบไม่พยายามปกปิดตนเอง หากพิจารณาอย่างผิวเผิน ตัวบทในข้างต้นอาจถูกอ่านว่าเป็นเพียงวรรณกรรมแห่งการต่อต้านหรือบทระบายความคับข้องใจของผู้ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล ทว่า ยิ่งอ่านซ้ำไปมาหลายรอบ ผมกลับรู้สึกว่า ตัวบทกำลังทำสิ่งที่ลึกกว่านั้น มันมิได้เพียงวิพากษ์คำพิพากษา แต่กำลังผลิตคำพิพากษาเสียเอง ผู้นิพนธ์และอ่านตัวบทมิได้ยืนอยู่ในฐานะคู่ความหากยืนอยู่ในฐานะผู้ตัดสิน ราวกับผู้ที่เป็นจำเลยในโลกของกฎหมายกลับกลายเป็นผู้กล่าวคำพิพากษาต่อศาล
ภาวะการกลับด้านเช่นนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ Dictatorship on Trial: Coups and the Future of Justice in Thailand ของศาสตราจารย์ไทเรล ฮาร์เบอร์คอร์น (Tyrell Haberkorn) แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน ผู้เสนอว่า แม้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน เรายังสามารถจินตนาการถึง “คำพิพากษาใหม่” (rewritten judgments) ได้ หากเปลี่ยนจุดยืนในการตีความ ขณะเดียวกัน บทกวีนี้ก็ดูเหมือนจะก้าวไปไกลกว่าข้อเสนอของเธอสักเล็กน้อย เพราะมันไม่ได้เพียงเขียนคำพิพากษาใหม่ หากกำลังตั้งคำถามไปพร้อมกันว่า เหตุใดศาลจึงควรเป็นผู้มีสิทธิ์กล่าวคำพิพากษาแต่เพียงฝ่ายเดียว?
.
.
คำถามในลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ผมหวนกลับไปอ่านงานเขียนคลาสสิกของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) อีกครั้ง เมื่อเขาเสนอว่า “ภาษาคือเรือนพำนักของการดำรงอยู่” เราสามารถคิดต่อไปได้ว่าหากภาษาเป็นสถานที่ที่โลกเผยตัวออกมา คำพิพากษาของศาลก็ย่อมไม่ใช่เพียงข้อความทางกฎหมาย แต่คือการจัดระเบียบโลกผ่านภาษา และหากเป็นเช่นนั้น บทกวีการเมืองก็อาจมิใช่เพียงวรรณกรรม แต่เป็นความพยายามสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา โลกที่ความยุติธรรมมิได้เริ่มต้นจากศาล หากเริ่มต้นจากประชาชนผู้กลับมาอ้างสิทธิ์ในการเรียกชื่อความยุติธรรมด้วยภาษาของตนเอง
ข้อเขียนนี้ ผมปรับปรุงขึ้นมาจากบันทึกระหว่างการเตรียมตัวเป็นพยานทางวิชาการของผมเอง ทั้งในคดีของคุณรามิลและอีกหลาย ๆ คดีที่ผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะพยานและจำเลยในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา ผมต้องเตรียมตัวอย่างมากเพราะความกังขาต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยที่มีอยู่เดิม ควบคู่กับความใคร่รู้ในความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการทำงานทางศิลปะกับเงื่อนไขและข้อวินิจฉัยทางกฎหมาย แน่นอน ผมไม่ได้มีเพียงเจตจำนงในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังประสงค์ปกป้องการเสรีภาพในแสดงออกทางศิลปะในการวิพากษ์วิจารณ์สภาวะความบิดเบี้ยวของสังคม พิจารณาในแง่นี้ ข้อเขียนนี้จึงมิได้มุ่งวิเคราะห์ว่าบทกวีดังกล่าว “ถูก” หรือ “ผิด” แต่ต้องการใช้บทกวีเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ใครกันแน่ที่มีสิทธิ์กล่าวคำพิพากษาและความยุติธรรมจำเป็นต้องถือกำเนิดจากศาลเสมอไปหรือไม่? และในข้อเขียน ผมยังเสนออีกด้วยว่า สิ่งที่บทกวีการเมืองกำลังสร้างขึ้นมิใช่เพียงการต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เป็นการช่วงชิงอำนาจในการนิยามความยุติธรรมกลับคืนสู่ประชาชน และการช่วงชิงนั้นเองอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผมเรียกว่า “นิติศาสตร์ของประชาชน” (People’s Jurisprudence) หรือ “ความยุติธรรมจากเบื้องล่าง” (justice from below)
.
ภาษาและการเขียนโลกทางการเมือง
มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจอยู่เสมอในทุกสังคมที่เผชิญกับรัฐประหาร นั่นคือ เหตุใดในช่วงเวลาที่กฎหมายยังคงทำงาน ศาลยังคงเปิดทำการ และคำพิพากษายังคงถูกอ่านออกมาราวกับเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มรวมตัวส่งเสียงเห็นต่างจากคำตัดสินมากขึ้นเรื่อย ๆ ความขัดแย้งทางการเมืองจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแย่งชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลกับประชาชน หรือระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านระบอบทหาร แต่มันขยายตัวเข้าไปสู่สถาบันที่เคยถูกจินตนาการว่าอยู่เหนือความขัดแย้งซึ่งนั่นคือสถาบันตุลาการ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลหลายกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ แต่กลับรับรองระเบียบทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ความสงสัยต่อความชอบธรรมของศาลจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในพื้นที่สาธารณะ ความสงสัยนี้ไม่ได้แสดงออกผ่านบทวิเคราะห์ทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากยังปรากฏผ่านภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง งานจัดวางทางศิลปะ ดนตรี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทกวีการเมือง
ผมจึงเชื่อว่า ในบางห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ความหวังต่อความยุติธรรมอาจไม่ได้เริ่มต้นจากห้องพิจารณาคดีอีกต่อไป ทว่า ถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่ของภาษา วรรณกรรม และจินตนาการทางศิลปะ
การเกิดขึ้นของบทกวีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นเสียงสะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า ทุกครั้งที่ภาษาแห่งอำนาจเริ่มผูกขาดการอธิบายโลก ภาษาอีกชุดหนึ่งก็มักถือกำเนิดขึ้นเพื่อต่อต้านการผูกขาดนั้น บทกวีจึงไม่ใช่เพียงการระบายอารมณ์ของผู้พ่ายแพ้หรือกราดเกรี้ยว แต่เป็นความพยายามเรียกคืนถ้อยคำที่ถูกยึดครองและทำให้คำที่เคยถูกทำให้ว่างเปล่าไร้ความหมายกลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง อาทิ คำอย่าง “ประชาชน” “ความยุติธรรม” “เสรีภาพ” หรือแม้แต่ “ศาล” ต่างไม่ได้มีความหมายตายตัว หากดำรงอยู่ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อกำหนดความหมายอยู่เสมอ
จุดนี้เองที่ข้อเสนอของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ช่วยให้เราเข้าใจความสำคัญของบทกวีได้ลึกกว่าการมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรม ในงานเขียนเรื่อง Letter on Humanism เขาเขียนประโยคที่กลายเป็นหนึ่งในข้อความสำคัญที่สุดของปรัชญาศตวรรษที่ยี่สิบว่า “Language is the house of Being” หรือ “ภาษาคือเรือนพำนักของการดำรงอยู่” ประโยคสั้น ๆ นี้มิได้หมายความเพียงว่าภาษามีความสำคัญ แต่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้ดำรงอยู่ก่อนและใช้ภาษาเพื่ออธิบายโลก ในทางตรงกันข้าม โลกของมนุษย์ถูกเปิดเผยและรับรู้ผ่านภาษา เราเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจสังคมผ่านโครงสร้างของภาษาเสมอ
หากเป็นเช่นที่กล่าวมานี้ การเมืองย่อมไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อครอบครองรัฐ หากเป็นการต่อสู้เพื่อครอบครองภาษา เพราะผู้ที่มีอำนาจนิยามภาษาย่อมมีอำนาจนิยามโลก สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” ย่อมแตกต่างจาก “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” เช่นเดียวกับคำว่า “การยึดอำนาจ” เมื่อถูกแทนที่ด้วยคำว่า “การรักษาความสงบ” ก็ทำให้การรับรู้ของสังคมต่อเหตุการณ์เดียวกันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
ในมุมมองเช่นนี้ การเมืองจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในภาษา รัฐประหารจึงไม่ใช่เพียงการยึดครองทำเนียบรัฐบาล ค่ายทหาร หรือรัฐสภา หากเป็นการเข้าไปยึดครอง “เรือนพำนักของการดำรงอยู่” ของผู้คนในสังคม ระบอบรัฐประหารมิได้เปลี่ยนผู้ถืออำนาจเพียงอย่างเดียวแต่ยังเปลี่ยนความหมายของคำที่สังคมใช้ทำความเข้าใจโลก คำว่า “รัฐธรรมนูญ” “ความมั่นคง” “ผลประโยชน์ของชาติ” “ความสงบเรียบร้อย” หรือแม้แต่ “ประชาธิปไตย” ต่างถูกจัดวางใหม่ภายใต้ระเบียบของภาษาอีกชุดหนึ่ง ภาษาแห่งกฎหมายซึ่งเคยทำหน้าที่จำกัดอำนาจรัฐกลับถูกใช้เพื่อรับรองอำนาจพิเศษ และเมื่อภาษาเปลี่ยน โลกทางการเมืองก็เปลี่ยนตาม
ในแง่นี้ กฎหมายไม่ใช่เพียงระบบของข้อบังคับ หากเป็นทั้งระบบและระบอบของการเล่าเรื่องเกี่ยวกับโลก กฎหมายบอกเราว่าใครคือพลเมือง ใครคือผู้กระทำผิด อะไรคือความยุติธรรม และอะไรคือความรุนแรงที่รัฐยอมรับได้ คำพิพากษาจึงไม่ใช่เพียงผลของการตีความข้อกฎหมาย แต่ยังเป็นการจัดระเบียบโลกทางการเมืองผ่านภาษา เป็นทั้งการเขียนและตัดสินโลกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ศาลกล่าวว่า “ศาลเห็นว่า…” หรือ “ศาลพิจารณาว่า…”
ข้อเสนอนี้สอดคล้องอย่างน่าสนใจกับงานล่าสุดของไทเรล ฮาร์เบอร์คอร์น ในหนังสือเรื่อง Dictatorship on Trial: Coups and the Future of Justice in Thailand ฮาร์เบอร์คอร์นมิได้เริ่มต้นจากคำถามว่า คำพิพากษาถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์หรือไม่ หรือกฎหมายกล่าวว่าอะไร แต่เธอถามกลับว่า คำพิพากษาเหล่านั้นได้ผลิตความชอบธรรมให้แก่ระบอบการเมืองแบบใด คำพิพากษาจึงมิใช่ข้อความที่เป็นกลาง แต่เป็นพื้นที่ซึ่งอำนาจรัฐทำงานผ่านการเลือกใช้ถ้อยคำ การตีความ และการจัดลำดับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ฮาร์เบอร์คอร์นจึงทดลองทำสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือการเขียน “คำพิพากษาใหม่” เธอเลือกที่จะตีความคำพิพากษาจากหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนผ่านกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ภาษาแห่งกฎหมายมิได้มีความหมายเพียงชุดเดียว ทั้งยังสามารถเปิดไปสู่โลกทางการเมืองอีกแบบหนึ่งได้ การเขียนคำพิพากษาใหม่จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขข้อความเดิม แต่ความยุติธรรมสามารถถูกจินตนาการใหม่ได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน รวมไปถึงความพยายามในการเปิดเผยว่า “ความยุติธรรม” มิได้ถูกกำหนดโดยตัวบทกฎหมายเพียงลำพัง หากขึ้นอยู่กับโลกทัศน์และภาษาแห่งการตีความที่ผู้พิพากษาเลือกใช้เสมอ หน้าที่ของศาลหลังรัฐประหารจึงมิได้เป็นเพียงผู้ตีความกฎหมาย แต่กลับเป็นผู้ผลิตความชอบธรรมแก่ระเบียบการเมืองผ่านภาษาแห่งกฎหมายเอง
สำหรับผม งานของเธอสร้างขอบฟ้าใหม่ของความเป็นไปได้ในการศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตัวบทกฎหมายกับผู้ตีความเป็นอย่างมาก แต่ผมไม่คิดที่จะหยุดอยู่เพียงข้อเสนออันน่าตื่นเต้นของเธอ เพราะบทกวีกำลังทำสิ่งที่กว้างกว่านั้น โดยเฉพาะการเขียนโลกทางการเมืองขึ้นใหม่ผ่านภาษา ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่คำพิพากษาใหม่ของฮาร์เบอร์คอร์น แม้จะท้าทายการตีความเดิม แต่ยังดำรงอยู่ภายในโลกของศาลและยังพูดด้วยภาษาแห่งกฎหมาย ขณะที่บทกวีเลือกเดินออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยสิ้นเชิง บทกวีไม่ร้องขอให้ศาลตีความใหม่ ไม่ยื่นอุทธรณ์ และไม่เรียกร้องให้สถาบันกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติเดิม หากตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า
เมื่อศาลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตโลกทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ผู้ใดเล่าจะมีสิทธิ์เขียนโลกใบใหม่…
คำถามนี้เองที่ทำให้บทกวีเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนเริ่มทดลองช่วงชิงสิทธิในการนิยามความยุติธรรมกลับคืนมาด้วยภาษาของตนเอง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจบทกวีการเมืองในฐานะ “คำพิพากษา” อีกประเภทหนึ่ง คำพิพากษาซึ่งมิได้ถือกำเนิดขึ้นในนามของศาล หากเกิดขึ้นในนามของประชาชน
.
.
เขียนคำพิพาษาใหม่ในนามบทกวี
ทุกครั้งที่ขึ้นเป็นพยานและรับฟังผลการตัดสินในศาล ผมตระหนักอยู่ทุกครั้งว่า คำพิพากษาของศาลไม่อาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงข้อความทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังเป็นการผลิตความจริงทางการเมืองผ่านภาษา ทุกคำวินิจฉัยไม่ได้เพียง “ปิด” คดี แต่เป็นการ “เปิด” โลกอีกใบหนึ่งขึ้นมา โลกที่ผู้คนถูกจัดวางตำแหน่งใหม่ภายใต้ระเบียบของกฎหมาย
การทำความเข้าใจคำพิพากษาในลักษณะนี้ทำให้เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาสมมติฐานพื้นฐานของนิติศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) ซึ่งพยายามแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมและการเมืองอย่างชัดเจน และพิจารณาว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฎฐาธิปัตย์ซึ่งสมาชิกในรัฐต้องเชื่อฟังโดยปกติวิสัย สำหรับนักนิติปรัชญาอย่างจอห์น ออสติน (John Austin) ความชอบธรรมของกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นธรรมของเนื้อหา หากขึ้นอยู่กับที่มา ขั้นตอน และกฎเกณฑ์ที่ทำให้กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ กฎหมายจึงเป็นกฎหมายเพราะได้รับการรับรองจากระบบกฎหมายไม่ใช่เพราะมันนำไปสู่ความยุติธรรมเสมอไป ในทัศนะเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่าง “กฎหมายที่มีผลใช้บังคับ” กับ “กฎหมายที่ดี” จึงถูกแยกออกจากกันเพื่อรักษาความเป็นวิทยาศาสตร์ของนิติศาสตร์ แน่นอน ฐานคิดและข้อเสนอเช่นนี้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการพัฒนานิติศาสตร์สมัยใหม่เ พราะมันทำให้การศึกษากฎหมายไม่ตกอยู่ภายใต้การตัดสินทางศีลธรรมของแต่ละบุคคล ทว่า การแยกกฎหมายออกจากคำถามเรื่องอำนาจและความชอบธรรม ก็มีส่วนทำให้คำพิพากษาถูกจินตนาการว่าเป็นผลลัพธ์ของการใช้เหตุผลเชิงเทคนิคมากกว่าจะเป็นการกระทำทางการเมือง ผู้พิพากษาจึงมักถูกวางไว้ในฐานะผู้ตีความตัวบทและมีอำนาจลอยตัวอยู่เหนือความเชื่อมโยงใด ๆ กับการมีสถานะของผู้ผลิตโลกทางการเมืองผ่านภาษา
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของสังคมไทยภายหลังการรัฐประหารกลับทำให้สมมติฐานดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน เพราะคำถามที่สังคมกำลังเผชิญหน้าคือ ศาลตีความกฎหมายได้ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์หรือไม่ และเหตุใดกฎหมายจึงสามารถรับรองอำนาจที่เกิดขึ้นจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญเสียเองได้ คำถามในแนวทางนี้ไม่ได้มุ่งปฏิเสธกฎหมาย หากต้องการเผยให้เห็นว่า กฎหมายไม่เคยดำรงอยู่ภายนอกความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การตีความกฎหมายมิใช่เพียงการใช้ตรรกะภายในของระบบกฎหมาย หากเป็นการตัดสินว่าระเบียบทางการเมืองแบบใดจะได้รับการยอมรับในฐานะสิ่งที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ว่าศาล “ตีความกฎหมายผิด” หากอยู่ที่ชุดคำพิพากษาซึ่งกำลังทำหน้าที่สร้างโลกทางการเมืองขึ้นมา และโลกใบนั้นย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องอำนาจ ความยุติธรรม และอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้
ด้วยเหตุนี้ บทกวีจึงเลือกทำงานนอกห้องพิจารณาคดีด้วยการตั้งคำถามที่เรียบง่ายแต่สั่นคลอนฐานคิดของนิติรัฐอย่างลึกซึ้งว่า เหตุใดศาลจึงยังมีสิทธิ์เป็นผู้กล่าวคำพิพากษา เนื่องจากตลอดประวัติศาสตร์กฎหมายสมัยใหม่ ศาลถูกจินตนาการให้เป็นสถาบันเพียงไม่กี่แห่งที่มีอำนาจกล่าวคำสุดท้ายเกี่ยวกับความยุติธรรม การยอมรับคำพิพากษาจึงมิใช่เพียงการยอมรับผลของคดี หากเป็นการยอมรับสถานะของศาลในฐานะผู้ผูกขาดการนิยามความจริง
“ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ” จึงไม่ได้กล่าวหาว่าศาลตีความกฎหมายผิด แต่เป็นการเริ่มต้นความคิดด้วยการถอนความเคารพต่อศาลเสียก่อน เป็นการปฏิเสธเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้ศาลสามารถกล่าวคำพิพากษาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้พูดไม่ได้กำลังปฏิเสธคำตัดสินหากกำลังปฏิเสธผู้ตัดสิน
ความน่าสนใจของบทกวีนี้อยู่ที่การเคลื่อนย้ายอำนาจที่ซ่อนอยู่ภายในตัวบท เพราะทันทีที่ผู้พูดกล่าวว่า “ศาลที่มิอาจจะเคารพ” ตำแหน่งของผู้พูดและศาลก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ศาลไม่ได้ยืนอยู่เหนือประชาชนอีกต่อไป หากกลับถูกดึงลงมาอยู่ในฐานะผู้ถูกประเมิน ผู้ถูกตรวจสอบ และท้ายที่สุด ผู้ถูกพิพากษา
นี่คือช่วงเวลาที่บทกวีเริ่มทำหน้าที่คล้ายกับคำพิพากษา
หากในห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษาเป็นผู้กล่าวคำวินิจฉัยต่อประชาชน ในพื้นที่ของบทกวี ประชาชนกลับกลายเป็นผู้กล่าวคำวินิจฉัยต่อศาล การกลับด้านเช่นนี้มิใช่เพียงกลวิธีทางวรรณศิลป์ หากเป็นการเปลี่ยนระเบียบของโลกทางการเมือง เนื่องจากโลกที่ศาลเคยเป็นผู้ตัดสินกำลังถูกแทนที่ด้วยโลกอีกใบหนึ่ง โลกที่ประชาชนเริ่มต้นอ้างสิทธิ์ในการตัดสินความชอบธรรมของสถาบันที่เคยตัดสินตนเอง
ภาพเปรียบที่ว่า “มึงคือซากศพแห่งยุคสมัย” จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นคำด่าที่รุนแรง หากเป็นคำวินิจฉัยทางการเมืองที่ประกาศว่าสถาบันหนึ่งได้สิ้นสุดชีวิตลงในเชิงความชอบธรรมแล้ว ศาลยังคงมีอาคาร มีหลังคา มีผู้พิพากษา และยังสามารถอ่านคำพิพากษาได้ตามปกติ ทว่า ในโลกที่บทกวีสร้างขึ้น ศาลได้สูญเสียความสามารถในการเป็นตัวแทนของความยุติธรรม ผมคิดว่าเราควรเรียกขานการทำงานของตัวบทและเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ตุลาการเชิงกวี” (Poetic Jurisprudence) มิใช่เพราะบทกวีต้องการแทนที่กฎหมาย แต่กวีกำลังทำหน้าที่เดียวกับที่คำพิพากษาเคยทำ โดยเฉพาะการตัดสินความชอบธรรมของระเบียบทางการเมืองผ่านภาษา และภาษาแห่งบทกวีเช่นนี้ไม่ได้อ้างอิงอำนาจของรัฐแต่อ้างอิงประสบการณ์ ความทรงจำ และจินตนาการร่วมของประชาชน
ในความหมายนี้ บทกวีจึงมิใช่การตัดสินเชิงกฎหมายและก็ไม่ใช่เพียงการเขียนคำพิพากษาใหม่ หากเป็นสิ่งที่อาจเรียกว่า คำพิพากษาของประชาชน (people’s judgment) คำพิพากษาที่มิได้เกิดขึ้นภายใต้ตราครุฑ แต่ถือกำเนิดขึ้นจากประสบการณ์ของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมาย ความยุติธรรมในความหมายนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไหลลงมาจากศาล หากค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากเบื้องล่าง ผ่านภาษา ความทรงจำ ศิลปะ การไว้ทุกข์ การประท้วง และบทกวี ก่อนที่มันจะกลายเป็นตัวบทกฎหมายเสีย ประสบการณ์เหล่านี้มีความหนักแน่นพอที่จะปฏิเสธศาล และประชาชนควรเป็นผู้มีสิทธิ์กล่าวคำสุดท้ายเกี่ยวกับความยุติธรรม
บางที นี่เองอาจเป็นสิ่งที่ทำให้บทกวีการเมืองมีพลังอย่างยิ่งในห้วงเวลาหลังรัฐประหาร เพราะมันท้าทายศาลไม่ใช่ในฐานะสถาบัน หากท้าทายในฐานะผู้ผูกขาดการเขียนโลกทางการเมือง
.
เรือนพำนักของความยุติธรรม
เมื่อการเดินทางทางความคิดมาถึงจุดนี้ คำถามต่อบทกวีจึงไม่ใช่เรื่องของความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการเมือง แต่เป็นว่า บทกวีสามารถเปลี่ยนแปลง “โลก” ที่การเมืองดำรงอยู่ได้หรือไม่ คำถามทั้งสองนี้ดูคล้ายกัน ทว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะการเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่การเปลี่ยนคำพิพากษา ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในโลกทางการเมืองที่ดำรงอยู่แล้ว ขณะที่บทกวีกำลังทำสิ่งที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการเปลี่ยนเงื่อนไขของการมองเห็นโลก เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคำ และเปลี่ยนตำแหน่งของผู้คนภายในโลกใบนั้น
ตรงจุดนี้ ข้อเสนอของปอล ริกอร์ (Paul Ricoeur) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้เสนอแนวคิดเรื่อง โลกของตัวบท (the world of the text) โดยเขาชี้ให้เห็นว่า ข้อความทุกชิ้นไม่ได้เพียงอธิบายว่าโลกนั้นเป็นเช่นไร หากยังสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมาสำหรับผู้อ่าน โลกของวรรณกรรมจึงไม่ใช่โลกสมมติที่แยกขาดจากความเป็นจริง แต่เป็นโลกที่ทำให้เรามองโลกเดิมแตกต่างออกไป ดังนั้น เมื่อเราอ่านนิยาย บทกวี หรือแม้แต่คำพิพากษา เราจึงไม่ได้รับเพียงข้อมูล หากกำลังเข้าไปอยู่อาศัยในโลกที่ข้อความนั้นสร้างขึ้น ความแตกต่างระหว่างคำพิพากษาของศาลกับบทกวีจึงมิได้อยู่ที่รูปแบบของภาษา หากอยู่การสร้างโลกขึ้นมาจากภาษาสองชุดที่ไม่เข้าคู่หรือมิอาจหลอมรวมกันได้
โลกของคำพิพากษาเป็นโลกที่ถูกจัดระเบียบด้วยอำนาจของกฎหมาย ผู้พิพากษาเป็นผู้กล่าวคำสุดท้าย ข้อเท็จจริงถูกจัดลำดับ ความผิดและความบริสุทธิ์ถูกแบ่งแยก และความชอบธรรมถูกประกาศออกมาในนามของรัฐ โลกของบทกวีมิได้เริ่มต้นจากการสถาปนาความจริงเพียงหนึ่งเดียว หากเปิดพื้นที่ให้ความหมายหลายชุดดำรงอยู่พร้อมกัน บทกวีมิได้สั่งให้ผู้อ่านเชื่อ หากชวนให้ผู้อ่านเริ่มจินตนาการถึงโลกอีกใบหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ ความแตกต่างเช่นนี้ทำให้บทกวีมีสถานะทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะบทกวีไม่ได้แข่งขันกับศาลในฐานะสถาบันแต่กำลังแข่งกับศาลในฐานะผู้เขียนโลก
หากคำพิพากษาพยายามทำให้ระเบียบการเมืองแบบหนึ่งดูเป็นธรรมชาติ บทกวีก็ทำให้ระเบียบแบบเดียวกันดูเป็นสิ่งที่สามารถถูกตั้งคำถามได้ และทันทีที่โลกเริ่มถูกตั้งคำถาม ความชอบธรรมของโลกใบนั้นก็เริ่มสั่นคลอน เช่นเดียวกับสิ่งที่นักปรัชญาอย่าง ฌาคส์ ร็องซีแยร์ (Jacques Rancière) เรียกว่าการเปลี่ยนแปลง การจัดสรรสิ่งที่สามารถมองเห็น พูดถึง และรับรู้ได้ในสังคม (distribution of the sensible) สำหรับร็องซีแยร์ การเมืองอาจมิได้เริ่มต้นจากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นเมื่อผู้ที่เคยไม่มีสิทธิ์พูดกลับเริ่มพูด ผู้ที่เคยถูกมองไม่เห็นกลับปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่สาธารณะ การเมืองจึงเป็นการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบของการรับรู้
หากอ่านบทกวี “ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ” ผ่านมุมมองนี้ สิ่งที่บทกวีกำลังทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่ของการพูดขึ้นใหม่ ความสำคัญของบทกวีจึงมิได้อยู่ที่การใช้ภาษารุนแรงหรือการปฏิเสธศาลเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การทำให้สิ่งซึ่งเคยเป็นไปไม่ได้ทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่สามารถถูกจินตนาการได้ ก่อนที่ประชาชนจะสามารถสร้างสถาบันใหม่ พวกเขาจำเป็นต้องสร้างภาษาใหม่เสียก่อน ก่อนที่โลกจะเปลี่ยน โลกจะต้องถูกจินตนาการใหม่ และก่อนที่ความยุติธรรมจะถูกสถาปนาขึ้นใหม่ มันจำเป็นต้องถูกกล่าวถึงด้วยภาษาอีกชุดหนึ่งเพื่อทำลายหรือลดทอนความชอบธรรมของโลกทางภาษาชุดเก่า
“เพราะมึงเหยียบอยู่บนหัวประชาชน
แล้วหมอบต่ำใต้ตีนของเดนฅน ศาลอย่างมึงอยู่ใต้ตีนของเดนฅน ไอ้สัส! เดนฅนแค่ฅนเดียว ควยย!”
ตัวบทท่อนนี้อาจเป็นคำพรุสวาท หมิ่นหยาม และหยาบคายของผู้อยู่อาศัยในโลกใบเก่า ทว่า มันอาจเป็นประโยคที่ตะโกนก้องร่วมอยู่ในใจของใครหลายคน และบางที โลกใบใหม่ก็สามารถเริ่มต้นเค้าโครงได้ก็เมื่อตอนที่ผู้คนเริ่มสบถหรือชูนิ้วกลางใส่อำนาจที่คอยบงการชีวิต นี่คือเหตุผลที่ทำให้บทกวีมิได้เป็นเพียง “การแสดงออก” (expression) หากเป็น “การผลิตความรู้” (knowledge production) ในตัวของมันเอง บทกวีทำให้เราเริ่มเห็นในสิ่งที่เคยมองไม่เห็น ได้ยินในสิ่งที่เคยถูกทำให้เงียบ และตั้งคำถามต่อสิ่งที่เคยถูกทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ความรู้ที่บทกวีผลิตขึ้นจึงมิใช่ความรู้ในสำนักวิชาทางกฎหมาย แต่ก่อรูปขึ้นมาจากประสบการณ์แห่งความคับแค้น เจ็บปวด และความรู้สึกร่วมของผู้คน
ในแง่นี้ สิ่งที่ผมอยากเรียกว่า “ตุลาการเชิงกวี” (Poetic Jurisprudence) จึงเป็นการเปิดพื้นที่อีกแบบหนึ่งของความยุติธรรม พื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้ภาษาเพื่อตรวจสอบอำนาจของสถาบันที่อ้างตนว่าเป็นผู้ผูกขาดการตัดสินความจริง และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่รัฐเผด็จการหรือระบอบอำนาจนิยมจำนวนมากหวาดระแวงบทกวี ศิลปะ และวรรณกรรม แม้ว่างานเหล่านี้จะไม่มีอำนาจออกหมายจับ ไม่มีอำนาจลงโทษ และไม่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นอำนาจในการทำให้ผู้คนเริ่มเห็นว่า โลกที่พวกเขาอาศัยอยู่มิใช่โลกใบนี้ใบเดียว พวกเขาสามารถวิพากษ์วิจารณ์และจินตนาการถึงโลกใบใหม่ได้ ความสำคัญของบทกวีคือการเปลี่ยนเงื่อนไขของการดำรงอยู่ร่วมกัน และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าศาลก็เป็นเพียงหนึ่งในสถาบันที่สามารถถูกตรวจสอบและพิพากษาได้เช่นเดียวกับอำนาจรูปแบบอื่น บทกวีบทนี้และอาจหมายรวมถึงบทอื่น ๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการช่วงชิงอำนาจในการเขียนโลกกลับคืนมาจากรัฐและศาล เป็นความพยายามสถาปนาเรือนพำนักหลังใหม่ของความยุติธรรม
ไม่มีอำนาจใดผูกขาดความหมายของความยุติธรรมไว้ได้ตลอดกาล
.
.
ส่งท้าย: นิติศาสตร์ของประชาชน
หากข้อเสนอในส่วนก่อนหน้าชี้ให้เห็นว่า บทกวีสามารถทำหน้าที่เป็น “คำพิพากษาของประชาชน” ได้ คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ เราควรเข้าใจคำพิพากษานั้นอย่างไร หรือเราจะถือว่าเป็นเพียงถ้อยคำแห่งการประท้วงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมือง หรือเราควรเข้าใจว่าเป็นสร้างระเบียบความรู้ใหม่เกี่ยวกับความยุติธรรมขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง คำถามนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากบทกวีเป็นเพียงการระบายความโกรธ มันก็ย่อมมีชีวิตอยู่เพียงชั่วครู่และจางหายไปพร้อมกับเหตุการณ์ทางการเมือง แต่หากบทกวีสามารถผลิตความรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมได้ บทกวีก็จะมีสถานะมากกว่านั้นและกลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างนิติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ตุลาการเชิงกวีจึงมีส่วนเชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่เรียกว่านิติศาสตร์ของประชาชน (People’s Jurisprudence) โดยที่คำนี้มิได้หมายถึงกฎหมายประชาชน ชุมชน หรือกฎหมายจารีต หากหมายถึงการผลิตความรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมที่ไม่ได้เริ่มต้นจากตัวบทกฎหมาย แต่ก่อเกิดจากประสบการณ์ของผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมายเหล่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากนิติศาสตร์กระแสหลักเริ่มต้นจากคำถามว่า “กฎหมายกล่าวว่าอะไร” นิติศาสตร์ของประชาชนกลับเริ่มต้นจากคำถามว่า “ผู้คนมีชีวิตอยู่กับกฎหมายอย่างไร”
ความแตกต่างดังกล่าวอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนจุดตั้งต้นของการวิเคราะห์ ทว่ามันอาจเป็นการเปลี่ยนรากฐานของความคิดทางนิติศาสตร์ เพราะที่ผ่านมาความรู้เรื่องกฎหมายมักถูกผูกขาดไว้กับผู้พิพากษา นักกฎหมาย และสถาบันของรัฐ การอธิบายความยุติธรรมจึงมักเริ่มต้นจากตัวบท คำพิพากษา และหลักการตีความเป็นสำคัญ สุดท้าย ประชาชนถูกวางไว้ในฐานะผู้รับผลของกฎหมาย มากกว่าจะเป็นผู้ผลิตความรู้เกี่ยวกับกฎหมายนั้น
หากเราหันกลับไปมองประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางสังคม เราจะพบว่าความยุติธรรมมิได้ถือกำเนิดขึ้นภายในศาลเพียงแห่งเดียว การต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน สิทธิสตรี สิทธิของชนพื้นเมือง หรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในหลายประเทศ ล้วนเริ่มต้นจากการที่ประชาชนตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของกฎหมาย ก่อนที่กฎหมายจะเปลี่ยน ผู้คนได้เปลี่ยนความหมายของความยุติธรรมไปก่อนแล้ว นั่นคือเหตุผลที่การศึกษากฎหมายผ่านตัวบทเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจว่าความยุติธรรมเกิดขึ้นได้อย่างไรในสังคม
หากแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายเริ่มต้นจากสมมติฐานที่ว่า กฎหมายสามารถดำรงอยู่ได้โดยแยกขาดจากศีลธรรมและการเมือง นิติศาสตร์ของประชาชนกลับเสนอในทางตรงกันข้ามว่า ไม่มีความหมายของกฎหมายใดที่สามารถดำรงอยู่โดยแยกขาดจากประสบการณ์ของผู้คน กฎหมายอาจมีผลใช้บังคับได้ตามระบบนิติศาสตร์ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ กฎหมายนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นธรรมจากผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้มันหรือไม่ สิ่งที่บทกวีการเมืองกำลังทำจึงมิใช่การเสนอ “คำพิพากษาอีกฉบับหนึ่ง” หากเป็นการเรียกร้องสิทธิของประชาชนในการผลิตความรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมด้วยตนเอง บทกวีไม่ได้อ้างว่าตนเองสามารถยกเลิกคำพิพากษาของศาลได้ หากอ้างสิทธิ์ที่จะกล่าวว่า คำพิพากษานั้นมีความชอบธรรมหรือไม่ การเคลื่อนไหวเช่นนี้มิใช่การแย่งอำนาจตุลาการ แต่เป็นการแย่งอำนาจในการนิยามความยุติธรรมกลับคืนจากรัฐ
ตรงจุดนี้ ผมเห็นว่านิติศาสตร์ของประชาชนมีลักษณะสำคัญอย่างน้อยสามประการ
ประการแรก ความยุติธรรมเป็นประสบการณ์ทางสังคมมากกว่าจะเป็นเพียงข้อสรุปทางกฎหมาย ความยุติธรรมจึงไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ในตัวบท หากปรากฏขึ้นผ่านชีวิตของผู้คน ผ่านความเจ็บปวด การสูญเสีย ความหวัง และการต่อสู้ร่วมกัน หากผู้คนจำนวนมากรับรู้ว่าคำพิพากษาหนึ่งทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คำถามเรื่องความยุติธรรมก็ย่อมไม่อาจยุติลงได้เพียงเพราะศาลกล่าวคำว่า “คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว…”
ประการที่สอง นิติศาสตร์ของประชาชนถือว่าการผลิตความรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในศาลหรือในสำนักวิชาทางกฎหมาย หากเกิดขึ้นในพื้นที่วัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นบทกวี เพลง ภาพยนตร์ การแสดง ศิลปะบนท้องถนน กราฟฟิตี้ พิธีกรรมแห่งการไว้อาลัย หรือแม้แต่การเดินขบวนบนท้องถนน พื้นที่เหล่านี้มิได้เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนร่วมกันตีความว่า อะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความไม่เป็นธรรม และโลกแบบใดคือโลกที่พวกเขาปรารถนาจะดำรงอยู่ ผมคิดว่าจุดนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้เรามองเห็นกฎหมายในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมมากกว่าจะเป็นเพียงสถาบันของรัฐ ความยุติธรรมมิได้อาศัยอยู่เฉพาะในห้องพิจารณาคดี หากกระจายตัวอยู่ในทุกอณูของการมีชีวิต กล่าวอีกคำพูดหนึ่งก็คือ หากศาลเป็นสถานที่แห่งหนึ่งของกฎหมาย สังคมทั้งหมดก็เป็นสถานที่แห่งหนึ่งของความยุติธรรม
ประการที่สาม นิติศาสตร์ของประชาชนมิได้ปฏิเสธกฎหมาย แต่ปฏิเสธการผูกขาดความยุติธรรมของกฎหมาย ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะข้อเขียนนี้มิได้เสนอให้ศิลปะแทนที่ศาล หรือให้บทกวีทำหน้าที่แทนผู้พิพากษา แต่ผมต้องการเสนอว่า ศาลไม่ควรเป็นผู้มีสิทธิ์กล่าวคำสุดท้ายเกี่ยวกับความยุติธรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว ตรงกันข้าม ความชอบธรรมของศาลต่างหากที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่องผ่านประสบการณ์ของประชาชน
เมื่อย้อนกลับไปยังบทกวี “ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ” เราจึงอาจอ่านมันได้ในฐานะช่วงเวลาหนึ่งของการก่อรูปนิติศาสตร์ของประชาชน ผู้พูดมิได้เพียงกล่าวโทษศาล หากกำลังอ้างสิทธิ์ในฐานะพลเมืองที่จะพิพากษาสถาบันที่เคยพิพากษาประชาชนมาตลอด การเริ่มต้นกล่าวว่า “ข้าฯ แต่ศาลที่มิอาจจะเคารพ” จึงเป็นการประกาศว่า ความชอบธรรมของศาลจำเป็นต้องได้รับการยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านความรู้สึกยุติธรรมของผู้คนในสังคม
ด้วยเหตุนี้นิติศาสตร์ของประชาชนจึงมิใช่การสร้างระบบกฎหมายคู่ขนาน หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมสามารถสนทนากับกฎหมายได้อีกครั้ง มันคือการยืนยันว่า กฎหมายมิใช่ภาษาที่ปิดตายแต่เป็นภาษาที่ต้องถูกวิจารณ์ ตีความ และแม้กระทั่งถูกพิพากษากลับจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมัน เพราะในท้ายที่สุด กฎหมายจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อยังมีผู้คนที่พร้อมจะเชื่อว่า กฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือของความยุติธรรมได้ สำหรับผม ประเด็นสำคัญที่กล่าวมาทั้งหมดอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่บทกวีในข้างต้นนี้มอบให้แวดวงนิติศาสตร์และมอบแด่เราทุกคน ความยุติธรรมและการสร้างประชาธิปไตยคือกระบวนการสนทนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นพื้นที่ที่ประชาชนยังคงมีสิทธิ์กล่าวคำพิพากษาต่ออำนาจทุกรูปแบบ รวมถึงอำนาจของกฎหมายเอง
บทกวีเช่นนี้คือนิติศาสตร์ที่ถือกำเนิดจากเบื้องล่าง และถูกเขียนขึ้นในนามของผู้คนที่ยังคงเชื่อว่า สังคมจำเป็นต้องตั้งคำถามเสมอว่าอะไรคือความยุติธรรม ก่อนที่กฎหมายจะถามว่าอะไรคือความชอบด้วยกฎหมาย
และใครกันที่ควรมีสิทธิ์กล่าวคำสุดท้ายเกี่ยวกับความยุติธรรม
.



